ช่วงวันที่ 31 ต.ค. – 12 พ.ย. 2021 จะมีการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 26 (26th United Nations Climate Change Conference) หรือ COP26 โดยมีอังกฤษเป็นเจ้าภาพจัดงาน ณ เมืองกลาสโกว์ สกอตแลนด์
ปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) เป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะปัญหานี้เป็นสาเหตุของภัยพิบัติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ไฟไหม้ แผ่นดินไหว สึนามิ หรือการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศที่รุนแรง ทำให้ 196 ประเทศ ประกาศเจตนารมย์ร่วมกันผ่านข้อตกลงปารีส (The Paris Agreement) ว่าจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนให้เหลือศูนย์ภายในปี 2050 เรื่องนี้ไม่ได้มีผลแค่สิ่งแวดล้อมหรือสังคม แต่ในโลกของการลงทุนก็ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
อะไรจะเกิดขึ้นใน COP26
ในเวที COP26 นี้ จะมีผู้นำของ 196 ประเทศที่ทำข้อตกลงปารีสเข้าร่วม รวมถึงผู้แทนที่ได้รับเชิญ ซึ่งก็คาดว่าจะมีถึง 2 หมื่นคน
เป้าหมายการจัดงาน COP26 ทั้ง 4 เรื่อง
1. เพื่อให้มั่นใจว่าโลกจะมุ่งสู่การปล่อยก๊าซคาร์บอนเป็นศูนย์ได้กลางศตวรรษนี้ (ปี 2050) และรักษาอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส
ประเด็นนี้ประเทศต่าง ๆ จะถูกทวงถามแนวทางการลดมลภาวะภายในปี 2030 เพื่อไปถึงเป้าหมายคาร์บอนเป็นศูนย์ในปี 2050 ซึ่งสิ่งที่ประเทศต่าง ๆ จะต้องดำเนินการ ได้แก่ การเร่งยกเลิกการใช้ถ่านหิน จัดการกับเรื่องการตัดไม้ทำลายป่า เร่งเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า และส่งเสริมการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน
2. เพื่อปกป้องชุมชนและแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ
การติดตามแนวทางการปกป้องและฟื้นฟูระบบนิเวศทางเศรษฐกิจ รวมทั้งการสร้างระบบป้องกันและเตือนภัย โครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่น และการเกษตรที่หลีกเลี่ยงการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ ความเป็นอยู่ และชีวิต
3. เพื่อระดมเงินทุน
การไปถึงเป้าหมาย 2 ข้อแรก ประเทศพัฒนาแล้ว ต้องทำตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ในการสนับสนุนเงินทุนอย่างน้อย 1 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี เพื่อเป็นเงินทุนจัดการกับสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง
ส่วนสถาบันการเงินระหว่างประเทศก็ต้องเป็นผู้เล่นสำคัญที่ทำงานร่วมกันเพื่อให้เงินทุนกับภาครัฐและเอกชนที่ต้องการเงินทุนเพื่อมุ่งสู่การปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์
4. เพื่อการทำงานในเป้าหมายเดียวกัน
ในการประชุมครั้งนี้จะต้องจัดทำรายละเอียดเพื่อมุ่งไปสู่ผลลัพธ์ตามข้อตกลงปารีส รวมทั้งเร่งการดำเนินงานเพื่อจัดการกับวิกฤติการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และประชาสังคม
ก่อนที่งาน COP26 จะเกิดขึ้น เหล่าผู้นำประเทศมหาอำนาจก็ออกมาแสดงความเป็นผู้นำของโลกกันแล้วในประกาศจุดยืนมุ่งสู่การปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์
จุดยืนของอังกฤษ เจ้าภาพจัดงาน
เริ่มจากบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ในฐานะเจ้าภาพการจัดงาน ออกมาประกาศความเป็นผู้นำการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง โดยระบุถึงสิ่งที่อังกฤษทำไปแล้ว ได้แก่ ลดปล่อยก๊าซคาร์บอนในระบบเศรษฐกิจได้เร็วกว่าประเทศอื่น ๆ ในกลุ่ม G20 นับตั้งแต่ปี 2000 การเป็นประเทศแรกในกลุ่มเศรษฐกิจหลักที่ผลักดันการออกกฎหมายเพื่อไปถึงเป้าหมายการปล่อยก๊าซคาร์บอนเป็นศูนย์ภายในปี 2050 การเป็นผู้ผลิตพลังงานลมนอกชายฝั่งรายใหญ่ที่สุดในโลก
รัฐบาลจะยุติการสนับสนุนพลังงานฟอสซิลในต่างประเทศ เเละเพิ่มการสนับสนุนเงินทุนอีกเท่าตัวกับการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงในระดับสากล ด้วยการให้เงินทุนกับประเทศกำลังพัฒนา 11,600 ล้านปอนด์ ในอีก 5 ปีข้างหน้า (จากนี้ถึงปี 2025/2026) รวมถึงปลูกต้นไม้บนพื้นที่ 30,000 เฮกตาร์ต่อปี ภายในปี 2025 พร้อมประกาศแผนให้เกษตรกรเป็นกลุ่มแถวหน้าในการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมและร่วมแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง
ทั้งนี้ จะเริ่มบังคับใช้การเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจภายในปี 2025 โดยส่วนใหญ่จะต้องเกิดขึ้นในปี 2023 และตั้งเป้าหมายการสร้างงาน 4.6 แสนงาน ในภาคที่ปล่อยคาร์บอนต่ำและห่วงโซ่อุปทานในอังกฤษ โดยคาดหวังว่าจะสร้างงานมากกว่า 2 ล้านงานในกลุ่มธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมภายในปี 2030
ล่าสุดก็เพิ่งประกาศชวนองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ICAO ร่วมกำหนดเป้าหมายระยะยาวเพื่อลดมลภาวะที่เกิดจากเที่ยวบินระหว่างประเทศอีกด้วย
แผนงานสหรัฐฯ เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน
สำหรับ โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่เพิ่งกลับมาลงนามข้อตกลงปารีสอีกครั้ง หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ หักปากกาแยกทางจากการร่วมข้อตกลงปารีสไป ก็จะเข้าร่วมงาน COP26 ด้วย พร้อมกับประกาศจุดยืนสนับสนุนการลดปล่อยก๊าซคาร์บอนเป็นศูนย์ โดยสหรัฐฯ จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 50-52% ภายในปี 2030 เทียบกับระดับที่เคยทำไว้ในปี 2005
ส่วนหนึ่งของการเดินตามแผนนี้คือ การใส่เงินลงทุนหลายแสนล้านดอลลาร์ฯ ลงทุนในพลังงานสะอาด รวมทั้งจะมีโครงการมอบรางวัลแก่บริษัทไฟฟ้าที่ลงทุนพลังงานหมุนเวียน และลงโทษบริษัทที่ไม่ทำตามนี้ผ่านร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณเพื่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและสภาพภูมิอากาศอย่างการเก็บภาษีคาร์บอน
จุดยืนของจีนในการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง
จีนเป็นหนึ่งประเทศที่ได้รับแรงกดดันจากประชาคมโลก ในเรื่องการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน เพราะถูกกล่าวหาว่ามีส่วนถึง 1 ใน 4 ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนในโลก
แม้ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะไม่เดินทางเข้าร่วมงาน COP26 แต่จีนก็ไม่ได้นิ่งเฉย โดยได้เผยแพร่สมุดปกขาว หรือ White Paper เกี่ยวกับแนวทางของจีนในการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง
ใน White Paper ฉบับนี้ จีนประกาศว่าจะร่วมมือกับกลุ่มเศรษฐกิจพัฒนาแล้วในการลดมลภาวะ ผลักดันให้อุตสาหกรรมมุ่งหน้าสู่การปล่อยคาร์บอนต่ำ นำเรื่องคาร์บอนมาเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจมากขึ้น สนับสนุนไลฟ์สไตล์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและปล่อยคาร์บอนต่ำ สนับสนุนให้คนในชุมชนมีจิตสำนึกที่เข้มแข็ง จะรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและการลดการปล่อยมลพิษ วางแนวทางป้องกันและควบคุมมลภาวะ เป็นต้น
สิ่งที่จีนจะใช้พิสูจน์ความจริงจังด้านการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ คือ การเป็นเจ้าภาพจัดแข่งขันโอลิมปิก ฤดูหนาว ปี 2022 ที่จีนตั้งใจจะควบคุมคุณภาพอากาศที่ดีตลอดการแข่งขัน โดยอย่างมลภาวะในเมืองถังซาน เมืองอุตสาหกรรมหลักของมณฑลเหอเป่ย์ จะต้องลดลงอย่างน้อย 40% จากช่วงเดียวกันในปี 2021 เมื่อถึงช่วงการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ณ วันที่ 4 ก.พ. 2022
ธุรกิจไหนสอดคล้องกับเป้าหมายคาร์บอนเป็นศูนย์
พี่ทุยกางข้อมูลเกี่ยวกับ COP26 และจุดยืนของประเทศมหาอำนาจมาขนาดนี้แล้ว คงจะเห็นภาพชัดขึ้นแล้วว่า โลกจะเดินไปทางไหน
แน่นอนว่า ธุรกิจไหนสอดคล้องกับแนวทางที่โลกมุ่งไป ย่อมได้ประโยชน์ ส่วนธุรกิจไหนขัดกับกระแสโลก ก็มีเเนวโน้มเสียผลประโยชน์ได้
ตัวอย่างของธุรกิจที่ได้ประโยชน์จากเป้าหมายคาร์บอนเป็นศูนย์ ได้แก่
- พลังงานสะอาด ได้แก่ พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ พลังงานความร้อนใต้พิภพ และพลังงานชีวภาพ เป็นต้น
- รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะมาทดแทนรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
- ธุรกิจที่มีเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่จะช่วยแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง หรือ Climate Tech เช่น วัสดุก่อสร้างอาคารที่จะลดการใช้พลังงานได้ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เป็นต้น
ส่วนธุรกิจที่เป็นอุปสรรคต่อเป้าหมายการปล่อยก๊าซคาร์บอนเป็นศูนย์ ได้แก่ ผู้ผลิตถ่านหิน ผู้ผลิตพลังงานจากฟอสซิล รวมถึงธุรกิจทั่วไปที่ดำเนินธุรกิจแล้วมีส่วนปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศ แล้วไม่มีความพยายามร่วมลดคาร์บอน ก็มีเเนวโน้มจะตกที่นั่งลำบากแน่นอนในยุคนี้
สำหรับนักลงทุนที่มองเห็นเหมือนกับพี่ทุยแล้วว่า ธุรกิจไหนล้อไปกับกระแสลดคาร์บอนเป็นศูนย์ และอยากมีส่วนร่วมเติบโตไปกับธุรกิจเหล่านี้ ก็สามารถลงทุนได้ผ่าน 2 รูปแบบ
แบบแรกเลือกลงทุนในหุ้นของบริษัทที่เข้าคอนเซ็ปนี้โดยตรงเลย แต่ถ้าเป็นการไปลงทุนในหุ้นต่างประเทศ ก็คงจะมีความยุ่งยากซะหน่อยถ้าต้องการลงทุนเอง
ส่วนใครที่อยากลงทุนแบบง่าย ๆ กว่านั้น ก็ทำได้ด้วยการเลือกลงทุนผ่านกองทุนรวมที่มีนโยบายไปลงทุนในธุรกิจที่มีส่วนลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน ซึ่งปัจจุบันนี้ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ส่วนใหญ่ในประเทศไทย ก็มีกองทุนประเภทนี้ออกมากันถ้วนหน้าอยู่แล้ว
อ่านเพิ่ม
สุดท้ายนี้ พี่ทุยขอย้ำว่า แม้ในช่วงที่ตลาดหุ้นเป็นขาขึ้นก็ยังมีหุ้นบางตัวลงอย่างรุนแรงได้เช่นกัน ดังนั้น การลงทุนในธุรกิจที่อยู่ในเทรนด์ที่มีแนวโน้มเติบโตที่ดี แม้จะช่วยเพิ่มโอกาสในลงทุนให้ประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้นก็ตาม แต่อย่าลืมพิจารณาปัจจัยเฉพาะของแต่ละบริษัทที่แตกต่างกันออกไปด้วย
นอกจากจะเลือกเทรนด์ที่ดีแล้ว ต้องเลือกบริษัทลงทุนในบริษัทที่ดีและมีคุณภาพด้วย ที่สำคัญห้ามทุ่มหมดหน้าตักลงหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง เพราะการกระจายการลงทุนก็ยังเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่นักลงทุนทุกคนต้องทำเสมอ
