“ราคาเหล็ก” ทั่วโลกกำลังพุ่งทะยานอย่างฉุดไม่อยู่ โดยราคานำเข้าเหล็กแท่งยาว (Billet) ในตลาดเอเชีย เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 75% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ขณะที่เหล็กประเภทอื่น ๆ ก็ปรับตัวสูงขึ้นไปด้วย
พี่ทุยลองเช็คราคาในประเทศจีน ซึ่งเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ที่สุดของโลกดูแล้ว ราคาเหล็กจากดัชนีของ Steel Home บริษัทที่เชี่ยวชาญด้านเหล็กในประเทศจีน ปรับขึ้น 6.3% ในเดือนก่อน ตามหลังการปรับขึ้น 6.9% ในเดือนมี.ค. และ 7.6% ในเดือนก.พ.ที่ผ่านมา ตามการคำนวณของหนังสือพิมพ์เซาท์ไชนามอร์นิ่งโพสต์
นอกจากนี้ ราคาของวัตถุดิบตั้งต้นอย่างแร่เหล็ก (Iron Ore) ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยราคาแร่เหล็กในตลาดฟิวเจอร์สิงคโปร์เพิ่มขึ้นกว่า 10% แตะระดับสูงสุดในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
ทำไม “ราคาเหล็ก” ถึงพุ่งแรง ?
พี่ทุยได้สรุปมา 3 ปัจจัยด้วยที่คิดว่าน่าจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ราคาเหล็ฌกพุ่งสูงขึ้ คือ
1. ความต้องการเหล็กพุ่งทะยาน
เหล็กที่เป็นสินค้าประเภทโภคภัณฑ์นั้นมักปรับตัวไปตามกลไกตลาด ดังนั้น สาเหตุแรกที่ทำให้ราคาของเหล็กปรับเพิ่มขึ้นสูงขณะนี้ คือ “ความต้องการที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น”
แม้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยจะยังอยู่ในภาวะย่ำแย่ แต่ในหลายประเทศทั่วโลกสถานการณ์ดังกล่าวกำลังดีขึ้นมาก และหลายประเทศ เช่น ในสหรัฐและออสเตรเลีย ประชาชนได้กลับมาใช้ชีวิตเกือบปกติได้อีกครั้งหลังการเร่งฉีดวัคซีน
เพราะฉะนั้นการผลิตที่ต้องใช้เหล็ก เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ และการก่อสร้างที่ชะงักไปตั้งแต่การระบาดเมื่อปีก่อน จึงกลับมาคึกคักอีกครั้งจนราคาเหล็กในสหรัฐพุ่งทะยานจากระดับ 460 ดอลลาร์ต่อตัน เมื่อปีก่อน มาอยู่ที่ราว 1,500 ดอลลาร์สหรัฐ และมากกว่าค่าเฉลี่ยในประวัติศาสตร์ 20 ปี เกือบ 3 เท่า
2. เหล็กขาดตลาด
เมื่อด้านความต้องการซื้อกำลังปรับตัวเพิ่มขึ้น ด้านการผลิตกลับมีสินค้าขาดตลาด โดยเหมืองแร่เหล็กรายใหญ่ที่สุดของโลกอย่างออสเตรเลียและบราซิลกลับประสบปัญหาไม่สามารถส่งมอบแร่เหล็กได้ตามกำหนดการ
สาเหตุหนึ่งในการส่งมอบช้าเป็นผลมาจากสภาพอากาศ โดยเฉพาะในบราซิลที่เกิดฝนตกอย่างหนักจนกระทบกับการเดินเรือส่งสินค้า ในขณะที่แม้ทางออสเตรเลียจะสามารถส่งออกได้เพิ่มขึ้นเกือบ 20% จากเดือน ก.พ. มาอยู่ที่ 38.1 ล้านตันในเดือนมี.ค. แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการในปัจจุบันอยู่ดี
พี่ทุยขอแอบกระซิบว่า ถึงจีนเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นลูกค้ารายใหญ่ของออสเตรเลีย แต่ทั้งสองประเทศกำลัง “ทะเลาะ” กันรุนแรงตั้งแต่ออสเตรเลียเรียกร้องให้นานาชาติตรวจสอบจีนเรื่องต้นกำเนิดของไวรัส จนกระทั่งเมื่ออาทิตย์ก่อนจีนได้ระงับการเจรจาการค้ากับออสเตรเลียหลักๆ ไปเกือบหมด
ไม่เพียงแต่ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศที่เป็นไปอย่างไม่ราบรื่นแล้ว ทั่วโลกยังเจอปัญหาการขนส่งที่ต้นทุนสูงขึ้นจากการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ หรือแม้กระทั่งการที่เรือขนส่งสินค้าไปขวางเส้นทางหลักอย่างคลองสุเอซเข้าจนระส่ำระส่ายไปทั่วโลก โดยทั้งหมดนี้ยิ่งทำให้ “ของขาด” มากขึ้นไปอีก
สำหรับสถานการณ์ในไทยนั้น การฟื้นตัวของกำลังผลิตเป็นไปได้ช้า โดยพบว่า อุตสาหกรรมเหล็กของไทยใช้กำลังผลิตไปเพียง 30-40% ของกำลังผลิตทั้งหมดเท่านั้น ซึ่งยังไม่เต็มประสิทธิภาพ และมีสินค้าออกสู่ตลาดมาน้อย ขณะที่การระบาดอีกระลอกยิ่งทำให้การจะเพิ่มกำลังการผลิตเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
3. ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น
นอกเหนือจากราคาเหล็กแล้ว ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ อาทิ ผลิตภัณฑ์พลังงาน อุตสาหกรรม เกษตรกรรม ปศุสัตว์ และแร่นานาชนิด ต่างก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นไปพร้อมกัน โดยจากดัชนี S&P GSCI ที่ติดตามราคาซื้อขายล่วงหน้าของบรรดาสินค้าโภคภัณฑ์ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 12% นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 25 มี.ค. และยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ในภาพรวมแล้ว สินค้าโภคภัณฑ์จะปรับตัวเพิ่มขึ้น ในด้านของพลังงานก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นเหนือกว่าค่าเฉลี่ย โดยดัชนีรองภาคพลังงานของ S&P GSCI ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 18% ส่งสัญญาณว่าราคาน้ำมันกำลังแพงขึ้น
ราคาน้ำมันมักส่งผลต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์เกือบทุกชนิด เนื่องจากเป็นหนึ่งในต้นทุนการผลิตที่สำคัญ และยังเป็นต้นทุนสำหรับการขนส่ง โดยราคาน้ำมันดิบในตลาดสหรัฐอย่าง WTI ปรับขึ้นราว 26% ในปีนี้ ขณะที่ Brent ซึ่งเป็นราคาน้ำมันดิบโลกปรับขึ้นราว 24% จึงไม่แปลกที่ราคาโภคภัณฑ์จะกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น
หุ้นที่เกี่ยวข้องกับ “ราคาเหล็ก” เคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง ?
สำหรับผู้ผลิตเหล็กในมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างสหรัฐได้รับผลประโยชน์ไปเต็มๆ เนื่องจากการตั้งกำแพงภาษีของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้ผู้ผลิตเหล็กในประเทศแทบจะฉลองไปกับการขาดตลาดในครั้งนี้ โดยหุ้นของ US Steel ซึ่งปรับลงไปแตะจุดต่ำสุดในประวัติศาสตร์เมื่อเดือน มี.ค. ปีก่อน กลับเพิ่มขึ้นถึง 12% ในช่วงเวลา 1 ปีต่อมา ส่วนหุ้นของ Nucor ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ที่สุดในประเทศของสหรัฐเองก็ปรับขึ้นถึง 76%
ส่วนในประเทศไทยหุ้นของผู้ผลิตเหล็กกลายเป็นหุ้นอุตสาหกรรมที่ร้อนแรงที่สุดในปีนี้ โดยดัชนีของกลุ่มวิ่งขึ้นเฉลี่ย 109.5% นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปลายเดือนเม.ย. และยังมีหุ้นที่ปรับเพิ่มขึ้นเกินเท่าตัวถึง 11 บริษัท เช่น ไทย-เยอรมัน โปรดักส์ ที่ปรับขึ้นถึง 400% ซีเอสพี สตีลเซ็นเตอร์ที่ปรับขึ้น 349% และ สตีล อินดัสทรี ที่ปรับขึ้น 236% ตามข้อมูลของสำนักข่าว The Standard
อย่างไรก็ตาม ราคาเหล็กที่ปรับขึ้นนี้ ดูเหมือนจะไม่ดีกับหุ้นกลุ่มบริษัทผู้รับเหมา เช่น ช.การช่าง ที่ทำราคาไปได้ถึง 18.80 บาทเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา กลับย่อตัวลงจนเหลือ 15 บาทในเดือนก.พ. และแม้จะมีช่วงฟื้นตัว แต่ก็กลับปรับลงไปอีกอย่างต่อเนื่องและซื้อขายที่ 16 บาทในวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่หุ้นของซิโน-ไทย ปรับลงจากระดับสูงสุดของปีนี้ที่ 16.10 บาท อยู่ที่ราว 13.70 บาท โดยปรับลงมากกว่า 2% เมื่อวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา
ส่วนหุ้นของบริษัท ศรีราชา คอนสตรัคชั่น ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากต้นปีที่อยู่ที่ 14.40 บาท เป็น 15.50 บาท เมื่อวันที่ 11 พ.ค. เนื่องจากบริษัทได้งานก่อสร้างใหม่อย่างต่อเนื่อง
“ราคาเหล็ก” จะไปได้ไกลอีกแค่ไหน ?
แม้อู่เหล็กของโลกอย่างจีนจะมีคำสั่งปิดบางโรงงานผลิตเหล็ก เนื่องด้วยเหตุผลทางสิ่งแวดล้อม แต่กำลังการผลิตเหล็กของจีนก็ยังค่อยๆ ฟื้นตัวอยู่ดี โดยการผลิตเมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมาของจีนปรับขึ้นเกือบ 20% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ภาพรวมของทั้งไตรมาสแรกของปีปรับขึ้น 13%
ส่วนของทั้งปีนั้น ด้าน S&P Global Platts Analytic คาดการณ์ว่า กำลังการผลิตเหล็กกล้าดิบของจีนจะปรับตัวเพิ่มขึ้น 2% ในปีนี้
อย่างไรก็ตาม การปรับตัวเพิ่มขึ้น 2% นี้ ยังคงตามหลังการปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.2% ในปีที่แล้ว โดยสาเหตุหลักที่ไม่สามารถเติบโตได้เท่ากับปีที่แล้วเป็นเพราะอุตสาหกรรมปลายน้ำกำลังโดนควบคุมอย่างหนัก และไม่มีเครดิตเพียงพอจะขอสินเชื่อเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต
ส่วนสถานการณ์การขนส่งของโลกเอง ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น โดยจากการรายงานของนิวยอร์กไทมส์ ระบุว่า การขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์สำหรับการขนส่งอาจล่วงเลยไปจนถึงปี 2022 ถึงจะดีขึ้น แม้จะมีการเร่งผลิตจากผู้ผลิตรายใหญ่ของจีนที่เพิ่มกำลังการผลิตราว 6-8% ในปีนี้
ส่วนของราคาน้ำมันเองก็ต้องไปดูสองปัจจัยหลักอย่างความต้องการซื้อและกำลังการผลิต โดยปัจจัยแรกนั้น การระบาดรุนแรงของโควิด-19 ในอินเดียและญี่ปุ่น อาจส่งผลกระทบต่อความต้องการซื้อ เนื่องจากทั้งสองประเทศต่างเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ของโลก ขณะที่ทางด้านผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลกอย่าง OPEC และรัสเซียเองก็กำลังค่อยๆ เพิ่มกำลังการผลิตให้สอดคล้องกับราคาที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีบางส่วนที่คาดการณ์ว่าการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาเหล็กจะเป็นแค่ระยะสั้นเท่านั้น เช่น Timma Tanners นักวิเคราะห์ของ Bank of America ให้สัมภาษณ์กับทาง CNN Business ว่า การปรับขึ้นของราคาในช่วงนี้เป็นผลมาจากความแพนิค และเป็นไปได้ว่าอาจจะเป็นแค่ระยะสั้น ก่อนจะปรับลง
ความต้องการเหล็กมีแนวโน้มที่จะส่งกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ เนื่องจากข้าวของที่แพงขึ้น โภคภัณฑ์ที่ราคาปรับเพิ่มขึ้น รวมถึงการขนส่งที่ยังไม่มีที่ท่าจะดีขึ้น อาจส่งผลกระทบให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจชะลอลงไปได้
ความตระหนกต่ออัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในปัจจัยที่นักลงทุนไม่อาจมองเลี่ยงไปได้เลย โดยเมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ธนาคารกลางสหรัฐตัดสินใจจะยังคงประคับประคองเศรษฐกิจต่อไปอีกสักพักด้วยการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ต่ำใกล้ศูนย์ ขณะที่ตัวเลขการจ้างงานเมื่อเดือนเม.ย.ก็ยังไม่เข้าเป้า คือมีการจ้างงานเพียง 2.6 แสนอัตรา น้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 9.78 แสนอัตรา
พี่ทุยว่าเรื่องเงินเฟ้อคงเป็นเรื่องที่พูดถึงกันไปอีกสักพักใหญ่เลยทีเดียว และนักลงทุนก็ต้องระวังให้ดีต่อปัจจัยต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อการลงทุนของเรา