วิกฤตแบงก์สหรัฐฯ ยังไม่จบ รายไหนเสี่ยงล้ม หาก Fed ขึ้นดอกเบี้ยต่อ ?

วิกฤตแบงก์สหรัฐฯ ยังไม่จบ รายไหนเสี่ยงล้ม หาก Fed ขึ้นดอกเบี้ยต่อ ?

4 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • Regional Bank คือ ธนาคารขนาดกลางในสหรัฐฯ ที่มีสินทรัพย์ 10,000 – 100,000 ล้านดอลลาร์ มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ มาก เพราะเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญของธุรกิจและบุคคล
  • First Republic Bank เป็นรายล่าสุดที่เจอผลกระทบตามมาจาก SVB จนต้องขายกิจการให้ J.P.Morgran ขณะที่ ​PacWest เป็นรายต่อไปที่ต้องจับตา โดยล่าสุดธนาคารเพิ่งประกาศหาพันธมิตรที่สนใจจะเข้ามาซื้อหุ้น เพื่อเพิ่มเงินทุน 
  • หากปล่อยให้ปัญหาของ Regional Bank ในสหรัฐฯ ลุกลาม จะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจ

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

ปี 2023 ปัจจัยกดดันตลาดหนัก ๆ ก็คงต้องยกให้ วิกฤตแบงก์สหรัฐฯ ที่อาจจะดูทรง ๆ ไปชั่วคราว แต่จริง ๆ ยังเป็นไฟที่ไม่มอดสนิทดี ยังคุกรุ่นพร้องปะทุได้ทุกเมื่อ

หลัง Silicon Valley Bank ถูกปิดกิจการเดือน มี.ค. ก็ยังมีข่าวปิดแบงก์ คนแห่ถอนเงิน มีปัญหาสภาพคล่องออกมาเรื่อย ๆ โดยล่าสุดก็คือเรื่องของ First Republic Bank ที่ยอดเงินฝากลดลงอย่างมาก จนทางการต้องยื่นมือเข้ามาดูแล และสุดท้ายปัญหานี้ถูกแก้ด้วยการที่ J.P.Morgan เข้ามาซื้อกิจการ และยังมีอีกหลายธนาคารในสหรัฐฯ ที่อาการไม่ค่อยดี เช่น Regional Bank

แล้ว Regional Bank ของสหรัฐฯ คือธนาคารแบบไหน​ ที่ผ่านมากลุ่มที่มีปัญหา มีสาเหตุจากอะไร มีรายไหนที่ต้องจับตาอีกบ้าง และถ้า Regional Bank มีปัญหาจะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างไร วันนี้พี่ทุยจะชวนทุกคนมาเจาะลึกเรื่องราว เรียนรู้ไปด้วยกัน  

Regional Bank คือธนาคารแบบไหน 

ถ้าไปดูข้อมูลจากเว็บไซต์ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) พบว่า มีการแบ่งธนาคารในสหรัฐฯ ออกเป็น 3 ขนาดด้วยกัน คือ 

วิกฤตแบงก์สหรัฐฯ ยังไม่จบ รายไหนเสี่ยงล้ม หาก Fed ขึ้นดอกเบี้ยต่อ ?

ถ้าพูดง่าย ๆ Regional Bank ก็คือ ธนาคารขนาดกลางในสหรัฐฯ นั่นแหละ โดยจะดำเนินงานจำกัดอยู่ในบางภูมิภาคของสหรัฐฯ โดยบริการของธนาคารก็จะครอบคลุม เงินฝาก สินเชื่อ บริการธนาคารสำหรับธุรกิจ บัตรเครดิต เอทีเอ็ม และการลงทุน เรียกง่าย ๆ ก็คือ บริการอะไรที่ลูกค้าบุคคลทั่วไปต้องการ ธนาคารประเภทนี้พร้อมเสิร์ฟหมด 

จุดเด่นของ Regional Bank

 ต้องบอกว่า Regional Bank มีความสำคัญกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ มากพอสมควร เพราะเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญของธุรกิจและบุคคลทั่วไปในภูมิภาค ด้วยจุดเด่นของ Regional Bank คือ เข้าใจความต้องการทางเศรษฐกิจในท้องถิ่นดี จึงเสนอบริการได้สอดคล้องความต้องการแต่ละบุคคล และนำเสนออัตราดอกเบี้ยที่จูงใจได้มากกว่า ธนาคารขนาดใหญ่ เพราะมีต้นทุนทางการเงินต่ำกว่า ​ 

ความท้าทายที่ Regional Bank เผชิญ

แม้เห็นจุดเด่นของ Regional Bank แล้วจะรู้สึกว่า ดูดีเหลือเกิน แต่ถ้าดูเรื่องความเสี่ยงที่ธนาคารกลุ่มนี้เผชิญ ก็มีอยู่ไม่น้อยเลย โดยจากรายงานของ Fed พบว่า ธนาคารกลุ่มนี้เผชิญความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน ความเสี่ยงด้านเครดิต และความเสี่ยงของตลาดมากขึ้นตั้งแต่ปี 2022 ซึ่งเป็นปีที่ Fed เริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ย และปรับแต่ละครั้ง แบบก้าวกระโดด

สรุปความท้าทายของ Regional Bank สหรัฐฯ 

  • ความปลอดภัยทางไซเบอร์ 
  • ความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ หลังดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นรวดเร็ว โดยเฉพาะกลุ่มที่กู้ยืมเงินอัตราดอกเบี้ยลอยตัว 
  • ภาวะที่ต้องรับรู้การขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง (unrealized losses) จากหลักทรัพย์ที่ลงทุนราคาปรับลดลงมาก

ด้วยความเสี่ยงที่รุมเร้า จากความท้าทายที่ถาโถมเข้ามา เมื่อบวกกับเกณฑ์การควบคุมการปล่อยสินเชื่อของ Regional Bank ที่ไม่ได้เข้มงวดมากเหมือนธนาคารขนาดใหญ่ ก็เลยทำให้ประเด็นความสามารถในการชำระหนี้ เป็นสิ่งที่น่ากังวลมากขึ้น

การขึ้นดอกเบี้ย ไม่ได้กระทบแค่ วิกฤตแบงก์สหรัฐฯ

ขณะที่ปัญหาราคาสินทรัพย์ที่ลดลง ไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะธนาคารเท่านั้น เพราะผู้กู้ รวมถึงผู้ฝากเงิน ก็เจอปัญหาแบบเดียวกัน อันเนื่องมาจากดอกเบี้ยที่ปรับขึ้นรวดเร็ว จนทำให้หุ้น ที่เคยไปทุ่มเงินลงทุนเอาไว้มาก ๆ ช่วงโควิด รวมถึงคริปโทเคอร์เรนซี ที่มีปัญหารุมเร้า ราคาร่วงต่อเนื่อง จึงทำให้บุคคล และธุรกิจมีความจำเป็นจะต้องใช้เงินที่ฝากไว้มากขึ้นฉะนั้นจึงมีการถอนเงินฝากออกมาต่อเนื่อง

ซึ่งสินทรัพย์ที่ธนาคารถืออยู่มีภาวะ unrealized losses และธนาคารต้องจำยอมขายสินทรัพย์เหล่านี้ออกมาทั้งที่ขาดทุน​ เพื่อเป็นสภาพคล่องมาจ่ายให้ผู้ฝากเงิน ก็เลยเป็นอีกปัญหาแทงใจ 

แม้ว่า ธนาคารทั้งหมดที่มีปัญหา จะไม่ได้มาจากปัญหาเหมือนกันทั้งหมดเป๊ะ ๆ แต่ปัญหาหลักคือพอธนาคารเริ่มมีปัญหาสภาพคล่อง ก็เลยทำให้คนอเมริกันที่ฝากเงินอยู่ เริ่มกังวล กลัวจะไม่ได้เงินฝากกลับมา เพราะทางการรับประกันเงินฝากให้จำกัดมากๆ จึงไปแห่ถอนเงินฝาก ปัญหาสภาพคล่องที่มีอยู่แล้ว เลยยิ่งหนักเข้าไปอีก ธนาคารบางแห่งจึงเข้าขั้นโคม่า และกลายเป็นข่าวใหญ่ครึกโครม  

ไทม์ไลน์ วิกฤตแบงก์สหรัฐฯ 2023

8 มี.ค. 2023

  • Silvergate Bank ซึ่งมีบริการปล่อยกู้ลงทุนคริปโทเคอร์เรนซี ประกาศยุติกิจการ ผลพวงราคาคริปโทฯ ที่ร่วงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2022 ทำให้ลูกค้าแห่ถอนเงินฝาก 

10 มี.ค. 2023

  • Silicon Valley Bank (SVB) ถูกทางการสั่งปิดกิจการ หลังขาดสภาพคล่อง เป็นผลจากลูกค้าบริษัทสตาร์ทอัปแห่ถอนเงิน และธนาคารหาเงินหมุนเวียนไม่ทัน 
  • ราคาหุ้น Regional Bank แห่งอื่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงลงต่อเนื่อง นำโดย First Republic Bank, PacWest Bancorp และ Western Alliance Bancorp 

12 มี.ค.2023

  • Signature Bank ถูกทางการสั่งปิดกิจการ หลังเจอปัญหาลูกค้าธุรกิจคริปโทฯ แห่ถอนเงิน เพราะความกังวลสืบเนื่องจากกรณี Silicon Valley Bank ปิดกิจการ
  • Fed ประกาศเพิ่มเงินทุนช่วยเหลือสภาพคล่องผ่านโครงการ Bank Term Funding Program (BTFP) ให้สินเชื่อระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 1 ปี กับสถาบันการเงิน พร้อมรับจำนองพันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้หน่วยงานรัฐ หลักทรัพย์ที่มีสินเชื่อจำนองอสังหาฯ หนุนหลัง รวมถึงหลักทรัพย์ที่มีคุณภาพอื่นๆ ในราคามูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) เพื่อให้ธนาคารไม่ต้องขายสินทรัพย์เหล่านี้ออกมาก่อน 

13 มี.ค.​2023 

  • กระทรวงการคลังสหรัฐฯ และ Fed ออกมาตรการดูแลผู้ฝากเงินของ SVB และ Signature Bank ให้เงินทั้งหมดในบัญชีเงินฝากของทั้ง 2 ธนาคารนี้ ได้รับความคุ้มครอง จากเดิมสถาบันคุ้มครองเงินฝากสหรัฐฯ (FDIC) คุ้มครองวงเงิน 250,000 ล้านดอลลาร์ ต่อบัญชีที่มีในแต่ละธนาคาร พร้อมทั้งให้เจ้าของบัญชีถอนเงินได้ ตั้งแต่ 13 มี.ค. เป็นต้นไป

1 พ.ค. 2023 

  • J.P.Morgan เข้าซื้อกิจการ ​​First Republic Bank หลังจากเริ่มมีปัญหาผู้ฝากเงินแห่ถอนเงินตั้งแต่เกิดเรื่อง ​SVB กระทบความเชื่อมั่น ทำให้ธนาคารเผชิญปัญหาสภาพคล่องมาอย่างต่อเนื่อง จนทางการต้องเข้าไปดูแลปัญหา

จะเห็นได้ว่า จุดที่ทำให้ผู้ฝากเงินเริ่มตื่นกลัว แห่ถอนเงิน และเกิดผลกระทบแบบโดมิโน่ตามมากับ Regional Bank แห่งอื่น ก็คือ SVB ถูกปิดกิจการ ซึ่งผลกระทบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับธนาคารในสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังลามไปยัง ​Credit Suisse ธนาคารยักษ์ใหญ่ในสวิตเซอร์แลนด์ ที่อายุเก่าแก่ ราคาหุ้นร่วงหนัก ผู้ฝากแห่ถอนเงิน จนทำให้ทางการเข้าไปควบคุมดูแล และธนาคารต้องขายกิจการให้กับ UBS 

ส่วนรายล่าสุดที่ต้องขายกิจการตามมาก็คือ First Republic Bank เพราะปัญหาขาดสภาพคล่อง ที่เกิดขึ้น หลังราคาหุ้นร่วงหนัก และผู้ฝากก็แห่ถอนเงิน แม้ธนาคารยักษ์ใหญ่ทั้งหลายจะยื่นมือเข้าไปช่วยตั้งแต่เนิ่นๆ แล้วก็ตาม 

PacWest เป็นรายต่อไปที่ต้องจับตา

พี่ทุยมองว่า สิ่งที่น่าจับตาหลังจากนี้ก็คือ Regional Bank 2 แห่ง ที่มีข่าวหุ้นร่วงหนักตีคู่มากับ First Republic Bank ซึ่งก็คือ PacWest Bancorp และ Western Alliance Bancorp 

มีรายงานข่าวออกมาว่า PacWest Bancorp อาจเป็น Regional Bank รายต่อไปที่จะตามรอย SVB และ First Republic Bank ไป โดยนับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2023 ราคาหุ้นของ PacWest ปรับลดลงมาแล้ว 78% ซึ่งก็เป็นอาการปรับตัวลดลงทรงเดียวกับ SVB และ First Republic Bank 

หุ้น PacWest ปรับลดลงมากกว่า 55% เมื่อวันพุธที่ 3 พ.ค. ที่ผ่านมา หลังธนาคารออกมาประกาศว่า กำลังหาพันธมิตรที่สนใจเข้าซื้อหุ้น เพื่อหาเงินทุนเพิ่มเติม และกำลังทบทวนทางเลือกทั้งหมดที่มีเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้ถือหุ้น 

ขณะเดียวกัน PacWest ยังรายงานผลขาดทุนสุทธิในไตรมาสแรกออกมา 1,200 ล้านดอลลาร์​ โดยมี unrealized loss อยู่ 860 ล้านดอลลาร์ สำหรับหลักทรัพย์ในพอร์ตโฟลิโอ ขณะที่ เงินฝาก หายไป 15% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2022 

Fed ทำอะไรบ้างกับปัญหา Regional Bank 

พอไปดูว่า Fed รวมถึงหน่วยงานทางการอื่น ทำอะไรบ้างเพื่อทำให้คลื่นลมใน Regional Bank สงบลง อย่างที่พี่ทุยให้รายละเอียดไปตอนต้นว่า ก็มีการออกโปรแกรมช่วยเหลือสภาพคล่องไปแล้ว รวมถึงเพิ่มความเชื่อมั่นกับผู้ฝากเงินว่า จะถอนเงินฝากออกมาได้ทั้งหมด ไม่ใช่แค่เงินฝากที่สถาบันรับประกันเงินฝากไว้ 250,000 ดอลลาร์ต่อธนาคาร

นอกจากนี้ Fed ก็มีแนวโน้มเข้าไปคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อของ Regional Bank มากขึ้น และติดตามข้อมูลของ Regional Bank ใกล้ชิดมากขึ้น เพื่อประเมินสถานการณ์ 

ถ้า Fed ขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง ธนาคารจะเป็นยังไง 

ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของ Fed (FOMC) ครั้งล่าสุด วันที่ 3 พ.ค. Fed ประกาศขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง 0.25% เป็น 5-5.25% ดูเหมือนว่า จะเป็นการเพิ่มแรงกดดันซ้ำเติม Regional Bank เข้าไปอีก เพราะทุกครั้งที่ขึ้นดอกเบี้ย ก็ทำให้ภาระต้นทุนการเงินสูงขึ้น และมี unrealized loss เพิ่มเติม 

ส่วนการประชุมครั้งถัดไปวันที่ 15 มิ.ย. นี้ ก็มียังมีโอกาสสูงที่ Fed จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก เพราะตัวเลข Non-Farm หรือรายงานอัตราการจ้างงานของสหรัฐฯ ที่ไม่รวมอุตสาหกรรมภาคเกษตร ออกมา 339,000 ตำแหน่งสูงกว่าที่คาด 180,000 ตำแหน่ง

เพราะเป้าหมายหลักของ Fed ตั้งแต่ปี 2022 คือการดึงเงินเฟ้อให้ลงมาอย่างเร่งด่วนที่สุด แต่จากตัวเลข การจ้างงาน ที่เพิ่มสูงสูงกว่าคาดการณ์ สะท้อนว่า เศรษฐกิจยังอยู่ในระดับที่ดีมาก แปลว่าเงินเฟ้อจะไม่ลง และมีโอกาสที่เงินเฟ้อยังพุ่งได้ต่อเนื่อง

ดังนั้นเพื่อลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจ Fed จึงน่าจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก และอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เพิ่มขึ้นจะเป็นการเพิ่มภาระต้นทุนของฝั่งธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ การบริหารสภาพคล่องจะลำบากและเสี่ยงมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม Fed ส่งสัญญาณว่า ระบบธนาคารของสหรัฐฯ มีความมั่นคงและยืดหยุ่นอยู่ ขณะที่เงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อของธนาคารที่เข้มงวดมากขึ้น ทั้งสิ้นเชื่อครัวเรือนและสินเชื่อธุรกิจ มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และอัตราเงินเฟ้อในระยะต่อไป แต่ Fed มองว่า ขอบเขตของผลกระทบเหล่านี้ยังไม่ได้แน่นอนเท่าไหร่ ก็เลยยังคงให้น้ำหนักไปที่ความเสี่ยงเงินเฟ้อเป็นหลัก  

 จะเห็นได้ว่า สิ่งที่ Fed กำลังบอกคือ มองเป็นปัญหานะ สนใจอยู่ แก้ไขอยู่ และพร้อมสนใจต่อไป

ถ้าปล่อยให้วิกฤต Regional Bank ลุกลาม จะเกิดอะไร

คราวนี้ พี่ทุยขอชวนมานึกตามกันต่อว่า ถ้าสมมติ Fed เอาไม่อยู่เรื่องปัญหา Regional Bank อะไรจะเกิดตามมา 

พี่ทุยต้องบอกว่า ผลกระทบจะเกิดเป็นลูกโซ่ ไม่ใช่เฉพาะสถาบันการเงินที่จะวุ่นวาย ผลกระทบจะตกมาถึงภาคธุรกิจและประชาชนด้วย

เพราะปัญหารอบนี้ทำให้ Regional Bank เข้มงวดกับการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ซึ่งก็จะทำให้ทั้่งธุรกิจและคนทั่วไปเข้าถึงเงินทุนได้ด้วยต้นทุนแพงขึ้น และได้รับอนุมัติสินเชื่อยากขึ้น ซึ่งก็จะไปส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจลดลงตามมา ทำให้โอกาสที่จะเกิดเศรษฐกิจถดถอยเพิ่มขึ้น ขณะที่ ภาคธุรกิจที่พึ่งพาเงินทุนจาก Regional Bank สูง ๆ อย่างภาคอสังหาฯ​ ก็จะได้รับผลกระทบตามไปด้วย จากการกู้ยืมยากขึ้น 

ส่วนภาพที่เราน่าจะได้เห็นอีกหลังจากนี้ก็คือ อาจจะมีธนาคารแบบ Regional Bank ที่ต้องปิดกิจการเพิ่มอีก และก็คงจะมีบางแห่งที่ถูกซื้อกิจการไปอีก ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมด จบเร็ว หรือช้า ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อธนาคาร รวมถึงขึ้นอยู่กับสถานการณ์เศรษฐกิจว่าจะมีทิศทางแย่ลงไปมากแค่ไหน

ถ้าเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวได้ ก็จะช่วยให้ปัญหานี้เบาลงได้บ้าง เพราะในช่วงเศรษฐกิจดี ปัญหาหนี้เสียจะไม่รุนแรงซ้ำเติมสถานการณ์ที่ Regional Bank เป็นอยู่ ขณะที่ผู้ฝากเงิน ถ้ามีความเชื่อมั่นมากขึ้น และอยู่ในภาวะเศรษฐกิจที่ดี ก็อาจจะไม่ถอนเงินฝากออกมามากจนสร้างแรงกดดันด้านสภาพคล่องของธนาคาร  

ผู้ลงทุนอย่างเราจะต้องทำยังไง ท่ามกลาง วิกฤตแบงก์สหรัฐฯ

สุดท้ายนี้ จากปัญหาทั้งหมดใน Regional Bank อาจจะมีผู้ลงทุนบางคนเกิดเครื่องหมายคำถามในหัวเต็มไปหมดว่า แล้วเราต้องทำอะไร ยังไง ในเมื่อ Regional Bank สหรัฐฯ​ มีปัญหาเช่นนี้อยู่ 

คำตอบก็คือ เราต้องติดตามข่าวสารของตลาดว่า เหตุการณ์นี้มีแนวโน้มดีขึ้นหรือแย่ลง โดยระหว่างที่ปัญหานี้ยังไม่สงบ อาจจะชะลอการลงทุนหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มเติมไปก่อน​อาจจะไปเพิ่มความสนใจกับการลงทุนในหุ้นตลาดฝั่งเอเชียซึ่งมีแนวโน้มที่ดีแทน หรือลดความเสี่ยงของพอร์ตรวม ด้วยการไปซื้อตราสารหนี้ที่ความเสี่ยงต่ำตุนไว้ในพอร์ตเพิ่มเติม เพราะนี่น่าจะไม่ใช่เวลาที่เหมาะสำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนสูง ซึ่งมาจากปัญหาของภาคธนาคาร 

รอให้คลื่นลมภาคธนาคารสงบ ค่อยกลับเข้าไปลงทุนตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็คงไม่สายเกินไป

อ่านเพิ่ม

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile