เป็นที่ทราบกันแล้วว่า GDP ไทยไตรมาสแรกปี 2565 ขยายตัวที่ 2.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยมีปัจจัยหลักมาจากการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนและการลงทุนของภาคธุรกิจที่เริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติมากขึ้นหลังจากก่อนหน้านี้ต้องหยุดชะงักจากการล็อกดาวน์ในช่วงโควิด-19 ไปนาน
นอกจากนี้ การขยายตัวดังกล่าวยังได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของภาคส่งออกที่ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
ถึงกระนั้นก็ตาม จากการที่พี่ทุยได้ลองเปิดดูเนื้อหาในรายงานของเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 1 ที่จัดทำโดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ก็พบว่ามีหลายประเด็นน่าสนใจที่พวกเราควรติดตามและรับทราบอยู่ไม่น้อย พี่ทุยขอสรุปดังนี้
เครื่องจักรเริ่มกลับมาเดินเครื่องเต็มกำลังแล้ว
นอกจากจะทราบแล้วว่า GDP ไทยไตรมาสแรกปี 2565 ขยายตัวได้ 2.2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และขยายตัวที่ 1.1 % เมื่อเทียบกับไตรมาสสุดท้ายของปี 2564 หลายตัวชี้วัดใน GDP ต่างสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนแล้วว่า เครื่องจักรเศรษฐกิจไทยเริ่มกลับมาเดินเครื่องเต็มกำลังแล้ว
เห็นได้จากการใช้จ่ายใช้สอยของประชาชนและภาคธุรกิจที่ดีขึ้นในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะกลุ่มภัตตาคารและโรงแรมถือว่ามาแรงมาก โดยเติบโตถึง 34.1% เมื่อเทียบช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว
ส่วนฟากฝั่งของภาคธุรกิจก็เริ่มมีความมั่นใจมากขึ้นจากสถานการณ์โควิด-19 ที่เริ่มคลี่คลายลง จึงเริ่มเห็นการลงทุนมากขึ้น โดยตัวเลขการลงทุนของเอกชนใน 3 เดือนแรกของปีนี้เติบโตที่ 2.9% เนื่องจากมียอดการสั่งซื้อเครื่องจักรและเครื่องมือที่เป็นปัจจัยการผลิตมากขึ้น ซึ่งขยายตัวถึง 5.4%
นอกจากนี้ GDP ไตรมาสแรกปี 2565 ยังได้รับแรงหนุนการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ขยายตัวได้ 14.6% ซึ่งสร้างรายได้ให้กับประเทศได้มากถึง 73,288 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 2.3 ล้านล้านบาท) โดยมีกลุ่มสินค้าที่เป็นดาวเด่นได้แก่ เคมีภัณฑ์และปิโตรเคมี เครื่องจักรและอุปกรณ์ และชิ้นส่วนอุปกรณ์ยานยนต์
ขณะที่ตลาดส่งออกที่เป็นแรงหนุนสำคัญ ไก้แก่ สหรัฐอเมริกา กลุ่มเพื่อนบ้านในอาเซียน จีน และญี่ปุ่น
แม้ว่าการขยายตัวของภาคส่งออกจะชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัวถึง 21.3% แต่ถือเป็นการขยายตัวต่อเนื่อง 5 ไตรมาสติดต่อกันแล้ว
ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ารายได้จากภาคการส่งออกยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเสมอมา
GDP ไทยไตรมาสแรกปี 2565 โตต่ำกว่าศักยภาพที่แท้จริง
แม้ว่า GDP ในไตรมาสแรกที่ออกมาจะบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มทะยานขึ้นแล้ว โดยทั้งปีคาดว่าจะโตได้ที่ 2.5 -3.5 % แต่พี่ทุยคิดว่ายังไม่ใช่สิ่งที่น่าพึงพอใจนัก
เพราะถือว่ายังโตได้ต่ำกว่าศักยภาพที่แท้จริงของไทย ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไทยควรเติบโตที่ระดับ 5 – 6 % ขึ้นไป เพื่อให้ทันต่อการบรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนพัฒนา
โดยมีเกณฑ์อยู่ว่า GDP ต่อหัวของประชากรจะต้องอยู่ที่ระดับ 12,695 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 406,240 บาท) จากปัจจุบันอยู่ที่ 7,186 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 229,952 บาท)
นอกจากนี้ การเติบโตของไทยยังพึ่งพาโครงสร้างเศรษฐกิจเดิม ๆ เช่น การส่งออกในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและยานยนต์ ผนวกกับการท่องเที่ยวจากต่างชาติ เป็นตัวนำ
ทั้งที่จริงๆ แล้ว ไทยเองก็ควรเริ่มมีแหล่งรายได้จากช่องทางใหม่ ๆ เข้ามาบ้าง เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้มข้น ไบโอเทคโนโลยี พลังงานทางเลือก และดิจิทัล รวมทั้งการขับเคลื่อนจากกำลังซื้อของประชาชนจากภายในประเทศ
ประเด็นที่ต้องจับตามอง
3 ประเด็นที่ต้องพึงระวังและบริหารจัดการเพื่อรับมือให้ดี ประกอบด้วย
1. แรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจจากการใช้จ่ายของประชาชนและภาคธุรกิจอาจสะดุดลง
เพราะในปีนีัมีปัจจัยเข้ามากระทบเยอะมาก อาทิ ภาวะเงินเฟ้อที่เกิดจากราคาพลังงานและการปรับเพิ่มขึ้นของราคาสินค้า และหนี้สินที่เกิดขึ้นจากช่วงโควิด-19 ทำให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยมีข้อจำกัดในการใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นและการลงทุนของภาคธุรกิจต่อไป
ผลสำรวจโครงสร้างการใช้จ่ายและหนี้สินของครัวเรือน ปี 2563 ช่วยสะท้อนว่าประชาชนผู้มีรายได้น้อยคือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการปรับเพิ่มขึ้นของราคาอาหารมากที่สุด เนื่องจากค่าอาหารคิดเป็น 20.2% ของค่าใช้จ่ายทั้งมด
2. การดูแลสินค้าภาคการเกษตรและรายได้ของเกษตรกร
เพราะในปีนี้ต้นทุนการผลิตภาคเกษตรมีแนวโน้มสุูงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคาอาหารสัตว์และปุ๋ยเคมี ซึ่งถือเป็นต้นทุนการผลิตสำคัญของเกษตกรไทย หลังจากกลุ่มประเทศที่เป็นผู้ส่งออกหลักจำกัดการส่งออก อาทิ จีนที่ให้เหตุผลด้านความมั่นคงทางอาหารภายใน และรัสเซียที่เป็นผลจากความขัดแย้งและการคว่ำบาตร
เหตุที่น่าเป็นห่วงนั่นก็เพราะว่า แรงงานส่วนใหญ่ของประเทศกระจุกตัวอยู่ในภาคเกษตร ที่เกือบ 30% ของจำนวนผู้มีงานทำทั้งประเทศ
ดังนั้นเมื่อต้นทุนผลิตเยอะขึ้น แต่ยังขายได้เท่าเดิมหรืออาจน้อยลงจากภาวะตลาดสินค้าเกษตรที่ผันผวน อาจทำให้รายได้ของประชาชนไม่ได้มีมากพอต่อการจับจ่ายใช้สอย ซึ่งย่อมลามไปสู่ภาพรวมของเศรษฐกิจตามมา
3. ความผันผวนของเศรษฐกิจและการเงินโลก
ต้องยอมรับว่าปีนี้มีปัจจัยแปรผันเยอะมาก อาทิ แนวโน้มการดำเนินนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่จะเข้มงวดมากขึ้น ระบบห่วงโซ่อุปทานของสินค้าอุตสาหกรรมซึ่งเป็นผลมาจากการใช้นโยบายโควิดเป็น 0 ของจีน และความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศระหว่างรัสเซียกับยูเครน รวมถึงกับเหล่าพันธมิตรที่สนับสนุนยูเครน
ยิ่งเมื่อเศรษฐกิจไทยมีสัดส่วนพึ่งพิงปัจจัยภายนอกประเทศเยอะ โดยเฉพาะการส่งออกและการท่องเที่ยวจากต่างชาติ ประเทศไทยก็ยิ่งเสี่ยงเจ็บตัวหนักขึ้นจากความผันผวนเหล่านี้
ดังนั้น หนทางข้างหน้าของภาวะเศรษฐกิจไทยจึงดูท้าทายอย่างยิ่ง การเตรียมพร้อมรับมมือกับปัจจัยเสี่ยงจึงถือเป็นสิ่งจำเป็นที่พวกเราทุกคนควรตระหนักเอาไว้
อ่านเพิ่ม