ประเด็น ค่าแรง 400 บาททั่วประเทศ ที่รัฐบาลหมายมั่นจะปรับขึ้นให้ได้ ภายในวันที่ 1 ต.ค. 2567 ดูจะกลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับปากท้องของทุกคนทั้งโดยตรงและโดยอ้อม
แม้ในเวลานี้ภาครัฐจะยังไม่มีข้อสรุปว่าจะทำได้จริงตามที่ประกาศไว้ไหม เพราะยังต้องรอข้อสรุปจากที่ประชุมคณะกรรมการค่าจ้าง ที่มีผู้แทนรัฐ เอกชน และแรงงาน หรือ คณะกรรมการไตรภาคี เป็นผู้ต้ดสินใจร่วมกันก่อน แต่ภาคเอกชนจำนวนมากก็ออกตัวแล้วว่า ไม่ไหวกับแนวทางดังกล่าวของรัฐบาลจริง ๆ ขณะที่ท่าทีของรัฐบาลก็ดูจะล้ำหน้าไปแล้วว่ายังไงเสียก็จะขึ้นให้ได้ โดยมี 1 ต.ค. 2567 เป็นวันดีเดย์
ที่น่าสนใจคือพี่ทุย ไปพบว่า สิ่งที่เอกชนเขาค้านไม่ได้มุ่งตรงไปที่การห้ามขึ้นค่าแรง เพราะเหล่านายจ้างก็พอเข้าใจถึงหัวอกลูกจ้าง ที่ต้องเผชิญกับภาระค่าครองชีพที่แพงขึ้นในแต่ละวัน แต่กลับมุ่งค้านไปที่ “แนวทางการขึ้นแบบเหมารวมยกเข่ง” ที่ให้กันแบบแจกถ้วนหน้าในทุกพื้นที่ต่างหาก
แล้วการขึ้นค่าแรง 400 บาทแบบถ้วนหน้าและทั่วถึงในทุกพื้นที่ควรทำจริง ๆ หรือไม่ และทิศทางประเทศอื่น ๆ เขาทำอย่างไรกับเรื่องนี้ วันนี้พี่ทุยหาคำตอบมาให้แล้ว
หมดยุค One size fits all
เดิมที่นโยบายค่าแรงขั้นต่ำมีไว้เพื่อเป็น “หลักประกันขั้นต่ำของลูกจ้าง” ว่าจะมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพ และเป็นหลักการที่ใช้กันโดยทั่วไป ไม่แบ่งพื้นที่ เชื้อชาติ หรือ เพศ พูดง่าย ๆ ก็เหมือนเป็นกติกากลางที่ปรับใช้ทั่วทุกพื้นที่ ทุกอาชีพ
แต่ปัจจุบันแนวทางการปรับค่าแรงขั้นต่ำของโลกเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว เพราะหลายประเทศเริ่มยอมรับแล้วว่าการปรับค่าแรงให้เหมาะกับบริบทพื้นที่และอาชีพ ดูจะสมเหตุสมผลกว่าการปรับขึ้นทั่วกันแบบยกแผง
แม้แต่ในที่ประชุมขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือ International Labour Organization (ILO) ก็ยังยอมรับเองว่าการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำไม่ควรใช้แนวทางการตัดเสื้อโหลให้ทุกคนใส่ หรือ One size fits all
นั่นเพราะ แต่ละพื้นที่มีระดับค่าครองชีพและระดับการพัฒนาที่ไม่เท่ากัน ทำให้แทนที่การปรับค่าแรงขั้นต่ำจะสร้างความเป็นธรรมและกระจายรายได้ กลับจะยิ่งเป็นการไปสร้างความเหลื่อมล้ำมากขึ้นแทน เนื่องจากเมื่อค่าแรงทุกที่เท่ากัน นักลงทุนคนไหนจะอยากไปลงทุนหรือทำธุรกิจในพื้นที่ห่างไกล หรือ ความเจริญน้อยกว่า
นั่นจึงเป็นเหตุผลหลักที่จะยิ่งทำให้ จังหวัดหรือพื้นที่ ๆ มีแต้มต่อน้อยอยู่แล้ว จะยิ่งเสียเปรียบมากยิ่งขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว หากมีการปรับค่าแรงขั้นต่ำขึ้นแบบยกแผง
ค่าแรง 400 บาททั่วประเทศ ไม่ดีเท่า ปรับขึ้นอย่างมีกลยุทธ์
หลายประเทศจึงเริ่มหันมาออกนโยบาย หรือ มาตรการ ที่เกี่ยวกับค่าแรงขั้นต่ำแบบเฉพาะกลุ่ม (Targeted Policy) กันมากขึ้น เพราะน่าจะได้ผลดีกว่า ตรงกลุ่มเป้าหมาย และที่สำคัญเลยคือ ไม่เปลืองงบประมาณ และทรัพยากรมาก
เช่น “สิงคโปร์” เลือกใช้ “นโยบายค่าแรงก้าวหน้า” หรือ Progressive wage Policy ซึ่งเป็นการเลือกขึ้นให้เฉพาะในบางสาขาอาชีพที่เป็นหัวใจสำคัญต่อการพัฒนาประเทศเท่านั้น โดยรัฐบาลแดนลอดช่องเลือกสาขาอาชีพบริการ อาทิ พนักงานทำความสะอาด พนักงานรักษาความปลอดภัย และพนักงานห้าง เป็นเป้าหมายหลัก เพราะต้องการหนุนเสริมการท่องเที่ยว พร้อมกับยกระดับมาตรฐานการครองชีพของกลุ่มคนที่เป็นกระดูกสันหลังทางเศรษฐกิจในภาคบริการไปด้วยในตัว
ขณะที่ “มาเลเซีย” ที่กำลังจะเริ่มบังคับใช้แนวทางนโยบายค่าแรงก้าวหน้า ในเร็ว ๆ นี้ เลือกกลุ่มอาชีพนักวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อ เป็นตัวหลักในการขับเคลื่อน เพราะต้องการยกระดับประเทศไปสู่การเติบโตด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง
ข้อดีก็คือ จะยิ่งทำให้เกิดการไหลเวียนของแรงงานไปยัง “ภาคส่วนเศรษฐกิจที่เป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต” แถมยังเป็นการกระตุ้นให้แรงงานเกิดความตื่นตัวและเร่งยกระดับทักษะความสามารถขึ้นมาให้ต้องตรงตามทิศทางการพัฒนาประเทศไปด้วยในตัว
ที่สำคัญคือ ทั้งสิงคโปร์ และมาเลเซีย เขาไม่ได้บังคับให้เอกชนต้อมาร่วมขึ้นค่าแรงด้วยวิธีทางกฎหมาย แต่กลับเลือกใช้มาตรการทางเศรษฐศาสตร์นำ กล่าวคือ ถ้าเอกชนรายไหนสนใจร่วมนโยบายค่าแรงก้าวหน้า ก็สมัครเข้ามา โดยมีเงินสนับสนุนให้กับนายจ้าง แลกกับเงื่อนไขและข้อตกลงพิเศษที่เอกชนจะต้องปฏิบัติตาม เช่น ต้องขึ้นค่าแรงจริง ๆ และมีการฝึกฝนทักษะแรงงานในสังกัดด้วย
นโยบายค่าแรงก้าวหน้า ไม่ผลักภาระให้ฝ่านไหนมากเกินไป
การขึ้นค่าแรงตาม “แนวนโยบายค่าแรงก้าวหน้า” ของสิงคโปร์ และมาเลเซีย ไม่ใช่การทิ้งภาระให้เอกชน ต้องไปตายเอาดาบหน้าอย่างเดียวดาย หากแต่ภาครัฐเองก็ช่วยหยิบยื่นมาตรการจูงใจอื่น ๆ มาหนุนเสริมด้วย
เช่น รัฐบาลสิงคโปร์มีกองทุนช่วยสมทบเงินจ่ายให้ลูกจ้างด้วยไปจนถึงอย่างน้อยปี 2569 โดยมีเงื่อนไขว่านายจ้างจะต้องฝึกฝนและพัฒนาทักษะแรงงานของตนเองด้วย
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการสร้างแรงจูงใจอื่น ๆ ให้กับลูกจ้างที่เข้ารับการฝึกอบรมกับภาครัฐด้วย เช่น สนับสนุนเบี้ยเลี้ยงชั่วโมงละ 6 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 163 บาท) ต่อชั่วโมง โดยฝึกได้สูงสุดไม่เกิน 180 ชั่วโมงต่อสิทธิต่อคน ขณะที่แรงงานคนไหนที่โชว์ผลงานในระหว่างฝึกอบรมได้โดดเด่นก็มีรางวัลเป็นเงิน 1,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 27,000 บาท)
ขณะที่ รัฐบาลมาเลเซียจะมีเงินสมทบช่วยบริษัทเอกชนที่เข้าร่วมโครงการค่าแรงก้าวหน้าเป็นรายเดือนต่อพนักงาน 1 คน ที่ 200 ริงกิต (ราว 1,500 บาท) สำหรับเด็กจบใหม่ และ 300 ริงกิต (ราว 3,000 บาท) สำหรับคนที่มีประสบการณ์แล้ว โดยมีเงื่อนไขว่าบริษัทนั้นต้องขึ้นค่าแรงให้เหมาะสม และฝึกอบรมทักษะฝีมือให้แรงงานขึ้นด้วย
พูดง่าย ๆ ก็คือรัฐช่วยจ่ายเพื่อดูแลคนงาน และพัฒนาทักษะฝีมือไปด้วยในตัว เพื่อทำให้เกิดความสมดุลระหว่างค่าจ้างกับฝีมือแรงงานที่ต้องสอดรับกัน
ที่เล่ามาทั้งหมดนี้พี่ทุยแค่ต้องการจะยกตัวอย่างให้เห็นว่า รอบบ้านเราเขามีกลวิธีใหม่ ๆ มายกระดับคุณภาพแรงงานกันแล้ว แล้วประเทศไทยละเราจะยังคงใช้วิธีเดิม ๆ ด้วยการขึ้นค่าแรงแบบยกแผงกันต่อไปอีกหรือไม่
เป็นเรื่องที่ทุกฝ่าย โดยเฉพาะภาครัฐต้องไปขบคิดเอา โดยมีตัวอย่างและแนวทางจากประเทศเพื่อนบ้านเป็นบทเรียน
อ่านเพิ่ม