3 สิ่งสำคัญของ “เศรษฐกิจไทย” ที่นักลงทุนต้องรู้

3 สิ่งสำคัญของ “เศรษฐกิจไทย” ที่นักลงทุนต้องรู้

3 min read  

ฉบับย่อ

  • จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่รายวันของไทยเพิ่มขึ้นมากกว่า 10 เท่าตัวภายในเวลากว่า 3 เดือน ตั้งแต่ เม.ย. 2564 เป็นต้นมา และในช่วงต้นเดือน ก.ค. 2564 ตรวจพบเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่อย่างเดลต้า (Delta) ได้เริ่มแพร่กระจายในประเทศ ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อขึ้นมาเกือบ 20,000 คนต่อวัน
  • กว่า 100 ประเทศทั่วโลกกำลังเจอการระบาดจากสายพันธุ์ Delta เช่นกัน โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่ 80% ของผู้ติดเชื้อเป็นเชื้อสายพันธุ์ Delta ขณะที่ทางองค์การอนามัยโลก (WHO) กำลังจับตาสายพันธุ์ใหม่อย่างแลมบ์ดา (Lambda) ที่ระบาดไปแล้วกว่า 30 ประเทศทั่วโลก
  • แนวทางการล็อกดาวน์อย่างเข้มงวดในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน หรือ Wuhan Model ในช่วงที่มีผู้ติดเชื้อ 15,000 รายต่อวัน เหมือนกับไทย อาจเป็นต้นแบบในการนำมาปรับใช้เป็น Bangkok Model 
  • หลายประเทศมีแนวทางการควบคุมการแพร่กระจายเชื้อไวรัสและลดจำนวนผู้ติดเชื้อที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเลือกใช้มาตรการล็อกดาวน์ (Lockdown) หรือเปิดประเทศให้ประชาชนใช้ชีวิตตามปกติ (Opening) 

เข้าสู่ครึ่งหลังของปี 2564 “เศรษฐกิจไทย” ได้รับผลกระทบอย่างมากจากความไม่แน่นอนของยอดผู้ติดเชื้อใหม่รายวันในประเทศที่พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง ตั้งแต่หลังสงกรานต์เป็นต้นมา จำนวนผู้ติดเชื้อในไทยเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่าตัว แตะระดับหลักพันครั้งแรกในเดือน เม.ย. 2564 และขึ้นมาอยู่ที่กว่า 20,000 รายต่อวันในปัจจุบัน

ถึงจะใช้มาตรการล็อกดาวน์อยู่เป็นระยะและประชาชนส่วนใหญ่ให้ความร่วมมืองดการเดินทางเป็นอย่างดี แต่ความดุร้ายของไวรัสสายพันธุ์ปัจจุบันก็แพร่ระบาดรวดเร็วและติดกันง่ายกว่าเดิม ทำให้เมื่อมองไปที่ครึ่งหลังของปี 2564 นักลงทุนอย่างเราต้องจับตาเป็นพิเศษ เพราะอาจเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญที่เข้ามาสร้างความผันผวนให้กับ เศรษฐกิจไทย และการลงทุนในระยะข้างหน้าได้

1. จาก “Delta” สู่ “Lambda” ?

สาเหตุสำคัญที่จำนวนผู้ติดเชื้อของไทยพุ่งสูงขึ้นมาจากการตรวจพบเชื้อไวรัสสายพันธุ์เดลต้า (Delta) ที่ทางองค์การอนามัยโลก หรือ World Health Organization (WHO) บอกว่า เป็นไวรัสสายพันธุ์ที่แพร่ระบาดเร็ว ติดต่อกันได้ง่าย และสามารถหลีกเลี่ยงภูมิคุ้มกันจากวัคซีนได้ดี รวมถึงมีอัตราการแพร่กระจายที่เร็วกว่าสายพันธุ์แอลฟา (Alpha) ถึง 40-60% 

ปัจจุบันไวรัสสายพันธุ์นี้ได้แพร่ระบาดไปแล้วกว่า 100 ประเทศทั่วโลกทั้ง สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร แอฟริกาใต้ ออสเตรเลีย สิงคโปร์ และอินเดีย เป็นต้น โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ซึ่งข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ (Centers for Disease Control and Prevention: CDC) ชี้ว่า ไวรัสสายพันธุ์ Delta เป็นสายพันธุ์หลักที่ทำให้เกิดการแพร่ระบาดระลอกใหม่ในสหรัฐฯ อยู่ในขณะนี้ 

จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่รายวันในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์ จากเฉลี่ยที่ 15,000 รายต่อวันในช่วงสัปดาห์แรกของเดือน ก.ค. มาอยู่ที่ 100,000 รายต่อวันในปัจจุบัน และ 80% ของผู้ติดเชื้อเป็นสายพันธุ์ Delta ทาง CDC ยังบอกอีกว่าไวรัสสายพันธุ์ Delta เป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจที่รุนแรงที่สุดเท่าที่นักวิทยาศาสตร์เคยพบมาอีกด้วย

หลายประเทศทั่วโลกกำลังเร่งฉีดวัคซีนกันอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันนักวิทยาศาสตร์ นักระบาดวิทยา และนักวิจัยด้านไวรัสกำลังจับตาดูเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่อย่างแลมบ์ดา (Lambda) ซึ่งถูกค้นพบและมีจุดเริ่มต้นการแพร่ระบาดครั้งแรกในเปรู ประเทศในภูมิภาคอเมริกาใต้ในช่วงปลายปี 2563

ตั้งแต่เดือน พ.ค. 2564 เป็นต้นมา ผู้ติดเชื้อในเปรูกว่า 80% เป็นสายพันธุ์ Lambda ซึ่งปัจจุบันสายพันธุ์นี้ได้แพร่กระจายไปแล้วกว่า 30 ประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคอเมริกาใต้ เช่น บราซิล อาร์เจนตินา เอกวาดอร์ และชิลี รวมทั้งสหรัฐอเมริกา เม็กซิโก สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย จนทาง WHO จัดให้อยู่ในกลุ่มสายพันธุ์ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ (Variant of Interest : VOI) ต่อจาก อีตา (Eta) ไอโอตา (Iota) และแคปปา (Kappa)

อ่านเพิ่ม

แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญหลายด้านยังไม่พบหลักฐานและข้อมูลงานวิจัยที่แน่ชัดของไวรัสสายพันธุ์ Lambda และยังไม่พบสายพันธุ์ Lambda ในไทย แต่การแพร่กระจายเป็นวงกว้างในหลายประเทศทั่วโลก และแนวทางการเปิดประเทศของไทย ก็มีความเป็นไปได้เช่นกันที่อาจพบเชื้อสายพันธุ์นี้ในประเทศ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะยิ่งทวีความยากในการรับมืออย่างแน่นอน

2. “Wuhan Model” สู่ “Bangkok Model” 

ไวรัสสายพันธุ์ Delta กำลังแพร่ระบาดอย่างรุนแรงในไทย แต่จำนวนและคุณภาพการฉีดวัคซีนที่เริ่มมีประสิทธิภาพป้องกันที่ลดลง ทำให้มีการคาดการณ์ทางการแพทย์และสำนักวิจัยเศรษฐกิจว่า จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่รายวันของไทยอาจพุ่งสูงขึ้นไปได้ไกลกว่านี้ที่ 20,000 – 25,000 รายต่อวันในเดือน ส.ค. 2564 หรือหากเลวร้ายกว่านั้นอาจพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 40,000 รายต่อวัน จนแนวทางการล็อกดาวน์ ณ เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน หรือ “Wuhan Model” เริ่มเป็นที่พูดถึงกันมากขึ้นในการนำมาปรับใช้ในกรุงเทพฯ เป็น “Bangkok Model”

ในเดือนก.พ. 2563 ประเทศจีนพบผู้ติดเชื้อที่ 15,000 รายต่อวัน แต่ทางการจีนได้เริ่มเห็นสัญญาณของตัวเลขผู้ติดเชื้อที่จะเพิ่มสูงขึ้นมาก่อนหน้านั้นแล้ว จึงได้ประกาศล็อกดาวน์อย่างเข้มงวดทันทีในปลายเดือนมกราคม 2563 โดยสั่งให้หยุดการสัญจรยานยนต์ การขนส่งสาธารณะ การขนส่งสินค้าทั้งหมดภายในเมืองและระหว่างเมือง และกิจกรรมทุกประเภทต้องหยุดลงทันที

ในช่วงเวลาเดียวกัน ทางการจีนก็ได้ดำเนินการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ในทุกพื้นที่อาศัยในเมืองอู่ฮั่น และมีการแยกตัวผู้มีอาการไปสถานกักตัวและโรงพยาบาลชั่วคราวก่อนเมื่อสามารถหยุดการเดินทางและกิจกรรมทุกอย่าง พร้อมแยกผู้ติดเชื้อออกมาได้แล้ว 

ทางการจีนจึงได้สร้างโรงพยาบาลและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ไว้สำหรับการรองรับผู้ป่วยโควิด-19 อีกทั้งดูแลเรื่องอาหารของผู้ป่วยและปากท้องของครอบครัวผู้ป่วย และเร่งฉีดวัคซีนควบคู่ไปด้วย รวมทั้งมีการใช้เทคโนโลยี AI ค้นหาผู้ป่วยและกลุ่มเสี่ยงเพิ่มเติม ซึ่งแผนการที่ชัดเจนทำให้ประชาชนให้ความร่วมมือกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ พื้นที่ 15 เมืองใกล้เคียงทั้ง เวินโจว กวางโจว และเซี่ยงไฮ้ ก็ประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์ตามมาเช่นกัน ทั้งการจำกัดการเดินทาง การห้ามออกจากที่พักอาศัย และปิดร้านอาหารและสถานบันเทิง ปิดบริษัทและโรงงานการผลิตทุกแห่ง โดยอนุญาตให้ออกจากที่พักอาศัยเพียงครัวเรือนละ 1 คน ทุก ๆ 2 วันเท่านั้น จนคลายล็อกดาวน์ในช่วงต้นเดือน เม.ย. 2563 หลังจากที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อลดลงเหลือเพียง 100 รายต่อวัน

ต่อมาในเดือน มิ.ย. 2563 ทางการจีนได้ใช้มาตรการ Mass testing ด้วยการตรวจหาผู้ติดเชื้อทั้งเมืองอู่ฮั่นจำนวน 11 ล้านคน ได้ภายในเวลา 10 วัน เป็นการตรวจเชิงรุกเพื่อให้เจอผู้ติดเชื้อให้มากที่สุด ซึ่งดีกว่าการตรวจแบบตั้งรับแล้วรักษาตามอาการ ซึ่งสิ่งที่ช่วยยืนยันความสำเร็จของ Wuhan Model ก็คือ ปัจจุบันจีนได้กลายเป็นประเทศที่มีการฟื้นตัวจากโควิด-19 ได้ดีที่สุดในโลกไปเรียบร้อยแล้ว

ด้วยแผนการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ชัดเจน การตั้งเป้าหมายตรวจหาผู้ติดเชื้อพร้อมกับการเร่งการฉีดวัคซีนของจีน และช่วงที่ต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์อย่างเข้มงวดในเมืองอู่ฮั่น ซึ่งจากสถานการณ์ปัจจุบันของไทยก็มีหลายเสียงที่คิดจะนำแนวคิด Wuhan Model มาปรับใช้เป็น Bangkok Model หรือพื้นที่เสี่ยงอื่นๆ พี่ทุยว่าก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่สามารถนำมาพิจารณา แต่ก็ต้องคำนึงถึงมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนในระหว่างปิดเมืองด้วย

3. จาก “Lockdown” สู่ “Opening” ?

ปัจจุบันไทยที่มีการล็อกดาวน์ทั้งหมด 29 จังหวัดทั่วประเทศ ทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงบางพื้นที่ในภาคใต้ ขณะที่ทางการไทยตั้งเป้าว่าจะเปิดประเทศภายใน 120 วัน หรือก็คือในเดือน ต.ค. 2564 นี้ ซึ่งดูจากความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงมาตรการตั้งรับที่เรามีอยู่ ณ ปัจจุบันพี่ทุยว่าน่าจะเป็นไปได้ยากแล้วล่ะที่จะเปิดประเทศได้จริง ๆ ภายในเดือน ต.ค.

บทเรียนจากต่างประเทศก็มีลักษณะคล้ายคลึงกับสถานการณ์ในไทย อย่างเช่น เมืองซิดนีย์ ออสเตรเลียที่ประกาศล็อกดาวน์มาแล้วกว่า 1 เดือนก่อนหน้านี้ แต่ยอดผู้ติดเชื้อยังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ทางออสเตรเลียต้องขยายระยะเวลาการล็อกดาวน์เพิ่มต่ออีก 1 เดือนถึงปลายเดือน ส.ค. 2564 และจะยกเลิกก็ต่อเมื่อตัวเลขผู้ติดเชื้อใหม่ใกล้ศูนย์ จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 160 รายต่อวัน ซึ่งไทยเราก็เพิ่มมีการประกาศขยายล็อกดาวน์ไปอีก 1 เดือนจนถึงสิ้นเดือน ส.ค. 2564 นี้แล้วเช่นกัน

เช่นเดียวกับกรุงโซล เกาหลีใต้ ที่แม้จะมีมาตรการป้องกันอย่างเข้มงวดแล้ว ทั้งการห้ามรวมกลุ่มทำกิจกรรม ปิดสถานบันเทิง จำกัดเวลาการเปิดร้านอาหาร และปิดโรงเรียน แต่จำนวนผู้ติดเชื้อก็ยังเพิ่มขึ้นทำสถิติสูงสุดต่อเนื่อง เกาหลีใต้จึงขยายระยะเวลาการควบคุมนี้ต่อไปอีก 14 วัน พร้อมเร่งการตรวจและฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มผู้สูงอายุและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเป็นกลุ่มแรก ขณะที่มาเลเซียที่ประกาศล็อกดาวน์ทั่วประเทศมาตั้งแต่ มิ.ย. 2564 ซึ่งขณะนั้นมีผู้ติดเชื้อราว 8,000 รายต่อวัน ปัจจุบันยอดพุ่งไปเกือบ 20,000 รายต่อวัน มาเลเซียจึงได้ขยายเวลาล็อกดาวน์ต่อไปอีกจนกว่าจำนวนผู้ติดเชื้อต่ำกว่า 4,000 รายต่อวัน

แต่อังกฤษกลับสวนทางโดยอนุญาตให้ประชาชนกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้โดยไม่บังคับการสวมหน้ากากอนามัย แม้ว่าจะมีผู้ติดเชื้อสูงถึงประมาณ 30,000 รายต่อวันในปัจจุบัน แต่อังกฤษมีอัตราการตรวจหาผู้ติดเชื้อสูงและมีอัตราการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนในประเทศสูงเป็นลำดับต้นๆ ของโลก ทำให้อัตราผู้ป่วยลดลงมากในช่วงเดือน ก.ค. จะเห็นว่าแต่ละประเทศมีแนวทางมาตรการปิดหรือเปิดเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสที่แตกต่างกันออกไป

สถานการณ์โควิด-19 ไม่แน่นอน กระทบ “เศรษฐกิจไทย”

นอกเหนือจากตัวเลขและดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจของไทยที่นักลงทุนกำลังติดตามกันอยู่เป็นส่วนใหญ่ทั้งตัวเลขการส่งออก อัตราเงินเฟ้อ แต่เมื่อหากมองไปข้างหน้าจะพบว่ายังมีความเสี่ยงซึ่งนับว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจไทยก็เป็นได้ ฉะนั้นนอกจากการวางแผนการลงทุนในปัจจุบันแล้ว การบริหารความเสี่ยงในอนาคตจากสถานการณ์รอบตัวก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นเดียวกัน

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"Forex" FXTM
"Forex" FXTM
error: