GDP ไทยไตรมาสแรกปี 2565 มีประเด็นอะไรที่ควรจับตามองบ้าง ?

GDP ไทยไตรมาสแรกปี 2565 มีประเด็นอะไรที่ควรจับตามองบ้าง ?

3 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกของปี 2565 ขยายตัว 2.2% สะท้อนว่าเครื่องจักรเริ่มกลับมาเดินเครื่องเต็มที่แล้ว โดยมีการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนและภาคธุรกิจ ตลอดจนภาคส่งออกเป็นแรงหนุน
  • การขยายตัว GDP ที่ 2.2% ยังไม่ใช่สิ่งที่น่าพอใจนัก เพราะยังต่ำกว่าศักยภาพที่แท้จริง และยังพึ่งพาโครงสร้างเก่าเช่น ส่งออก
  • ปัจจัยที่ควรจับตาต่อไปคือ ภาวะเงินเฟ้อที่จะกระทบกำลังซื้อประชาชน ต้นทุนสินค้าเกษตร และความผันผวนทางเศรษฐกิจ การเงิน และเมืองระหว่างประเทศ 

 


รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

เป็นที่ทราบกันแล้วว่า GDP ไทยไตรมาสแรกปี 2565 ขยายตัวที่ 2.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยมีปัจจัยหลักมาจากการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนและการลงทุนของภาคธุรกิจที่เริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติมากขึ้นหลังจากก่อนหน้านี้ต้องหยุดชะงักจากการล็อกดาวน์ในช่วงโควิด-19 ไปนาน 

นอกจากนี้ การขยายตัวดังกล่าวยังได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของภาคส่งออกที่ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง 

ถึงกระนั้นก็ตาม จากการที่พี่ทุยได้ลองเปิดดูเนื้อหาในรายงานของเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 1 ที่จัดทำโดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ก็พบว่ามีหลายประเด็นน่าสนใจที่พวกเราควรติดตามและรับทราบอยู่ไม่น้อย พี่ทุยขอสรุปดังนี้  

เครื่องจักรเริ่มกลับมาเดินเครื่องเต็มกำลังแล้ว

นอกจากจะทราบแล้วว่า GDP ไทยไตรมาสแรกปี 2565 ขยายตัวได้ 2.2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และขยายตัวที่ 1.1 % เมื่อเทียบกับไตรมาสสุดท้ายของปี 2564 หลายตัวชี้วัดใน GDP ต่างสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนแล้วว่า เครื่องจักรเศรษฐกิจไทยเริ่มกลับมาเดินเครื่องเต็มกำลังแล้ว

เห็นได้จากการใช้จ่ายใช้สอยของประชาชนและภาคธุรกิจที่ดีขึ้นในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะกลุ่มภัตตาคารและโรงแรมถือว่ามาแรงมาก โดยเติบโตถึง 34.1% เมื่อเทียบช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว 

GDP ไทยไตรมาสแรกปี 2565 มีประเด็นอะไรที่ควรจับตามองบ้าง ?

ส่วนฟากฝั่งของภาคธุรกิจก็เริ่มมีความมั่นใจมากขึ้นจากสถานการณ์โควิด-19 ที่เริ่มคลี่คลายลง จึงเริ่มเห็นการลงทุนมากขึ้น โดยตัวเลขการลงทุนของเอกชนใน 3 เดือนแรกของปีนี้เติบโตที่ 2.9% เนื่องจากมียอดการสั่งซื้อเครื่องจักรและเครื่องมือที่เป็นปัจจัยการผลิตมากขึ้น ซึ่งขยายตัวถึง 5.4%

นอกจากนี้ GDP ไตรมาสแรกปี 2565 ยังได้รับแรงหนุนการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ขยายตัวได้ 14.6% ซึ่งสร้างรายได้ให้กับประเทศได้มากถึง 73,288 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 2.3 ล้านล้านบาท)  โดยมีกลุ่มสินค้าที่เป็นดาวเด่นได้แก่ เคมีภัณฑ์และปิโตรเคมี เครื่องจักรและอุปกรณ์ และชิ้นส่วนอุปกรณ์ยานยนต์  

ขณะที่ตลาดส่งออกที่เป็นแรงหนุนสำคัญ ไก้แก่ สหรัฐอเมริกา กลุ่มเพื่อนบ้านในอาเซียน จีน และญี่ปุ่น

แม้ว่าการขยายตัวของภาคส่งออกจะชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัวถึง 21.3% แต่ถือเป็นการขยายตัวต่อเนื่อง 5 ไตรมาสติดต่อกันแล้ว

GDP ไทยไตรมาสแรกปี 2565 มีประเด็นอะไรที่ควรจับตามองบ้าง ?

ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ารายได้จากภาคการส่งออกยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเสมอมา     

GDP ไทยไตรมาสแรกปี 2565 โตต่ำกว่าศักยภาพที่แท้จริง

แม้ว่า GDP ในไตรมาสแรกที่ออกมาจะบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มทะยานขึ้นแล้ว โดยทั้งปีคาดว่าจะโตได้ที่ 2.5 -3.5 % แต่พี่ทุยคิดว่ายังไม่ใช่สิ่งที่น่าพึงพอใจนัก 

เพราะถือว่ายังโตได้ต่ำกว่าศักยภาพที่แท้จริงของไทย ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไทยควรเติบโตที่ระดับ 5 – 6 % ขึ้นไป เพื่อให้ทันต่อการบรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนพัฒนา

โดยมีเกณฑ์อยู่ว่า GDP ต่อหัวของประชากรจะต้องอยู่ที่ระดับ 12,695 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 406,240 บาท) จากปัจจุบันอยู่ที่ 7,186 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 229,952 บาท) 

นอกจากนี้ การเติบโตของไทยยังพึ่งพาโครงสร้างเศรษฐกิจเดิม ๆ เช่น การส่งออกในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและยานยนต์ ผนวกกับการท่องเที่ยวจากต่างชาติ เป็นตัวนำ

ทั้งที่จริงๆ แล้ว ไทยเองก็ควรเริ่มมีแหล่งรายได้จากช่องทางใหม่ ๆ เข้ามาบ้าง เช่น  กลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้มข้น ไบโอเทคโนโลยี พลังงานทางเลือก และดิจิทัล รวมทั้งการขับเคลื่อนจากกำลังซื้อของประชาชนจากภายในประเทศ   

ประเด็นที่ต้องจับตามอง

3 ประเด็นที่ต้องพึงระวังและบริหารจัดการเพื่อรับมือให้ดี ประกอบด้วย 

1. แรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจจากการใช้จ่ายของประชาชนและภาคธุรกิจอาจสะดุดลง

เพราะในปีนีัมีปัจจัยเข้ามากระทบเยอะมาก อาทิ ภาวะเงินเฟ้อที่เกิดจากราคาพลังงานและการปรับเพิ่มขึ้นของราคาสินค้า และหนี้สินที่เกิดขึ้นจากช่วงโควิด-19 ทำให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยมีข้อจำกัดในการใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นและการลงทุนของภาคธุรกิจต่อไป

ผลสำรวจโครงสร้างการใช้จ่ายและหนี้สินของครัวเรือน ปี 2563 ช่วยสะท้อนว่าประชาชนผู้มีรายได้น้อยคือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการปรับเพิ่มขึ้นของราคาอาหารมากที่สุด เนื่องจากค่าอาหารคิดเป็น 20.2% ของค่าใช้จ่ายทั้งมด 

GDP ไทยไตรมาสแรกปี 2565 มีประเด็นอะไรที่ควรจับตามองบ้าง ?

2. การดูแลสินค้าภาคการเกษตรและรายได้ของเกษตรกร

เพราะในปีนี้ต้นทุนการผลิตภาคเกษตรมีแนวโน้มสุูงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคาอาหารสัตว์และปุ๋ยเคมี ซึ่งถือเป็นต้นทุนการผลิตสำคัญของเกษตกรไทย หลังจากกลุ่มประเทศที่เป็นผู้ส่งออกหลักจำกัดการส่งออก อาทิ จีนที่ให้เหตุผลด้านความมั่นคงทางอาหารภายใน และรัสเซียที่เป็นผลจากความขัดแย้งและการคว่ำบาตร

เหตุที่น่าเป็นห่วงนั่นก็เพราะว่า แรงงานส่วนใหญ่ของประเทศกระจุกตัวอยู่ในภาคเกษตร ที่เกือบ 30% ของจำนวนผู้มีงานทำทั้งประเทศ

ดังนั้นเมื่อต้นทุนผลิตเยอะขึ้น แต่ยังขายได้เท่าเดิมหรืออาจน้อยลงจากภาวะตลาดสินค้าเกษตรที่ผันผวน อาจทำให้รายได้ของประชาชนไม่ได้มีมากพอต่อการจับจ่ายใช้สอย ซึ่งย่อมลามไปสู่ภาพรวมของเศรษฐกิจตามมา 

3. ความผันผวนของเศรษฐกิจและการเงินโลก

ต้องยอมรับว่าปีนี้มีปัจจัยแปรผันเยอะมาก อาทิ แนวโน้มการดำเนินนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่จะเข้มงวดมากขึ้น ระบบห่วงโซ่อุปทานของสินค้าอุตสาหกรรมซึ่งเป็นผลมาจากการใช้นโยบายโควิดเป็น 0 ของจีน และความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศระหว่างรัสเซียกับยูเครน รวมถึงกับเหล่าพันธมิตรที่สนับสนุนยูเครน 

ยิ่งเมื่อเศรษฐกิจไทยมีสัดส่วนพึ่งพิงปัจจัยภายนอกประเทศเยอะ โดยเฉพาะการส่งออกและการท่องเที่ยวจากต่างชาติ ประเทศไทยก็ยิ่งเสี่ยงเจ็บตัวหนักขึ้นจากความผันผวนเหล่านี้ 

ดังนั้น หนทางข้างหน้าของภาวะเศรษฐกิจไทยจึงดูท้าทายอย่างยิ่ง การเตรียมพร้อมรับมมือกับปัจจัยเสี่ยงจึงถือเป็นสิ่งจำเป็นที่พวกเราทุกคนควรตระหนักเอาไว้

อ่านเพิ่ม

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile