เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมามีเรื่องน่าเศร้าในวงการเศรษฐศาสตร์ และการเงินระดับโลก นั่นคือ การสูญเสียศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ และนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลที่มีชื่อว่า “Robert Mundell” ด้วยวัย 89 ปี วันนี้พี่ทุยจะสรุปให้ฟังว่าในฐานะนักลงทุนแบบเราได้เรียนรู้อะไรจากนักเศรษฐศาสตร์ชื่อเสียงก้องโลกผู้นี้บ้าง
“Robert Mundell” คือใคร ?
Robert Mundell หรือ Robert Alexander Mundell เกิดที่ประเทศแคนาดาในปี 2475 จบการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์จากสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่าง Massachusetts Institute of Technology หรือ MIT ซึ่งหากดูจาก QS World University Ranking ประจำปี 2563 ถูกจัดว่าเป็นสถาบันการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์ที่ดีที่สุดอันดับ 2 ของโลก
Mundell มีประสบการณ์ทำงานในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ที่องค์กรระดับโลกอย่าง UN, IMF, World Bank, คณะกรรมมาธิการยุโรป (European Commission) รวมทั้งธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ และการเงินระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลาง และระบบอัตราแลกเปลี่ยนต่าง ๆ
“Robert Mundell” เป็นบิดาผู้ให้กำเนิดเงินยูโร
Mundell คือผูัคิดค้นการใช้อัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินเดียวกัน โดยให้เหตุผลว่าจะช่วยให้กลุ่มประเทศที่ใช้สกุลเงินเดียวกันมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และช่วยลดความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน แต่ต้องมีเงื่อนไขว่าประเทศที่จะรวมกลุ่มใช้สกุลเงินเดียวกันได้นั้นต้องเป็นประเทศที่แรงงานสามารถย้ายข้ามไปทำงานในอีกประเทศหนึ่งได้ เงินทุนเคลื่อนย้าย (Fund Flow) ระหว่างประเทศได้อย่างเต็มที่ รวมทั้งแต่ละประเทศต้องมีแนวโน้มเศรษฐกิจที่ไปในทิศทางเดียวกัน (เศรษฐกิจเติบโตหรือเจอวิกฤตไปพร้อมกัน) และประเทศที่มีฐานะดีต้องสามารถเข้าไปช่วยเหลือประเทศที่มีปัญหาได้
จึงนำมาสู่การรวมกลุ่มกันของประเทศสมาชิกในยุโรปจำนวน 11 ประเทศในการใช้เงินสกุลใหม่ของโลกอย่าง “เงินยูโร” เป็นครั้งแรกในปี 2542 และต่อมาก็มีอีกหลายประเทศทยอยเข้ามาใช้เงินยูโรกันมากขึ้น จนปัจจุบันมีถึง 23 ประเทศที่ใช้เงินยูโรร่วมกัน
ด้วยการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลกนี้ทำให้ Mundell ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ไปในปีนั้น พร้อมถูกขนานนามว่าเป็นบิดาผู้ให้กำเนิดเงินยูโร หรือ Father of the Euro และทำให้เงินยูโรกลายเป็นอีกหนึ่งเงินสกุลหลักของโลก
“Robert Mundell” มีส่วนช่วยให้ทั่วโลกผ่านพ้นวิกฤตราคาน้ำมัน
นอกจากนี้แนวคิดของ Mundell ยังถูกนำมาใช้แก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงปี 2516-2523 จากราคาน้ำมันดิบทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก จากประมาณ 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล มาอยู่ที่กว่า 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากความขัดแย้งระหว่างประเทศในตะวันออกกลางและสหรัฐฯ จนกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือ OPEC จับมือกันขึ้นราคาน้ำมันเพื่อตอบโต้ และคว่ำบาตรยุติการซื้อขายน้ำมันกับสหรัฐฯ จึงเป็นผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นวิกฤตราคาน้ำมัน (Oil Shock)
แน่นอนว่าราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นกระทบต้นทุนในทุกด้านทั้งการผลิตภาคอุตสาหกรรม การคมนาคมขนส่งต่าง ๆ รวมทั้งดันให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย จนกดดันให้กำลังซื้อ และเศรษฐกิจทั่วโลกตกต่ำแต่เผชิญกับภาวะเงินเฟ้อสูง (แตะระดับเกือบ 15% เทียบกับปัจจุบันที่ 1-2%) ซึ่งเราเรียกเหตุการณ์นี้ว่า “Stagflation”
แนวคิดของ Mundell เข้ามาช่วยกอบกู้วิกฤตครั้งนี้ด้วยการเสนอให้ทางสหรัฐฯ ลดภาษีให้กับประชาชนและภาคธุรกิจเพื่อให้ต้นทุนการผลิตและต้นทุนทางการเงินลดลง ส่งผลให้ภาคธุรกิจมีการผลิตมากขึ้น และขายสินค้าในราคาที่ถูกลง เมื่อธุรกิจขยาย ก็เกิดการจ้างงานมากขึ้นและทำให้ประชาชนมีรายได้และมีกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นจนช่วยหนุนให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตได้แถมยังช่วยลดความรุนแรงของเงินเฟ้ออีกด้วย
ในช่วงที่ผ่านมาเราเห็นแนวคิดนี้ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในช่วงที่ Donald Trump เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ได้มีนโยบายลดภาษีครั้งใหญ่ทั่วประเทศ เพื่อลดภาระและช่วยสนับสนุนการเติบโตของภาคธุรกิจ ช่วยกระตุ้นให้เกิดการจ้างงานและยกระดับคุณชีวิตประชาชนด้วยภาระทางการเงินที่ถูกลง มีส่วนทำให้อัตราการว่างงานสหรัฐฯ ลดลงเหลือ 3.5% ในช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 เทียบกับ 5% ก่อนที่ Donald Trump จะเข้ารับตำแหน่ง
แต่ก็เป็นที่น่าสังเกตว่าความร้อนแรงของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปัจจุบัน ประกอบกับแผนการปรับขึ้นภาษีครั้งใหญ่เพื่อนำรายได้ภาษีไปสนับสนุนภาคธุรกิจให้เกิดการจ้างงาน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ 2 รอบด้วยวงเงิน 1.9 และอีกมากกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ของประธานาธิบดี Joe Biden จะทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นตามมาจนกระทบต้นทุนการผลิตทั่วโลกและผลตอบแทนจากการลงทุนของนักลงทุนหรือไม่
แนวคิดของ Mundell สามารถนำมาอธิบายสาเหตุของการเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งปี 40
แต่แนวคิดที่ทำให้นักลงทุนทั่วโลกรู้จักเขามากขึ้น คือ แนวคิดทางด้านเศรษฐศาสตร์การเงินระหว่างประเทศที่ได้ร่วมคิดกับนักเศรษฐศาสตร์อีกท่านหนึ่งชื่อว่า Marcus Fleming เพื่อนำมาใช้อธิบายหลักการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางว่าสามารถเลือกใช้นโยบายเศรษฐกิจได้เพียง 2 จาก 3 ข้อเท่านั้น ได้แก่
- นโยบายกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนให้คงที่
- นโยบายกำหนดให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนได้อย่างเสรี
- ธนาคารกลางสามารถดำเนินนโยบายการเงินได้อย่างอิสระ
วิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ที่มีต้นตอจากประเทศไทยและลุกลามไปยังประเทศอื่นในภูมิภาคจนกลายเป็นวิกฤตการเงินเอเชีย (Asia Financial Crisis) เกิดจากการนำนโยบายเศรษฐกิจทั้ง 3 ข้อมาใช้พร้อมกัน
ซึ่งก่อนเกิดวิกฤตครั้งนี้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเฉลี่ยที่ 8% ต่อปี ในช่วงระหว่างปี 2533-2539 จากภาคส่งออกที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง จนกลายเป็นประเทศเนื้อหอมที่นักลงทุนต่างชาติแห่เข้ามาลงทุนในไทย
ขณะที่ไทยได้กำหนดให้เงินทุนไหลเข้าออกได้อย่างเสรีเพื่อเอื้อประโยชน์ในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ กำหนดอัตราดอกเบี้ยให้อยู่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยในตลาดโลกเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ และลดความผันผวนของค่าเงินบาทด้วยการผูกติดไว้กับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่ประมาณ 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เรียกได้ว่าใช้ 3 อย่างพร้อมกัน
และเมื่ออัตราดอกเบี้ยในต่างประเทศถูกกว่าก็เป็นแรงกระตุ้นให้นักลงทุนและบริษัทต่าง ๆ กู้ยืมเงินจากต่างประเทศเข้ามาเก็งกำไรในประเทศไทย โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รวมทั้งตลาดหุ้นด้วย สุดท้ายการเข้ามาลงทุน คือการเก็งกำไรไม่ใช่ความต้องการที่แท้จริงจึงเกิดภาวะฟองสบู่แตก ราคาสินทรัพย์ตกลง เพราะต้องลดราคาขาย สุดท้ายนักลงทุนไม่สามารถหาเงินมาคืนแหล่งที่มาของเงินซึ่งเป็นเงินกู้จากต่างประเทศได้ เกิดปัญหาหนี้สินในระบบการเงินไทย ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อเศรษฐกิจไทยค่อย ๆ ลดหายไป กดดันให้ค่าเงินอ่อนค่าลงอย่างที่ควรจะเป็น แต่ไทยได้กำหนดให้อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ จึงต้องใช้เงินสำรองของประเทศเพื่อทำให้ค่าเงินบาทกลับไปอยู่ที่ระดับเดิมจนสุดท้ายเงินหมดกระเป๋า
หรืออย่างล่าสุดในกรณีของประเทศตุรกีที่มีการแทรกแซงการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของธนาคารกลางตุรกีจากประธานาธิบดี จนส่งผลให้ค่าเงินลีราตุรกีอ่อนค่าลงอย่างหนัก และเริ่มความกังวลว่าจะนำมาสู่วิกฤตการเงินโลกอีกครั้งหรือไม่ ก็เป็นอีกกรณีที่เราสามารถเอาแนวคิดนี้มาประยุกต์และอธิบายเหตุการณ์นี้ได้
พี่ทุยคิดว่าหากในปัจจุบันเราในฐานะนักลงทุนยังเชื่อในแนวคิดของ Mundell โดยเฉพาะเรื่องการเพิ่มภาษี และการอัดฉีดเม็ดเงินจากทางฝั่งสหรัฐฯ ที่อาจก่อให้เกิดเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นในอนาคตก็เป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องเฝ้าระวัง หรือในกรณีของวิกฤตต้มยำกุ้ง ได้สะท้อนกลับมาย้ำเตือนว่าคงไม่มีการลงทุนไหนที่สามารถสร้างผลตอบแทนสูงได้โดยปราศจากความเสี่ยง