ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง 2566 นโยบายหนึ่งที่ถูกพูดถึงคือ “ยกเลิกแบงก์พัน” ของพรรค “ไทยภักดี” เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการขจัดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นในสังคมไทย (และหลังผลเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการออกมาในวันที่ 15 พ.ค. 2566 พรรคไทยภักดีไม่สามารถช่วงชิงเก้าอี้ ส.ส. ในสภาได้เลย)
โดยที่ไทยภักดีเสนอนโยบายนี้ เพราะเชื่อว่าคนที่ทำคอร์รัปชัน จะมีการจ่ายเงินสดกันเป็นแบงก์พันมากที่สุด และกลุ่มคนหาเช้าเช้ากินค่ำมักจะใช้แต่แบงก์ย่อย และหากประชาชนจะใช้จ่ายเงินจำนวนมาก ก็ให้ใช้จ่ายผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มแทน เพราะสะดวกกว่าและตรวจสอบเส้นทางการเงินและที่มาของเงินได้
แม้ไอเดียอาจฟังดูแปลก แต่แท้จริงแล้วเคยมีประเทศหนึ่งนำไอเดียนี้ออกมาทำแล้วจริง ๆ ผลลัพธ์ออกมาเป็นเช่นไร และทำไปแล้วได้ผลแค่ไหน วันนี้พี่ทุยจะมารีวิวให้ฟัง
อินเดียยกเลิกแบงก์ 500 และ 1,000 รูปี เมื่อ 6 ปีก่อน
ย้อนกลับไปเมื่อช่วง พ.ย. 2559 นาย นเรนดรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ได้ประกาศ “ยกเลิกการใช้ธนบัตร 500 รูปี และ 1,000 รูปี (ราว 206 บาทและ 412 บาท) แบบกระทันหัน”
แม้คำสั่งดังกล่าวจะสร้างความโกลาหลไปทั้งประเทศ แต่ผู้นำอินเดียย้ำว่า ทำไปด้วยเจตนาที่ดี เพราะต้องการขจัดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน การหลบเลี่ยงภาษี กำจัดธุรกิจผิดกฎหมาย ที่มีอยู่อย่างดาษดื่นในเวลานั้นให้สิ้นซาก ในขณะเดียวกันก็ต้องการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของแบงก์ก็ปลอมไปด้วยในตัว
หลักคิดของเรื่องนี้มีอยู่ว่า การโกง การคอรรัปชั่น ไปจนถึงธุรกิจมืด อย่างการซื้อขายยาเสพติด หรืออาวุธเถื่อน มักทำกันโดยผ่านการใช้เงินสดเป็นหลัก เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบเส้นทางการเงินของทางการ
แต่อย่างที่รู้กันดีว่า กิจกรรมผิดกฎหมายเหล่านั้นมักมีซื้อขายกันด้วยเงินมูลค่าสูงถึงสูงมาก โดยคิดเป็นสัดส่วนมากถึง 20% ของ GDP ทำให้การซื้อขายแต่ละครั้งต้องใช้ธนบัตรจำนวนมาก ๆ แต่จะใช้ธนบัตรที่มีมูลค่าน้อย ๆ อย่าง 10, 20 และ 50 รูปี (ราว 4.13, 8.25 และ 20.63 บาท) คงต้องใช้พื้นที่ในการเก็บและซุกซ่อนมากมายมหาศาล
ดังนั้น การใช้ธนบัตรที่มีมูลค่าสูง ๆ จึงน่าจะเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์คนที่ทำเรื่องไม่ดีเหล่านี้ รัฐบาลจึงต้องการเข้ามาจัดการให้สิ้นซาก เพื่อล้างบางและหยุดวงจรปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันตามที่ได้หาเสียงไว้ก่อนเลือกตั้ง
ถึงกระนั้นก็ใช่ว่ารัฐบาลอินเดียจะเหมารวมว่าผู้ที่ถือครองแบงก์ 500 รูปี กับ 1,000 รูปี เป็นคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องไม่ดีไปเสียทั้งหมด
เพราะในตอนนั้นรัฐบาลก็ได้ออกมาบอกแล้วว่าประชาชนที่ถือครองแบงก์ 500 กับ 1,000 รูปี และทำมาหากินอย่างสุจริตยังคงได้รับการคุ้มครองอยู่ โดยทางการได้เปิดทางให้ประชาชนนำธนบัตรดังกล่าวมาฝาก หรือ แลกกับเป็นธนบัตรใบใหม่ที่ธนาคารได้จนถึงสิ้นปี พ.ศ. 2560 โดยจำกัดวงเงินแลกคืนไว้ที่คนละไม่เกิน 4,000 รูปี (ราว 1,650 บาท) ต่อคน
นั่นจึงเท่ากับเป็นการบีบให้ทุกคนที่มีแบงก์ดังกล่าวเยอะต้องนำเงินที่มีอยู่เข้าสู่ระบบ หรือไม่ก็รีบออกมาแลกเป็นแบงก์ชนิดอื่นทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ธนบัตร 500 และ 1,000 รูปีดังกล่าวกลายเป็นเพียงเศษกระดาษที่ไร้ค่า
ซึ่งนี่ถือเป็นเรื่องหนักใจสำหรับกลุ่มคนที่มีชนักติดหลัง หรือ พวกที่มีเงินจากการทำผิดกฎหมายหนักใจอยู่ไม่น้อย เพราะหากนำเงินมาฝากไว้ในบัญชี หรือ แลกเป็นแบงก์อื่นเยอะเกินไปจนผิดสังเกตุ ก็เสี่ยงที่จะต้องถูกทางการเรียกไปชี้แจง
หากจะว่าไปแล้วไอเดียปราบโกงชุดนี้ของรัฐบาลอินเดียก็แทบจะเป็นไอเดียเดียวกับที่พรรคไทยภักดีเสนอในข่วงที่ผ่านมา
นโยบาย ยกเลิกแบงก์พัน ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามคาด
แม้โดยหลักการและเหตุผลจะฟังดูดีมากเพียงไร แต่ผลลัพธ์จากการดำเนินนโยบายดังกล่าวกลับไม่เป็นไปตามที่รัฐบาลอินเดียคาดหวังเอาเสียเลย
เพราะเอาเข้าจริงแล้วปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในอินเดียไม่ได้จางหายไปไหน เห็นได้จากผลการจัดอันดับความโปร่งใสของรัฐบาลไม่ได้ดีขึ้นมากนักหลังจากใช้มาตรการนี้ไปแล้ว คงที่ประมาณ 40 คะแนนจาก 100 คะแนนเต็มมาโดยตลอดนับตั้งแต่ปี 2560 จนถึงปัจจุบัน (ยิ่งคะแนนมาก ยิ่งถือว่าประเทศนั้นมีความโปร่งใสมาก)
นอกจากนี้ ปัญหาธุรกิจมืด เช่น การค้าขายยาเสพติด การซื้อขายสินค้าผิดกฎหมาย ก็ไม่ได้โดนขุดรากถอนโคนเหมือนดั่งที่หวังไว้ เพราะเอาเข้าจริงแล้วอัตราการแลกคืนแบงก์ 500 รูปี และแบงก์ 1,000 รูปีก็แทบจะถูกแลกคืนสู่อ้อมอกของแบงก์ชาติอินเดียได้เกือบทั้งหมด คิดเป็นมากกว่า 99% แต่กลับไม่มีการข่าวว่ามีใครเอาเงินมาแลกหรือมาฝากในบัญชีเยอะเกินแบบผิดสังเกตเลย
พูดให้เข้าใจง่าย ๆ คือ ที่หวังจะจับปลาตัวใหญ่ที่ซุกซ่อนเงินบาปไว้ ก็กลายเป็นอันล้มเหลวไปเสีย ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลก็วางมาตรการจำกัดและควบคุมการแลกคืนธนบัตรหรือฝากเงินไว้อย่างเข้มข้นแล้ว
ซ้ำร้ายกลับกลายเป็นภาระของรัฐบาลเองเสียด้วยซ้ำที่ต้องมาพิมพ์แบงก์อื่น ๆ เพิ่มเติมเพื่อชดเชยกับมูลค่าเงินที่หดหายไปจากการยกเลิกแบงก์ 500 รูปี และแบงก์ 1,000 รูปี
ยืนยันได้จากรายงานของธนาคารกลางของอินเดียที่ระบุว่า เงินนำส่งให้รัฐบาลกลางหดหายไปมากกว่า 50% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่จะเริ่มมีการใช้มาตรการดังกล่าว โดยเหลือเพียงแค่ 3.7 แสนล้านรูปี (ราว 1.53 แสนล้านบาท)
ขณะที่แบงก์ปลอมที่คาดว่า จะเจอเยอะกลับไม่เยอะดังที่คาดไว้ แถมแบงก์ใหม่ที่พิมพ์ออกมาอย่างดีก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้ เพราะยังคงพบปัญหาแบงก์ปลอมระบาดอยู่เรื่อย ๆ ตามรายงานของแบงก์ชาติอินเดีย
ส่วนเศรษฐกิจในภาพรวมก็บอบช้ำตามไปจากการหดหายไปของธนบัตรมุลค่าสูง โดยในไตรมาสแรกปี 2560 เศรษฐกิจอินเดียชะลอตัวลงไปที่ 6.1% และชะลอตัวต่อเนื่องลงไปที่ 5.7% ต่อเนื่องกันในไตรมาส 2 ต่อทันที ทว่าก่อนจะมีการใช้มาตรการดังกล่าวเศรษฐกิจอินเดียกลับยังคงเติบโตได้อย่างร้อนแรงได้ที่ 7.5% ในไตรมาส 3 ของปี 2559
ขณะที่ศูนย์การประเมินเศรษฐกิจอินเดีย ระบุว่า ผลจากการชะลอตัวดังกล่าวยังทำให้มีคนตกงานในช่วง ม.ค.-เม.ย. 2560 มากถึง 1.5 ล้านตำแหน่งงาน และส่วนใหญ่ก็เป็นกลุ่มนักศึกษาจบใหม่ และแรงงานไร้ทักษะ
ผลจากความวุ่นวายที่เกิดขึ้นต่อระบบเศรษฐกิจ ทำให้รัฐบาลต้องแก้เกล้อด้วยการหันกลับไปพิมพ์แบงก์มูลค่า 2,000 รูปี (ราว 825 บาท) ออกมาใช้แทน แถมไม่ได้ออกมาชี้แจงเหตุผลของการประทำดังกล่าว ซึ่งนั่นเปรียบเสมือนเป็นการกลืนน้ำลายตัวเองไปในตัว
ยกเลิกแบงก์พัน ไม่มีข้อดีเลยหรอ ?
อย่างไรก็ดี ผลของนโยบายดังกล่าวก็ยังพอมีแง่มุมดี ๆ เกิดขึ้นอยู่บ้าง
รัฐบาลอินเดียจัดเก็บภาษีในช่วงปี 2559 – 2560 ได้มากขึ้นถึง 14.5% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของช่วงปีก่อนหน้า และที่ผ่านมามักอยู่ที่ระดับต่ำกว่าเลขหลักเดียวเสียด้วยซ้ำ
ด้านอัตราการใช้เงินดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อทำธุรกรรมทางการเงินของประชาชนก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอีกด้วย โดยหลังจากมีการบังคับใช้มาตรการมีจำนวนมากกว่า 1,000 ล้านครั้ง จากเดิมต่ำกว่า 900 ล้านครั้ง
จากผลลัพธ์ที่ออกมาพี่ทุยเชื่อว่านี่คงจะเป็นบทเรียนที่ช่วยสะท้อนถึงผลรับจากการใช้นโยบายดังกล่าวให้ไทยได้เป็นอย่างดี
อ่านเพิ่ม