“น้ำท่วม น้องว่าดีกว่าฝนแล้ง” ได้ยินท่อนนี้ของเพลงเก่าทีไร พี่ทุยก็คิดในใจ จริงดิ แล้วก็ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน ปี 2022 พายุโนรูมาเยือนไทย ทำรถเล็กลอยคอกันเต็มถนน หรือบางคนบ้านอยู่ต่างจังหวัดถึงขั้นต้องขึ้นไปอาศัยบนชั้น 2 เพราะชั้น 1 ท่วมมิด เห็นแบบนี้แล้ว พี่ทุยก็เลยอดสงสัยไม่ได้ว่า น้ำท่วมทำให้โลกของเราเจอความเสียหายได้มากแค่ไหน
พี่ทุยไปเจอมาว่า ธนาคารโลก เคยเผยแพร่ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ Nature Communications ในปี 2022 ชี้ว่า มีผู้คนมากถึง 1,810 ล้านคนทั่วโลก ที่เผชิญความเสี่ยงจากอุทกภัย หรือภาษาง่าย ๆ ก็คือ ภัยน้ำท่วมอย่างมีนัยสำคัญ สูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับผลการศึกษาที่เคยทำไว้ครั้งก่อนในปี 2020 ซึ่งคาดการณ์ไว้ที่ 1,470 ล้านคน
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ความเสี่ยงอุทกภัยมีมากในประเทศที่รายได้ต่ำถึงปานกลาง และถึงแม้ความเสี่ยงอุทกภัยเป็นเรื่องระดับโลก แต่คนที่ประสบอุทกภัยส่วนใหญ่อาศัยในเอเชียใต้และตะวันออก ซึ่งถ้าปัญหาน้ำท่วมและความยากจนเกิดพร้อมกัน ก็จะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการดำรงชีวิตขั้นรุนแรงที่สุด โดยมีข้อสังเกตอย่างหนึ่งคือ พื้นที่ที่ต้องการการป้องกันน้ำท่วมมากที่สุดมักจะถูกมองข้ามไป เมื่อประเมินเรื่องการป้องกันโดยเน้นไปที่ความเสี่ยงด้านการเงินของสินทรัพย์และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
มีประเทศไหนบ้างได้รับผลกระทบจาก น้ำท่วม 2022
คราวนี้ พี่ทุยก็อยากเจาะลึกมากขึ้นว่า คนจำนวน 1,810 ล้านคน ที่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอยู่ตรงไหนกันมากที่สุด ก็พบว่า มีดังนี้
5 อันดับประเทศที่มีสัดส่วนประชากรมีโอกาสเสี่ยงเจอภัยน้ำท่วมมากที่สุด
1.เนเธอร์แลนด์ 59%
2.บังคลาเทศ 58%
3.เวียดนาม 46%
4.อียิปต์ 41%
5.เมียนมา 40%
5 อันดับประเทศที่มีจำนวนประชากรมีโอกาสเสี่ยงเจอภัยน้ำท่วมมากที่สุด
1.จีน 395 ล้านคน
2.อินเดีย 390 ล้านคน
3.บังคลาเทศ 94 ล้านคน
4.อินโดนีเซีย 76 ล้านคน
5.ปากีสถาน 72 ล้านคน
มีข้อมูลที่น่าสนใจคือ แค่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภูมิภาคเดียว ก็มีประชากรรวมกันคิดเป็น 2 ใน 3 ของโลกแล้ว ที่เสี่ยงต่อภัยน้ำท่วม หรือรวมกันทั้งหมด 1,240 ล้านคน โดยไทยมีคนที่มีโอกาสเสี่ยงเจอภัยน้ำท่วม 34% ต่ำกว่าเวียดนาม และเมียนมา แต่ว่าสูงกว่าเมื่อเทียบกับฟิลิปปินส์ ซึ่งมีความเสี่ยง 29% และอินโดนีเซีย ที่มีความเสี่ยง 27%
ทั้งนี้ ถ้าไม่ได้ดูแค่ปัญหาน้ำท่วมอย่างเดียว แต่ดูภัยธรรมชาติโดยรวมที่เกี่ยวกับน้ำ คือ พายุ น้ำท่วม และภัยแล้ง GHD บริษัทที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมและสิ่งแวดล้อม ได้จัดทำรายงานเรื่อง Aquanomics หรือเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงด้านน้ำและความยืดหยุ่นในอนาคต ชี้ว่า ตอนนี้ชุมชนทั่วโลกเริ่มรู้สึกได้แล้วถึงเหตุการณ์ทางภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นและตระหนักว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องปกป้อง
จากการสำรวจข้อมูลความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นจากสภาพอากาศในปี 2022-2050 พบว่า 49% เกิดจากพายุ 36% เกิดจากน้ำท่วม และ 15% จะเกิดจากภัยแล้ง ในส่วนของความเสี่ยงจากภัยที่เกี่ยวกับน้ำ คาดว่าจะทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ 5.6 ล้านล้านดอลลาร์ ในปี 2050
เศรษฐกิจโลกต้องเสียหายไปเท่าไหร่กับภัยจากภัยแล้ง น้ำท่วม และพายุ
ปี 2022
1 แสนล้านดอลลาร์
ปี 2030
1.3 ล้านล้านดอลลาร์
ปี 2040
3.3 ล้านล้านดอลลาร์
ปี 2050
5.6 ล้านล้านดอลลาร์
ที่มา : https://aquanomics.ghd.com/
ตัดภาพกลับมาดูแค่ในไทยกันบ้าง สำนักงานสถิติแห่งชาติ ร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดทำผลสำรวจ ความเสียหายเฉลี่ยรายปีจากน้ำท่วมในไทย ช่วง 10 ปี คือ ปี 2008-2017 (พ.ศ.2551-2560) พบประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้
ถ้าดูเฉพาะปีมหาอุทกภัยใหญ่ 2011 หรือ พ.ศ. 2554 ที่รัฐบาลสมัยนั้นบอกว่า เอาอยู่ แล้วสุดท้ายก็ไม่อยู่ พบว่า ในปีนั้นมีถึง 65 จังหวัดและกรุงเทพฯ ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม มีจำนวนครัวเรือนมากกว่า 13 ล้านครัวเรือน ที่ได้รับผลกระทบนี้ เกิดการสูญเสียชีวิต 813 คน และมูลค่าความสูญเสีย 1.44 ล้านล้านบาท
พอมาดูในปี 2022 วิจัยกรุงศรี เคยทำบทวิเคราะห์ประเมินความเสี่ยงจากน้ำท่วมในปีนี้เอาไว้ 3 กรณี คือ
กรณีผลกระทบน้อยสุด – ฝนตกมากกว่าค่าปกติ 3% พื้นที่ได้รับผลกระทบ 5.3 ล้านไร่ ทรัพย์สินเสียหาย 790 ล้านบาท สินค้าเกษตรเสียหาย 1.16 หมื่นล้านบาท มูลค่าความเสียหาย 0.08% ต่อ GDP
กรณีเลวร้าย – ฝนตกมากกว่าค่าปกติ 10% พื้นที่ได้รับผลกระทบ 8.3 ล้านไร่ ทรัพย์สินเสียหาย 1,250 ล้านบาท สินค้าเกษตรเสียหาย 1.82 หมื่นล้านบาท มูลค่าความเสียหาย 0.12% ต่อ GDP
กรณีเลวร้ายที่สุด – ฝนตกมากกว่าค่าปกติ 20% พื้นที่ได้รับผลกระทบ 15.2 ล้านไร่ ทรัพย์สินเสียหาย 2,270 ล้านบาท สินค้าเกษตรเสียหาย 3.32 หมื่นล้านบาท มูลค่าความเสียหาย 0.22% ต่อ GDP
หากไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ จะกระทบอะไรต่อเศรษฐกิจบ้าง
วิจัยกรุงศรี ชี้ว่า น้ำท่วมสามารถสร้างความเสียหายได้มากกว่าภัยแล้ง ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายต่อสิ่งปลูกสร้าง บ้านเรือน โรงงาน เครื่องจักร ยานพาหนะ เส้นทางคมนาคม และสัตว์เศรษฐกิจต่าง ๆ ขณะที่พืชเศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบตามปริมาณน้ำและความรุนแรงในการไหลผ่านพื้นที่
ในกรณีที่ระดับน้ำท่วมทยอยเพิ่มขึ้นไม่มากและระบายได้เร็วจะไม่ก่อความเสียหายโดยสิ้นเชิงแก่พืชบางประเภท แต่ถ้าการไหลของน้ำรุนแรงและแช่ขังในระดับสูงหลายวัน พืชประเภท ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง รวมถึงพืชสวนและพืชไร่ต่าง ๆ จะเกิดความเสียหายมาก และจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานในการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง รวมถึงส่งผลทำให้ราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้นจากปัญหาภาวะอุปทานขาดแคลน (Supply shortage)
ขณะที่ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เคยเผยแพร่งานวิจัย เรื่องผลกระทบของมหาอุทกภัยต่อทัศนคติและพฤติกรรมของครัวเรือนภาคเกษตร โดยชี้ว่า ภัยธรรมชาติมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะถ้าเกิดขึ้นในประเทศกำลังพัฒนา เนื่องจากประชาชนและรัฐบาลในประเทศดังกล่าวมีข้อจำกัดในความสามารถป้องกันและรับมือกับภัยพิบัติ
ความสูญเสียจากภัยธรรมชาติไม่ได้จำกัดอยู่แค่ชีวิต ทรัพย์สินทางกายภาพ และรายได้ที่ขาดหายไปในระหว่างช่วงภัยพิบัติ แต่รวมถึงความสูญเสียของทุนมนุษย์ (human capital) ที่เกิดจากปัญหาสุขภาพ โรคติดต่อ และการหยุดชะงักของการศึกษาและบริการสาธารณสุข
นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ยังไม่เข้าถึงระบบประกันภัย ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมากไปกับมาตรการเยียวยาผู้ประสบภัยกลุ่มต่าง ๆ ปัจจัยทั้งหมดนี้ล้วนมีผลโดยตรงต่อการพัฒนาประเทศ
ทั้งนี้ ภัยธรรมชาติไม่เพียงแค่ทำให้เกิดความเสียหายโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลให้ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ ปรับเปลี่ยนทัศนคติด้านต่าง ๆ ด้วย เช่น ไม่ชอบความเสี่ยง (risk aversion) ไม่อดทน (impatience) หรือความเห็นแก่ผู้อื่น (altruism) รวมถึงการคาดการณ์ (subjective expectation) ความน่าจะเป็นที่ภัยธรรมชาติจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต และความเป็นไปได้ที่ครัวเรือนจะสามารถเข้าถึงกลไกป้องกันตนเองและความช่วยเหลือต่าง ๆ ในกรณีที่ภัยธรรมชาติเกิดขึ้น
ด้าน Greenpeace เคยประเมินว่า ภายในปี พ.ศ. 2573 มากกว่า 96% ของพื้นที่กรุงเทพฯ อาจถูกน้ำท่วม ซึ่งรวมถึงพื้นที่พักอาศัยและพื้นที่เชิงพาณิชย์ที่มีความหนาแน่นสูงใจกลางเมือง
ขณะที่ปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน ซึ่งรวมถึงเป้าหมายภายใต้แผนที่นำทางก๊าซเรือนกระจกของประเทศ (Nationally determined contribution targets) ไม่เพียงพอจะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากน้ำท่วมชายฝั่งแบบสภาวะสุดขีด รัฐบาลและบริษัทต่าง ๆ ต้องลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรมให้เร็วขึ้น เช่น ยุติการสนับสนุนทางการเงินให้กับอุตสาหกรรมถ่านหินและเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด เพื่อป้องกันมิให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มมากไปกว่า 1.5 องศาเซลเซียส
จะเห็นได้ว่า น้ำท่วมทีไร ทำความเสียหายให้เศรษฐกิจไม่น้อย กลับกันถ้าเกิดภัยแล้งก็สร้างความเสียหายอีกเช่นกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นภัยธรรมชาติที่นับวันจะรุนแรงขึ้น ฉะนั้นในฐานะคนธรรมดา ๆ อย่างเรา การมีส่วนร่วมลดโลกร้อนก็น่าจะเป็นหนึ่งในภารกิจที่ทุกคนต้องร่วมมือกันทำ เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เราอาจจะต้องเจอจากน้ำท่วมในอนาคต
แต่ถ้ามองไปที่ภาครัฐ ซึ่งมีหน้าที่ต้องบริหารจัดการรับมือภัยธรรมชาติ ก็ควรดำเนินการเชิงรุกมากกว่ารอให้น้ำมาแล้วถึงตื่น อย่าให้คนเขาว่าได้ว่า เราไม่เคยเรียนรู้อดีตเพื่อมาปรับปรุงอนาคตเลย ซึ่งที่ผ่านมาก็อาจจะมีทำบ้าง แต่ตรงจุดหรือไม่ เพียงพอหรือไม่ คงต้องดูจากผลลัพธ์ที่ออกมา
อ่านเพิ่ม