3 เหตุผลที่ทำให้ "เงินบาทอ่อนค่า" มากที่สุดในเอเชีย

3 เหตุผลที่ทำให้ “เงินบาทอ่อนค่า” มากที่สุดในเอเชีย

4 min read  

ฉบับย่อ

  • เงินบาทผันผวนในทิศทางอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วภายใน 2 สัปดาห์ จนกลายเป็นสกุลเงินที่อ่อนค่ามากที่สุดในภูมิภาคเอเชีย
  • ตั้งแต่ต้นปี 2564 จนถึงปัจจุบัน จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยเฉลี่ยเดือนละ 7,000 คน เทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 ที่มี 3 ล้านคน ทำให้รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติแทบเป็นศูนย์บาท ขณะที่ไทยมีรายจ่ายเพื่อนำเข้าสินค้ามากกว่ารายได้จากการส่งออกสินค้า ทำให้รายได้ในรูปเงินบาทจากภาคท่องเที่ยวและภาคส่งออกหายไปมหาศาล
  • Bloomberg บอกว่าไทยมีอัตราการฉีดวัคซีนอยู่ในระดับต่ำ และมีความเสี่ยงที่จะพบจำนวนผู้ติดเชื้ออยู่ในระดับสูงต่อไป เนื่องจากยังมีจำนวนผู้ติดเชื้อที่ยังไม่ได้รับการตรวจอีกมาก ทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติต่อสินทรัพย์ทางการเงินไทยหดหายไป
  • เศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง ทั้งภาคธุรกิจที่ขยายตัวดีต่อเนื่องและแรงงานชาวอเมริกันกลับมามีงานทำ ช่วยสนับสนุนให้เม็ดเงินลงทุนจากภูมิภาคอื่นทั่วโลกไหลกลับเข้ามาในสหรัฐฯ เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงกว่า

ก่อนที่พี่ทุยจะมาสรุปเรื่อง “เงินบาทอ่อนค่า” ให้ฟังกัน นักลงทุนที่ติดตามตลาดน่าจะได้เห็นกระแสความผันผวนของเงินบาทที่กลับมาเป็นจุดสนใจในตลาดการเงินอีกครั้ง

หลังจากที่เงินบาทเคลื่อนไหวในทิศทางที่แข็งค่าตลอดทั้งปี จนทาง Bloomberg ออกมากล่าวว่า เงินบาทไทยเป็นสกุลเงินที่แข็งค่าที่สุดในบรรดาประเทศตลาดเกิดใหม่ด้วยกัน ก่อนที่จะเคลื่อนไหวแข็งค่า-อ่อนค่าสลับทิศทางกันตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน

แต่ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า ค่าเงินบาทของไทยเราอ่อนทะลุ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐเป็นที่เรียบร้อย นับเป็นการอ่อนค่ามากที่สุดในรอบกว่า 1 ปี ซึ่งภายใน 2 สัปดาห์ “เงินบาทอ่อนค่า” ลงอย่างรวดเร็วถึง 3% จนกลายเป็นสกุลเงินที่อ่อนค่ามากที่สุดในภูมิภาคเอเชีย

และถ้านับตั้งแต่ต้นปี เงินบาทก็อ่อนค่าลงไปแล้วกว่า 6% เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาค เป็นรองแค่เงินเยนญี่ปุ่นเท่านั้น เหตุผลอะไรบ้างที่ทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงรวดเร็วแบบนี้ พี่ทุยจะมาสรุปแบบเข้าใจง่าย ๆ ให้ฟังกัน..

1. รายได้ในรูปเงินบาทหายไป

การเคลื่อนไหวของเงินบาทไม่ได้มีหลักการที่ซับซ้อน เงินบาทจะแข็งค่าหรืออ่อนค่าขึ้นอยู่กับ Demand & Supply รวมทั้งการเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยน ยกตัวอย่างเช่น หากช่วงไหนมีความต้องการเงินบาทมาก เงินบาทก็จะปรับตัวแข็งค่าขึ้น ในทางตรงกันข้าม หากช่วงไหนความต้องการเงินบาทน้อยลง เงินบาทก็จะปรับตัวอ่อนค่าลงนั่นเอง

โดยปกติแล้วระดับความต้องการและปริมาณของเงินบาทที่มีผลต่อระบบเศรษฐกิจไทย มักจะดูรายได้ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในไทย เนื่องจากนักท่องเที่ยวจะต้องแลกสกุลเงินของตัวเองเปลี่ยนเป็นเงินบาท

ซึ่งตั้งแต่ต้นปี 2564 จนถึงปัจจุบัน (ม.ค – พ.ค. 64) มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาไทยเพียงประมาณ 35,000 คน หรือเฉลี่ยเดือนละ 7,000 คนเท่านั้น เทียบกับช่วงปกติก่อนเกิดโควิด-19 ที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่ต่ำกว่า 3 ล้านคนต่อเดือน หรือพูดง่าย ๆ ว่านักท่องเที่ยวต่างชาติหายไป 99% ต่อเดือน ทำให้รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่คิดเป็นประมาณ 10-12% ของ GDP ไทย หายไปแทบเป็นศูนย์บาท เทียบกับช่วงปกติที่มีรายได้เข้าประเทศเกือบ 2 ล้านล้านบาท เท่ากับว่าความต้องการเงินบาทและรายได้เข้าประเทศหายไปมหาศาล

ส่วนภาคการส่งออกของไทย อยู่ในช่วงฟื้นตัวได้ดีและนับว่าอาจจะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจเดียวที่จะช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยในปีนี้เอาไว้ได้ ตั้งแต่ต้นปี 2564 จนถึงปัจจุบัน (ม.ค. – พ.ค. 64) ไทยมีรายได้จากภาคส่งออกเติบโตถึง 7.6% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แต่เมื่อดูรายจ่ายเพื่อนำเข้าสินค้ากลับเติบโตสูงกว่าอยู่ที่ 18.3% นั่นหมายถึง ปริมาณเงินบาทหดหายไปจากการที่มีรายจ่ายเพื่อนำเข้าสินค้ามากกว่ารายได้จากการส่งออกสินค้า

รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติและภาคส่งออก ถือเป็นแหล่งรายได้หลักสำคัญของเศรษฐกิจไทย และด้วยความต้องการเงินบาทที่ลดลง รวมถึงรายได้ที่หดหายไปของทั้งสองส่วนนี้ ทำให้ทางธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินว่ารายได้ของประเทศที่ถูกจดบันทึกอยู่ในดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยอาจขาดดุลเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับลดคาดการณ์ GDP ไทยล่าสุดจาก 3.0% เหลือเพียง 1.8% เท่านั้น

2. ความเชื่อมั่นของต่างชาติต่อเศรษฐกิจไทย

Bloomberg ได้มีการจัดอันดับประเทศที่มีแนวโน้มฟื้นตัวจากโควิด-19 ได้ดีและแย่ที่สุด ซึ่งทาง Bloomberg จัดให้ไทยอยู่ในอันดับ 39 จาก 53 ประเทศ ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับกลางค่อนล่าง เนื่องจากไทยยังมีปัญหาเรื่องการฉีดวัคซีนที่น้อย แต่มีความเสี่ยงจำนวนผู้ติดเชื้อที่ยังไม่ได้รับการตรวจอยู่อีกมาก ขณะที่ระบบสาธารณสุขของไทยมีความยากลำบากในการรับมือมากขึ้น

เห็นได้จาก “อัตราการฉีดวัคซีน” ของประเทศไทยเราต่อประชากรอยู่ในระดับต่ำ โดยคนไทยได้รับวัคซีนครบ 2 โดสแล้วเพียง 4% ของประชากรทั้งประเทศ เทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาที่ประชาชนได้รับวัคซีนครบแล้วจำนวน 18% มาเลเซีย 7% และอินโดนีเซีย 5% เป็นต้น 

ส่วนจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่รายวันของไทยก็พุ่งสูงขึ้นแตะระดับ 5,000 คนต่อวันเข้าไปแล้ว จาก 2,000-3,000 คนต่อวันในช่วงก่อนหน้านี้ จากการกลายสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสเป็นอัลฟา เดลต้า เบต้า ที่เป็นเชื้อที่รุนแรงกว่าและแพร่กระจายเร็วมากกว่า ทำให้ไทยต้องบังคับใช้มาตรการควบคุมโควิด-19 หรือมาตรการกึ่งล็อกดาวน์ 10 จังหวัดไปจนถึง 31 กรกฎาคม 2564

สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินของไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติ ทำให้เกิดแรงเทขายสินทรัพย์ไทยไปบ้าง โดยมูลค่าการซื้อขายตลาดหุ้นไทยในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิไปแล้วกว่า 6,000 ล้านบาท และหากนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันที่แม้ว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวสูงขึ้นมาประมาณ 5-6% แต่นักลงทุนต่างชาติก็ขายสุทธิไปแล้วมากกว่า 70,000 ล้านบาท สะท้อนว่าความต้องการเงินบาทลดน้อยลง สร้างแรงกดดันให้ค่า “เงินบาทอ่อนค่า” ลงด้วย

3 เหตุผลที่ทำให้ "เงินบาทอ่อนค่า" มากที่สุดในเอเชีย

3. เงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวแข็งแกร่ง

อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่า 2 เหตุผลข้างต้นเกี่ยวข้องกับปัจจัยภายในประเทศของไทยเอง ซึ่งทางธนาคารแห่งประเทศไทยเคยทำการศึกษาว่า การเปลี่ยนเปลี่ยนของเงินบาทขึ้นอยู่กับปัจจัยภายในประเทศเพียง 15% เท่านั้น แต่อีก 85% ขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวของค่าเงินต่างประเทศ โดยเฉพาะคู่เทียบหลักอย่างดอลลาร์สหรัฐ

เมื่อดูดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ Dollar Index พบว่า ดัชนีในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 92.4 จุด นับเป็นการปรับตัวแข็งค่ามากที่สุดในรอบเกือบ 4 เดือน และในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาก็แข็งค่าขึ้นแล้วกว่า 2% สาเหตุหลักมาจากการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ

เห็นได้จากภาคธุรกิจสหรัฐฯ ขยายตัวดีต่อเนื่อง สะท้อนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและภาคบริการ (Composite PMI) อยู่ที่ 63.9 จุด (ถ้าเกินกว่า 50 จุด หมายถึง ภาคการผลิตและภาคบริการขยายตัว) ขยายตัวเกิน 50 จุดเป็นเดือนที่ 11 ติดต่อกัน และถ้าแยกดูเฉพาะภาคการผลิตจะพบว่าอยู่ที่ 62.6 จุด สูงสุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่เก็บสถิติมา

ซึ่งการขยายตัวของภาคธุรกิจสหรัฐฯ ก็ช่วยให้ชาวอเมริกันกลับมามีงานทำและมีรายได้อีกครั้ง ผ่านการได้รับการจ้างงาน โดยการจ้างงานของสหรัฐฯ ล่าสุดเพิ่มขึ้นถึง 559,000 ตำแหน่งงาน และนับเป็นการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นต่อเดือนเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน เช่นเดียวกับอัตราการว่างงานที่ลดลงเรื่อย ๆ จนมาอยู่ที่ 5.8% ต่ำสุดตั้งแต่เกิดโควิด-19 เป็นต้นมา

นอกจากนี้ โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกมาตรกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่อีกครั้ง โดยได้บรรลุข้อตกลงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ภายใต้ชื่อว่า “Bipartisan Infrastructure Framework” ด้วยวงเงินรวม 5.79 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมการลงทุนด้านการสร้างถนน สะพาน ทางรถไฟ รถยนต์ไฟฟ้า และระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงของประเทศ อีกทั้งแนวโน้มการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ นี้ก็ทำให้ทางธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ประเมินว่า GDP สหรัฐฯ ในปี 2564 นี้จะเติบโตได้ถึง 7%

อ่านเพิ่มเติม

ด้วยสถานการณ์ของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปัจจุบันก็ไม่แปลกใจว่าทำให้เกิดกระแสการโยกย้ายเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าสู่สินทรัพย์ทางการเงินในสหรัฐฯ มากขึ้น ซึ่งเรียกว่า Carry Trade นั่นคือ การโยกย้ายเงินทุนจากประเทศที่มีอัตราผลตอบแทนต่ำไปหาประเทศที่มีอัตราผลตอบแทนที่สูงกว่า 

ดังนั้น ถ้าเศรษฐกิจของสหรัฐฯ มีแนวโน้มเติบโตดีกว่าประเทศอื่นทั่วโลก ก็มีโอกาสสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้มากกว่าภูมิภาคอื่น ซึ่งก็เป็นการดึงดูดเม็ดเงินและมีความต้องการเงินดอลลาร์สหรัฐมากขึ้น เงินดอลลาร์สหรัฐก็จะปรับตัวแข็งค่าขึ้นตาม

สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทในระยะข้างหน้าก็ยังคงมีความผันผวนได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นอยู่กับว่าแนวโน้มเศรษฐกิจในฝั่งตะวันตกหรือฝั่งตะวันออกจะฟื้นตัวได้ดีกว่ากัน รวมทั้งความรวดเร็วในการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนในประเทศด้วย

แปลว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นตัวดีต่อเนื่องก็จะกดดันให้ “เงินบาทอ่อนค่า” ได้ต่อไป แต่ถ้าแผนการฉีดวัคซีนของไทยและระดับความรุนแรงของจำนวนผู้ติดเชื้อลดลง ก็จะช่วยดึงเม็ดเงินลงทุนและความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติกลับมาเข้าในไทยได้บ้าง

โดยเฉพาะการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติภายใต้โครงการ Phuket Sandbox ที่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างยิ่งว่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ รวมถึงการดึงดูดเม็ดเงินจากต่างชาติเข้าประเทศได้อย่างไรบ้าง อันนี้พี่ทุยว่าต้องมาคอยลุ้นกัน

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"Forex" FXTM
"Forex" FXTM
error: