ลดภาษีไวน์ สุราแช่ สถานบริการ ช่วยเศรษฐกิจไทยจริงหรอ?

4 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • ครม. มีมติ เห็นชอบข้อเสนอของกรมสรรพสามิตในการลดภาษีไวน์ สุราแช่ และสถานบริการ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 ก.พ. 2567 โดยมีเป้าหมายกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยภาพรวมของภาษีไวน์จะลดลง ส่วนสุราแช่ ภาษีจะลดลง เฉพาะกลุ่มที่มีแอลกอฮอล์ไม่เกิน 7 ดีกรี แต่ถ้าเกิน 7 ดีกรี จะถูกเก็บภาษีแพงขึ้น 
  • WHO เคยออกมาเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ เก็บภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีความหวานให้สูงขึ้น เพื่อจูงใจให้คนมีพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น โดยในส่วนของการเก็บภาษีแอลกอฮอล์จะช่วยช่วยป้องกันความรุนแรงและการบาดเจ็บจากการจราจรทางถนนได้ด้วย
  • จากข้อมูลศึกษาของ WHO พบว่า ในปี 2006  ไทยมีต้นทุนทางเศรษฐกิจจากการบริโภคแอลกอฮอล์ ประมาณ 156,000 ล้านบาท (4,540 ล้านดอลลาร์) คิดเป็น 2% ของ GDP ปีเดียวกัน ซึ่งต้นทุนนี้สูงถึง 2 เท่าเมื่อเทียบกับรายได้ภาษีสรรพสามิตที่เก็บได้จากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปีเดียวกัน 
  • โครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะมี 3 รูปแบบ คือ จัดเก็บตามมูลค่า เก็บภาษีเฉพาะ และเก็บแบบผสมผสาน โดยในส่วนของไทยใช้แบบผสมผสาน

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2567 ที่ผ่านมา เหล่าสายเมา สายตื๊ดก็มีเฮกันทีเดียว เมื่อกรมสรรพสามิต ออกมาประกาศ ลดภาษีไวน์ สุราแช่ และสถานบริการ ส่วนการลดภาษีครั้งนี้จะเป็นผลดี หรือส่งผลลบยังไง วันนี้ พี่ทุยจะชวนทุกคนมาวิเคราะห์กัน 

สรุปนโยบาย ลดภาษีไวน์ สุราแช่ และสถานบริการ

  • อธิบดีกรมสรรพสามิตเสนอลดภาษีไวน์ สุราแช่ และสถานบริการ เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศและภาพลักษณ์การเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยว หรือเป็นศูนย์กลางด้านร้านอาหาร และภัตตาคารที่มีคุณภาพ
  • ครม. มีมติเห็นชอบมาตรการส่งเสริมประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและการใช้จ่าย ตามที่กรมสรรพสามิตเสนอมาเมื่อวันที่ 2 ม.ค.​2567 โดยมาตรการมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 ก.พ. 2567 ที่ผ่านมา
  • กรมสรรพสามิต ระบุว่า การปรับปรุงโครงสร้างการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสุราแช่จะทำให้ราคาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีความเหมาะสม เป็นสากล สนับสนุนการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายในประเทศได้ เพราะจะทำให้นักท่องเที่ยวใช้จ่ายซื้อสินค้าอาหารและเครื่องดื่มมากขึ้น รวมทั้งตัดสินใจเลือกไทยเป็นจุดหมายท่องเที่ยว ใช้เวลาเที่ยวไทยมากขึ้น
  • การลดภาษีให้สถานบริการ เป็นมาตรการระยะสั้น 1 ปี เพื่อช่วยผู้ประกอบการสถานบริการที่ได้รับผลกระทบจากโควิดได้ฟื้นตัว ส่งเสริมการจ้างงานในประเทศเพิ่มขึ้น 

รายละเอียด ลดภาษีไวน์ สุราแช่ และสถานบริการ

ไวน์และฟรุตไวน์

  • ไวน์และสปาร์กลิ้งไวน์ที่ทำจากองุ่น เดิมเก็บภาษีตามมูลค่า ราคาขายปลีกแนะนำเกิน 1,000 บาท ที่ 10% และราคาขายปลีกแนะนำไม่เกิน 1,000 บาท ที่ 0% ปรับเป็นจัดเก็บอัตราเดียวที่ 5% และปรับลดอัตราภาษีตามปริมาณแอลกอฮอล์ จาก 1,500 บาทต่อลิตรที่ 100 ดีกรี เหลือ 1,000 บาทต่อลิตรที่ 100 ดีกรี
  • ฟรุตไวน์ หรือสุราแช่ผลไม้ที่มีส่วนผสมขององุ่น หรือไวน์องุ่น เดิมเก็บภาษีตามมูลค่า ราคาขายปลีกแนะนำเกิน 1,000 บาท ที่ 10% และราคาขายปลีกแนะนำไม่เกิน 1,000 บาท ที่ 0% ปรับลดเหลือ 0 % ทั้งหมด และอัตราภาษีตามปริมาณแอลกอฮอล์ เป็นอัตราเดิม 900 บาทต่อลิตรที่ 100 ดีกรี

สุราแช่

  • สุราแช่พื้นเมือง เช่น อุ กะแช่ สาโท ที่มีแอลกอฮอล์ไม่เกิน 7 ดีกรี  เดิมเก็บภาษีตามมูลค่า ที่ 10% ปรับลดเหลือ 0% ขณะที่ภาษีตามปริมาณเก็บในอัตราเท่าเดิม 150 บาทต่อลิตรแอลกอฮอล์ที่ 100 ดีกรี
  • สุราแช่ที่มีสุรากลั่นผสมและมีแอลกอฮอล์เกิน 7 ดีกรี  ให้เก็บภาษีตามมูลค่า ที่ 10% เท่าเดิม และปรับขึ้นภาษีตามปริมาณจากเดิม 150 บาทต่อลิตรที่ 100 ดีกรี เป็น 255 บาทต่อลิตรแอลกอฮอล์ที่ 100 ดีกรี

สถานบริการ

  • สถานบริการ หรือหย่อนใจ อาทิ ไนต์คลับ ดิสโกเธค ผับบาร์ ค็อกเทลเลาจน์ ฯลฯ นั้น มีการปรับลดอัตราภาษีจาก 10% เป็น 5% ของรายรับ 

คราวนี้ พี่ทุยจะชวนทุกคนมาดูกันหน่อยว่า กรมสรรพสามิตมีรายได้มาจากภาษีเหล่านี้มากแค่ไหน โดยประเมินเอาจากเป้าหมายรายได้ภาษีสรรพสามิต ในปีงบประมาณ 2566 (ต.ค. 2565 – ก.ย. 2566) และประมาณการรายได้ภาษีสรรพสามิตของปีงบประมาณ 2567 (ต.ค. 2566 – ก.ย. 2567) 

  • รายได้ภาษีสรรพสามิตรวม ปีงบประมาณ 2566 567,000 ล้านบาท ประมาณการปี 2567 598,000 ล้านบาท 
  • รายได้ภาษีสุรา ปีงบประมาณ 2566 60,000 ล้านบาท ประมาณการปี 2567 66,500 ล้านบาท (11.12% ของรายได้รวม)
  • รายได้ภาษีไนต์คลับและดิสโกเธค ปีงบประมาณ 2566 90 ล้านบาท ประมาณการปี 2567 200 ล้านบาท (0.03% ของรายได้รวม)

โดยรวมจากนโยบายนี้แล้วก็คือ เน้นปรับลดภาษีไวน์และสุราแช่ ยกเว้นเพียงสุราแช่ที่มีสุรากลั่นผสมและมีแอลกอฮอล์เกิน 7 ดีกรี ที่ถูกเก็บภาษีเพิ่มขึ้น ซึ่งก็แปลว่า ถ้าดื่มแอลกอฮอล์ที่ดีกรีไม่สูงก็จะเสียเงินน้อยลง แต่ถ้ายิ่งดื่มดีกรีสูงๆ ก็จะต้องเสียเงินมากขึ้น ซึ่งข้อดีก็อาจจะทำให้คนเลือกดื่มสุราแช่ที่มีดีกรีน้อยกว่า 7 ดีกรี เพราะราคาจะถูกกว่า 

ขณะที่ แม้การปรับลดภาษีสรรพสามิตไวน์ สุราแช่ และสถานบริการรอบนี้ จะทำให้สายปาร์ตี้ สายตื๊ด สายใช้ชีวิตยามค่ำคืนจิบไวน์ สบายอารมณ์มากขึ้น แต่ก็อาจจะดูขัดกับแนวทางที่องค์การอนามัยโลก (The World Health Organization : WHO) เรียกร้องให้ประเทศต่างๆ เพิ่มอัตราภาษีแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีความหวาน ที่ออกมาเมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2566 พร้อมคู่มือเทคนิคนโยบายและการบริหารภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บางประการ  

มุมมองจาก WHO ต่อการใช้ภาษีไวน์

  • เหตุผลที่ต้องการให้เพิ่มอัตราภาษีแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีความหวาน เพราะ ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ดีต่อสุขภาพ
  • WHO มองว่า ประเทศส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ภาษีเพื่อจูงใจให้เกิดพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น 
  • ทุก ๆ ปี มีคนทั่วโลก 2.6 ล้านคน เสียชีวิตจากการดื่มแอลกอฮอล์ และมีมากกว่า 8 ล้านคน เสียชีวิตจากการรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ  
  • การเก็บภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีความหวานจะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตนี้ได้ เนื่องจากผลการศึกษา ในปี 2017 ชี้ว่า ถ้าราคาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น 50% จะช่วยให้คนมากกว่า 21 ล้านคน หลีกเลี่ยงการเสียชีวิตได้ใน 50 ปี และยังสร้างรายได้เพิ่มขึ้นได้เกือบ 17 ล้านล้านดอลลาร์ เทียบเท่ากับ รายได้ของรัฐบาล 8 ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก 1 ปีรวมกัน
  • WHO มองว่า การเก็บภาษีผลิตภัณฑ์ที่ไม่ดีต่อสุขภาพ จะช่วยให้ประชากรมีสุขภาพดีขึ้น สร้างผลบวกต่อสังคม เพราะลดโรคและความอ่อนแอ เพิ่มรายได้ให้รัฐบาลนำไปใช้กับบริการสาธารณะ โดยในกรณีการเก็บภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะช่วยป้องกันความรุนแรงและการบาดเจ็บจากการจราจรทางถนนได้ด้วย
  • ครึ่งหนึ่งของประเทศที่เก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีความหวาน จะเป็นการเก็บภาษีน้ำ ซึ่ง WHO ไม่แนะนำ
  • มี 108 ประเทศ ที่กำลังเก็บภาษีเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลบางประเภท แต่จากค่าเฉลี่ยทั่วโลก พบว่า การเก็บภาษีสรรสามิตเฉลี่ยอยู่ที่ 6.6% ของราคาโซดา เท่านั้น
  • มี 148 ประเทศ ที่เก็บภาษีสรรสามิตกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระดับประเทศ แต่ว่ามีอย่างน้อย 22 ประเทศ ที่พบว่า ไวน์ได้รับยกเว้นภาษีสรรพสามิต โดยส่วนใหญ่อยู่ในภูมิภาคยุโรป 

WHO ได้มีการยกกรณีศึกษาเกี่ยวกับต้นทุนทางเศรษฐกิจที่มาจากการบริโภคแอลกอฮอล์ของไทยเอาไว้ด้วย

  • ปี 2006  ไทยมีต้นทุนทางเศรษฐกิจจากการบริโภคแอลกอฮอล์ ประมาณ 156,000 ล้านบาท (4,540 ล้านดอลลาร์) คิดเป็น 2% ของ GDP ปีเดียวกัน 
  • ต้นทุนทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น เป็น ต้นทุนทางตรง 4% แต่มีต้นทุนทางอ้อมถึง 96% ได้แก่ การสูญเสียผลผลิตเนื่องจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ผลผลิตลดลง ค่าใช้จ่ายสุขภาพเพิ่มขึ้น มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการด้านศาล และตำรวจ มีค่าเสียหายของทรัพย์สินจากอุบัติเหตุบนท้องถนนที่เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ 
  • ต้นทุนทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น คิดเป็น 2 เท่าของมูลค่ารายได้ภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เกิดขึ้นในปีเดียวกัน 

ถ้าดูจากข้อมูลที่ WHO เคยศึกษาไว้ ก็ต้องบอกว่า การที่เราสนับสนุนการดื่มแอลกอฮอล์ ด้วยเหตุผลที่ต้องการกระตุ้นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาตินั้น ก็อาจจะมีส่วนช่วยได้ แต่ก็ต้องยอมรับต้นทุนแฝงที่จะตามมาจากการสนับสนุนนี้ด้วย สอดคล้องกับผลศึกษาที่ WHO เคยจัดทำไว้ เนื่องจากการดื่มแอลกอฮอล์ ก็แฝงมาด้วยต้นทุนทางเศรษฐกิจจากความสูญเสียชีวิต และปัญหาสุขภาพที่จะเกิดขึ้นตามมา ซึ่งโดยรวมแล้ว ยิ่งเมื่อเราไปลดภาษีเหล่านี้ลง นั่นก็หมายความว่า มีโอกาสที่ต้นทุนแฝงที่มาพร้อมการดื่มแอลกอฮอล์นี้ อาจจะมากกว่า รายได้ภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เก็บได้ยิ่งกว่าเดิมเสียอีก   

ทั้งนี้ WHO ระบุว่า การเก็บภาษีสรรพสามิตเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอที่จะลดความเสียหายที่เกิดจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยจุดประสงค์หลักที่ WHO มองคือ ควรทำให้ราคาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สูงขึ้น โดยอาจจะมีการกำหนดราคาขั้นต่ำเข้าไปเสริมด้วย 

สรุปโครงสร้างภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รูปแบบต่าง ๆ ที่ WHO แนะนำ 

1. ภาษีตามมูลค่า

ซึ่งก็จะผันแปรตามราคาของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยิ่งราคาสูงก็จะยิ่งเสียภาษีสูง แต่ก็มีข้อเสียเปรียบคือ รายได้จะผันแปรไปตามแนวโน้มราคา และมีช่องโหว่ที่ทำให้ผู้ผลิตใช้กลยุทธ์รักษาราคาให้ต่ำ เข้าถึงได้ ทำให้การรับมือหรือปรับขึ้นภาษีสำหรับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ราคาต่ำทำได้ยาก ฉะนั้นรูปแบบการเก็บภาษีตามมูลค่า จะดีก็ต่อเมื่อใช้กับโครงสร้างการเก็บภาษีแบบผสมผสาน ขณะที่การเก็บภาษีมูลค่าจะไม่เหมาะกับประเทศที่ไม่มีการบริหารจัดการภาษีที่แข็งแกร่ง 

2. การเก็บภาษีสรรพสามิตเฉพาะ

เป็นรูปแบบการจัดเก็บภาษีที่มีเสถียรภาพและง่ายสำหรับการบริหารจัดการและจัดเก็บ ทั้งยังช่วยลดแรงจูงใจในการเปลี่ยนไปดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีราคาถูก  ทั้งยังตอบสนองต่อการปรับขึ้นภาษีได้ด้วย โดยการเก็บภาษีเฉพาะเป็นรูปแบบที่แนะนำให้ใช้กับทุกประเทศ อย่างไรก็ตามเรื่องการกำหนดอัตราภาษีที่แน่นอนก็จะขึ้นอยู่กับเป้าหมายนโยบายและการบริหารภาษีของแต่ละประเทศเอง 

3. การเก็บภาษีสรรพสามิตแบบผสมผสาน

โดยพิจารณาความสมดุลของข้อได้เปรียบ เสียเปรียบทั้งหมด โดยประเทศต่างๆ อาจจะเลือกระหว่างการกำหนดอัตราภาษีที่สม่ำเสมอ หรือแบบขั้นบันได ทั้งนี้การเก็บแบบขั้นบันไดอาจจะสมเหตุสมผลกับปริมาณแอลกอฮอล์ที่สูงขึ้น สามารถใช้เพื่อความสะดวกในการบริหารภาษีได้ และสามารถเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้ผลิตลดปริมาณแอลกอฮอล์ได้ โดยการจัดเก็บภาษีสรรสามิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของไทย ก็จัดอยู่ในรูปแบบนี้

เมื่อไปดูข้อคิดเห็นของ ผศ.ดร.สมัย โกรทินธาคม ดร.นัฐพร โรจนหัสดิน คณะเศรษฐศาสตร์ และคณะทำงาน ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่ให้ไว้เกี่ยวกับกรณีที่ไทยมีการลดภาษีแอลกอฮอล์ ตั้งแต่ช่วงที่เป็นเพียงข้อเสนอยังไม่ได้มีมติอนุมัติออกมา ก็พบ ประเด็นข้อคิดเห็นที่น่าสนใจ ดังนี้ 

  • การเก็บภาษีกับผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เหมือนเป็น “ทำนบกั้น” ไม่ให้ปัญหาสังคมที่มาจากการขายและการดื่มลุกลาม ฉะนั้นการลดภาษีก็จะทำให้เกิดผลลัพธ์ไม่พึงประสงค์ตามมา 
  • เจตนากระตุ้นเศรษฐกิจอาจจะดี แต่จริงๆ แล้วยังมีอีกหลายวิธีที่จะทำได้ แทนที่จะเลือกกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวกินดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทยมากขึ้น แล้วทำให้คนไทยดื่มเพิ่มขึ้นไปด้วย 
  • หลายสิบปีที่ผ่านมา รัฐบาลในอดีตเน้นควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ปกป้องสุขภาพและความปลอดภัยต่อสาธารณชน การหย่อนควบคุมของรัฐบาลปัจจุบันอาจทำให้เกิดการสูญเสียทางสังคมเพิ่มขึ้น 

โดยรวมแล้ว พี่ทุยก็มีคำถามในใจเช่นกันว่า การกระตุ้นการท่องเที่ยว ด้วยการดึงนักท่องเที่ยวมาดื่มแอลกอฮอล์ในไทยมากขึ้น คุ้มค่าจริงหรือไม่ เมื่อเทียบกับปัญหาทางสังคมที่อาจจะตามมาจากการดื่ม และการลดภาษีเพื่อหวังผลทางการท่องเที่ยวนั้น จะได้จำนวนนักท่องเที่ยวมากขึ้นขนาดไหน

ซึ่งเรื่องนี้ เราก็คงต้องมาติดตามผลลัพธ์ที่จะตามมา หลังจากการลดภาษีนี้มีผลไปแล้วระยะหนึ่งว่าจะเป็นอย่างไร โดยพี่ทุยก็ได้แต่หวังว่า ข่าวคราวอุบัติเหตุบนท้องถนนอันมีสาเหตุมาจากการดื่มแล้วขับ หรือปัญหาอาชญากรรมที่ตามมาจากกลุ่มที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะไม่หนักข้อขึ้นไปอีก เพราะทุกวันนี้ ปัญหาสังคมเหล่านี้ก็มีให้เห็นกันจนเบื่ออยู่แล้ว

อ่านเพิ่ม

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile