ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมาทั้งไทยและหลายประเทศต่างมีประเด็นเรื่องการขยายเพดานหนี้เกิดขึ้นในระยะเวลาใกล้เคียงกัน เช่นเดียวกับ “การขยายเพดานหนี้สหรัฐฯ” ที่ก็มีข่าวออกมาอย่างต่อเนื่องเหมือนกัน
แม้ว่าประเด็นการขยายเพดานหนี้ หรือ Debt Ceiling ของสหรัฐฯ จะเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงกันในระดับโลกมากกว่าของไทยเยอะ แต่พี่ทุยเชื่อหลายคนในประเทศคงเคยสงสัยว่า การขยายเพดานหนี้ของสหรัฐฯ และไทย นั้นมีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไร วันนี้พี่ทุยมีคำตอบให้
เพดานหนี้คืออะไร
ทั้งสหรัฐฯ และไทยต่างมีกฎหมายที่กำหนดจำนวนหนี้เอาไว้เพื่อเป็นกรอบวินัยทางการเงินการคลังของประเทศเหมือนกัน เพียงแต่ต่างกันตรงในแง่ “กระบวนการการขออนุมัติที่สหรัฐฯ ต้องผ่านกระบวนการทางการเมือง ขณะที่ของไทยใช้ระบบราชการ”
โดยของสหรัฐฯ กำหนดเอาไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนเลยว่ารัฐบาลกลาง หรือ Federal Government จะสามารถเป็นหนี้ได้จำนวนเท่าไร เช่น เป็นหนี้ได้ไม่เกิน 29 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และหากจะขอขยายต้องไปขออนุมัติจากรัฐสภาเอา จึงเปรียบเสมือนเพดานหนี้นั่นเอง ทั้งนี้ ที่ผ่านมาได้มีการขอขยายเพดานหนี้มาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง
ขณะที่ของไทยกำหนดไว้ในกฎหมายตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 โดยปัจจุบันกำหนดสัดส่วนหนี้สาธารณะไว้ไม่เกิน 70% ต่อ GDP และหากจะขอกู้เพิ่มก็จะต้องไปขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ ซึ่งประกอบไปด้วยนายกรัฐมนตรี และผู้บริหารของหน่วยงานสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศ
จ่ายหนี้เดิม กับ สร้างหนี้ใหม่
พี่ทุยขอบอกก่อนว่า การขอขยายเพดานหนี้ของสหรัฐฯ กับไทยมีความแตกต่างกันอย่างมากในแง่ของความหมายกันอย่างสิ้นเชิง
เพราะในกรณีของสหรัฐฯ ไม่ได้หมายถึงการให้อำนาจรัฐบาลไปสร้างภาระหนี้ใหม่ขึ้นมา หากแต่เป็นการให้อำนาจรัฐบาลหาเงินเพิ่มเพื่อไปจ่ายภาระหนี้เดิมที่เคยก่อไว้ซึ่งถึงรอบกำหนดจ่ายคืนแล้ว
เช่น หนี้ตามสัญญาพันธบัตรที่ครบกำหนดชำระคืน รวมไปถึงรายจ่ายประเภท เงินเดือนประจำของข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง รวมไปถึงสวัสดิการสังคมที่รัฐบาลกลางเป็นผู้จ่ายให้
ขณะที่ของไทยจะต่างออกไป เพราะเป็นการให้อำนาจรัฐบาลมีเงินไปใช้จ่ายได้มากขึ้น อาทิ การสร้างภาระหนี้ใหม่ผ่านการออกขายพันธบัตรได้เพิ่มเติม
หรือง่าย ๆ คือ “ของสหรัฐฯ เป็นการหาเงินเพิ่มเพื่อไปจ่ายหนี้เก่า แต่ของไทยเป็นการเพิ่มอำนาจเพื่อก่อหนี้ก้อนใหม่”
ทำไม “การขยายเพดานหนี้สหรัฐฯ” ถึงวุ่นวายมาก
ด้วยความที่กระบวนการขอขยายเพดานหนี้ของสหรัฐฯ ไปยึดโยงกับกระบวนการทางการเมือง ทำให้กลายเป็นเงื่อนไขต่อรองทางการเมืองระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาลไป
เพราะระบบการเมืองภายในสหรัฐฯ มักเกิดการสลับสับเปลี่ยนกันครองเสียงข้างมากระหว่างสภาผู้แทนราษฎร (สภาล่าง) กับวุฒิสภา (สภาสูง) อยู่เป็นประจำ ทำให้หากฝั่งรัฐบาลต้องการผลักดันกฎหมาย หรือ เรื่องสำคัญใด ๆ ก็จำเป็นต้องไปต่อรองกับอีกฝ่ายที่ครองเสียงข้างมากอยู่อีกสภา
จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมประเด็นการขยายเพดานหนี้ของสหรัฐฯ ถึงได้ยืดเยื้อมาโดยตลอด
อย่างไรก็ดี ด้วยความที่สหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีความน่าเชื่อถือมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ทำให้ที่ผ่านมามีรัฐบาลและสถาบันการเงินของหลายประเทศนิยมนำเงินมาฝากไว้ในรูปแบบการซื้อพันธบัตรของรัฐบาลสหรัฐฯ กันเยอะ เพราะไม่เพียงแต่มั่นคง แต่ยังได้รับดอกเบี้ยผลตอบแทนที่มีความแน่นอนสูงมาก
ดังนั้น ความยืดเยื้อของประเด็นการขยายเพดานหนี้ จึงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและระบบการเงินการลงทุนไปทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ซึ่งกรณีนี้จะต่างกับไทย เพราะการขอขยายเพดานหนี้ไม่ใช่กระบวนการที่ไปผูกติดกับกระบวนการทางการเมืองโดยตรง ทำให้การขอขยายเพดานหนี้ไม่ดราม่ายืดเยื้อเท่ากับฝั่งของสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่ากรณีไทยจะรอดพ้นจากกระบวนการตรวจสอบและติดตามทางการเมืองไปแบบ 100% เพราะฝ่ายค้านก็ยังสามารถติดตามตรวจสอบในแง่ของประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดินได้อยู่ดี
นอกจากนี้ สัดส่วนผู้ถือครองหนี้ของพันธบัตรและเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลไทยไม่ได้มีมากเท่ากับสหรัฐฯ จึงทำให้ประเด็นการขอขยายเพดานหนี้ของไทยไม่ได้ไปสร้างเสี่ยงหรือความปั่นป่วนต่อระบบเศรษฐกิจการเงินการลงทุนของโลกมากเท่ากับสหรัฐฯ
เดดไลน์ถัดไปของ “การขยายเพดานหนี้สหรัฐฯ”
ประเด็นการขอขยายเพดานหนี้จะหวนกลับมาปั่นป่วนตลาดการเงินการลงทุนทั่วโลกอีกครั้งในช่วงกลางหรือปลายเดือน ธ.ค. 2564 นี้
เพราะจะเป็นช่วงจังหวะเวลาที่หนี้ของสหรัฐฯ จะชนเพดานพอดี ซึ่งปัจจุบันกำหนดไว้อยู่ที่ไม่เกิน 29 ล้านล้านดอลลาร์ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ฝ่ายรัฐบาลได้ใช้สารพัดช่องทางพิเศษยืดการผิดนัดชำระหนี้ และหลบเลี่ยงการเกิดภาวะการปิดตัวลงของหน่วยงานภาครัฐ หรือ Goverment Shutdown จากการไม่มีงบจ่ายเงินเดือนและสวัสดิการมาโดยตลอด
ซึ่งถ้าฝ่ายค้านและรัฐบาลยังไม่สามารถเจรจาหาทางออกร่วมกันได้อีก ก็มีความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะผิดนัดชำระหนี้ได้
ประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายกำลังถกเถียงกันก็คือฝ่ายรัฐบาลต้องการผลักดันงบประมาณรายจ่ายมูลค่า 1.75 ล้านล้านดอลลาร์ตามนโยบาย Build Back Better ซึ่งเป็นงบแผนการลงทุนขนาดใหญ่ที่ไบเดนเคยหาเสียงไว้
แต่พรรครีพับลิกัน ซึ่งเป็นฝ่ายค้านและครองเสียงข้างมากในวุฒิสภาไม่ยินยอมและอยากให้ปรับลดรายจ่ายหลายรายการลง เพราะเชื่อว่าด้วยศักยภาพทางการเงินที่มีอยู่ของรัฐบาล ณ ขณะนี้ มีเงินเพียงพอที่จะจ่ายหนี้อยู่แล้ว และไม่ควรเอาประเด็นหนี้ชนเพดานมาบีบฝ่ายค้านให้ขยายเพดานหนี้ให้
แม้ว่าล่าสุดประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ จะลงนามในกฎหมายงบรายจ่ายระยะสั้นออกมาเพื่อป้องกันภาวะ Goverment Shutdown จากการที่ไม่มีเงินจ่ายข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่เป็นเพียงแค่การประวิงเวลาวิกฤตที่จะเกิดขึ้นออกไปชั่วคราวเท่านั้น
เพราะรากของวิกฤตนั่นคือจำนวนเงินที่จะจ่ายหนี้เก่าได้จวนจะหมดเต็มทีแล้ว และน่าจะมีให้ใช้ได้ไปจนถึงประมาณวันที่ 18 ก.พ. 2565 เท่านั้น แต่ครั้นจะหาเงินก้อนใหม่มาจ่ายหนี้สินที่ใกล้จะครบกำหนดอีกจำนวนมากก็ยังไม่ได้รับอนุมัติจากรัฐสภา
จึงต้องจับต่อกันต่อไปว่าประเด็นเพดานหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ จะไปจบลงตรงจุดไหน แต่ ณ ขณะนี้พี่ทุยคิดว่าการทำความเข้าใจและพร้อมรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นดูจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว