พูดถึงเศรษฐกิจไทยปี 2566 ที่ผ่านมา ทุกคนคงถอนหายใจ ในหัวมีแต่คำว่ามืดมน ยิ่งพอช่วงต้นปีตัวเลขเศรษฐกิจหลาย ๆ ตัวออกมา ทั้งหนี้ครัวเรือนแตะระดับอันตราย หนี้เสียเพิ่มขึ้น ตัวเลข GDP ที่โตต่ำกว่าคาด คำถามที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุน คือ แล้วตลาดหุ้นไทย 2567 จะไปยังไงต่อ? วันนี้พี่ทุยจะพาไปเจาะดูกันหน่อยว่าหนี้ครัวเรือนไทย รวมถึงแนวโน้ม เศรษฐกิจไทย 2567 เพื่อตอบคำถามทิศทางตลาดหุ้นไทยว่ายังมีอนาคตหรือไม่?
หนี้ครัวเรือนพุ่งเตรียมแซง GDP ฉุดรั้ง เศรษฐกิจไทย 2567
ปัจจุบันหนี้ครัวเรือนไทยอยู่ในระบบ 16.2 ล้านล้านบาท คิดเป็น 91% ของ GDP ซึ่งถ้าเทียบกับมาตรฐานสากล หนี้ครัวเรือนควรไม่เกิน 80% ของ GDP
ด้วยหนี้ครัวเรือนระดับนี้ถือว่าอันตรายและส่งผลเสียต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ซึ่งเห็นผลกระทบมาระยะหนึ่งแล้ว
อีกทั้งเศรษฐกิจไทยเติบโตช้ามาก การลดหนี้ครัวเรือนให้ลงไปต่ำกว่า 80% ของ GDP ไม่ใช่เรื่องง่าย นี่เป็นคำเตือนจากนายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท เครดิตบูโร
พี่ทุยมองว่าคำกล่าวนี้ไม่เกินจริงเลย ซึ่งวันนี้จะพาไปดูกันว่าเพราะอะไร? แถมเริ่มมีสัญญาณอันตรายจากตัวเลขหนี้เสียปรากฎตัวชัดขึ้นทั้งสินเชื่อรถยนต์และบ้าน เลยขอพาไปเจาะดูกันก่อนว่าสัญญาณชัดแค่ไหน
หนี้เสียรถยนต์และบ้านพุ่ง เริ่มส่งสัญญาณอันตราย
เริ่มกันที่หนี้เสีย (NPL) เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1 ปี 2566 ที่ 6.0% ถึงไตรมาส 4 ปี 66 อยู่ที่ 7.6% แตะระดับ 1.05 ล้านล้านบาท ซึ่งหนี้เสียรถยนต์เป็นหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นเร็วสุด เพิ่มถึง 28% จากปีก่อน และคิดเป็น 23% ของหนี้เสีย
หนี้เสียรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นเช่นนี้ทำให้ธนาคารขาดทุนสินเชื่อรถยนต์เมื่อนำรถไปขายทอดตลาด และยังต้องกันสำรองหนี้เสียเพิ่มขึ้นกระทบต่อผลประกอบการ
ด้านหนี้เสียสินเชื่อบัตรเครดิตการ์ดและสินเชื่อบุคคลเพิ่มขึ้น 12% จากปีก่อน คิดเป็น 30% ของหนี้เสียส่วนหนี้เสียสินเชื่อบ้านเพิ่มขึ้น 7% จากปีก่อน คิดเป็น 17% ของหนี้เสีย ซึ่งหนี้เสียสินเชื่อบ้านส่อแววพุ่งขึ้นอีก ซึ่งมีสัญญาณจากสินเชื่อค้างชำระแต่ไม่เกิน 90 วัน (SM)
หนี้กลุ่ม SM ที่ค้างชำระมากที่สุด คือ สินเชื่อบ้าน เพิ่มขึ้นถึง 31.1% จากปีก่อน รองลงมาเป็นหนี้สินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งเป็นหนี้ที่เอาไว้ใช้จ่ายกับชีวิตประจำวัน ซึ่งไม่ค่อยสร้างประโยชน์ในระยะยาวทั้งต่อผู้ที่เป็นหนี้และเศรษฐกิจ เพิ่มขึ้น 24% จากปีก่อน สุดท้ายหนี้ SM สินเชื่อรถยนต์ ก็เพิ่มขึ้นเช่นกันที่ประมาณ 7.6% จากปีก่อน
ภาพรวมทั้งหนี้ NPL และ SM เป็นสัญญาณชัดเจนมากว่าประชาชนเริ่มผ่อนหนี้ไม่ไหว ซึ่งอาจมาจากดอกเบี้ยที่ขึ้นเร็วและสูงในปี 2566 นอกจากผลของดอกเบี้ยแล้ว ถ้าไปดูที่รายรับรายจ่ายครัวเรือนจะเห็นเลยว่าไม่แปลกที่หนี้เสียจะเพิ่มขึ้นขนาดนี้
รายได้มีเท่าไร หมดไปกับรายจ่าย
ข้อมูลรายได้เฉลี่ยครัวเรือนไทย 6 เดือนแรก ปี 2566 เผยว่ามีรายได้ที่ 29,502 บาทต่อเดือน แต่รายจ่ายก็มาถึง 82.6% ของรายได้ หรือ 24,362 บาทต่อเดือน เรียกได้ว่าได้เงินมา 100 บาท เหลือเพียง 17.4 บาท
รายจ่ายหลักเสียไปกับการอุปโภคบริโภคถึง 87.3% ส่วนที่เหลือ 12.7% ใช้จ่ายกับภาษี ดอกเบี้ย หวย เบี้ยประกัน
พอมองแบบนี้เห็นชัดเข้าไปอีกว่าแทบไม่เหลือเงินให้ใช้จ่ายเพิ่มเติมได้อีกมาก การบริโภคภายในก็คงมีแนวโน้มไม่เติบโต แถมเจอดอกเบี้ยขึ้น เงินเหลือแต่ละเดือนมีแนวโน้มลดลง ไม่แปลกเลยที่หนี้ SM จะเพิ่มขึ้นขนาดนี้
แล้วปี 2567 เศรษฐกิจมีโอกาสเติบโตหนุนให้รายได้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นหรือไม่? ไปดูรายงาน GDP ไตรมาส 4 ปี 2566 ที่มาพร้อมคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2567 พร้อมกันเลย
GDP ไตรมาส 4/2566 ต่ำกว่าคาด แถมลดเป้า เศรษฐกิจไทย 2567
ไตรมาส 4 ปี 2566 GDP ขยายตัวเพียง 1.7% รวมทั้งปี 2566 ขยายตัว 1.9% ต่ำกว่าปี 2565 ที่ขยายตัว 2.5% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าถ้าเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีศักยภาพแข่งขันกับไทย เช่น อินโดนิเซีย เวียดนาม มาเลเซีย
ที่น่าสนใจกว่า คือ สภาพัฒน์ฯ ปรับลดการขยายตัวเศรษฐกิจไทยปี 2567 จากครั้งก่อนที่ 2.7-3.7% เหลือ 2.2-3.2% ยังคงคาดว่าการลงทุนภาครัฐจะหดตัว 1.8% ซึ่งอาจมาจากงบประมาณปี 2567 ล่าช้า มีการปรับเพิ่มประมาณการการลงทุนภาคเอกชน ส่วนการส่งออก การบริโภคภาคเอกชน และการอุปโภคภาครัฐ ต่างถูกปรับลดประมาณการ
ส่วนภาคท่องเที่ยวที่เป็นความหวังของประเทศอาจต้องลดความหวังกันสักหน่อย เพราะแม้ว่าจะยังคงประมาณการนักท่องเที่ยวไว้ที่ 35 ล้านคน แต่รายรับจากนักท่องเที่ยวคาดว่าจะลดลงจาก 1.3 ล้านล้านบาท มาที่ 1.22 ล้านล้านบาท
มองในรายละเอียดจะพบว่าเครื่องยนต์ส่วนใหญ่ที่จะสร้างรายได้ให้ประเทศและประชาชนไม่หดตัวก็โตน้อยลง พอรายได้เพิ่มช้า รายจ่ายดูแล้วก็มีแต่เท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้น ยังไงปี 2567 ปัญหาหนี้ยังคงอยู่ในจุดอันตราย แถมมีแนวโน้มแย่กว่าเดิมอีกด้วย
มาตรการกระตุ้นทำได้เพียงต่อลมหายใจ ?
ปี 2567 ข่าวนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ถูกพูดถึงมากสุดคงหนีไม่พ้นนโยบายแจกเงิน Digital Wallet แน่นอนว่าน่าจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในระยะสั้นได้ เช่นเดียวกับมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ
แต่ระยะยาวเมื่อไม่มีมาตรการเหล่านี้แล้ว เงินจับจ่ายใช้สอยและค่าครองชีพก็กลับมาที่ระดับเดิม ทำให้มองว่ามาตรการกระตุ้นทำได้เพียงแค่ต่อลมหายใจ ระยะยาวแทบไม่ได้ช่วยอะไร เพราะปัญหาหนี้สูงต้องแก้ที่โครงสร้างรายจ่ายในชีวิตประจำวันซึ่งไม่เหมาะกับรายได้ จะได้มีเงินเหลือมากขึ้น
ตลาดหุ้นไทยคงเหลือให้หวังแค่ภาคท่องเที่ยว ดัชนีฟื้นตัวจำกัด
ตลาดหุ้นไทยมีโครงสร้างผลประกอบการที่เชื่อมโยงกับการบริโภคภายในประเทศสูง และจากประมาณการเศรษฐกิจปี 2567 จะเห็นว่าเกือบทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคภายในถูกปรับลดประมาณการลง แถมหนี้ครัวเรือนสูงแบบนี้ ตลาดหุ้นไทยแทบหวังการเติบโตจากเศรษฐกิจภายในไม่ได้เลย
ส่วนการส่งออกก็ยังพูดได้แค่ว่า “ฟื้นตัว” ไม่ได้เติบโตเร็วมาก เพราะโดนผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกและจีนที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาด
ทีนี้คงเหลือแค่ภาคท่องเที่ยวที่คาดว่าน่าจะเห็นการเติบโตจากปี 2566 ชัดเจน เพียงแต่ประมาณการรายรับจากนักท่องเที่ยวที่ถูกปรับลง อาจทำให้ความคาดหวังหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่นี้อาจช่วยตลาดหุ้นไทยได้ไม่เยอะอย่างที่หวังกันไว้
หากรวมความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่ลดลงไป ภาพรวมดัชนีตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวที่จำกัดมาก
อ่านเพิ่ม
