ธนาคารกลางทั่วโลก “ปรับขึ้นดอกเบี้ย” สูงสุด 10.50% - นักลงทุนจะปรับพอร์ตยังไงดี ?

ธนาคารกลางทั่วโลก “ปรับขึ้นดอกเบี้ย” สูงสุด 10.50% – นักลงทุนจะปรับพอร์ตยังไงดี ?

3 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • ธนาคารกลางหลัก ๆ ในโลกที่ขึ้นดอกเบี้ยไปแล้ว ได้แก่ อังกฤษ สหรัฐฯ บราซิล รัสเซีย เกาหลีใต้ ส่วนธนาคารกลางที่ลดดอกเบี้ยลงคือ จีน ออสเตรเลีย และอินเดีย
  • Fed ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมครั้งล่าสุด และประกาศเอาไว้แล้วว่าจะขึ้น 0.25% อีก 6 ครั้งในปี 2022 ส่วนปี 2023 ขึ้นอีก 3 ครั้ง
  • จีนลดดอกเบี้ยนโยบายตัวที่ธนาคารใช้อ้างอิงปล่อยกู้ลูกค้าชั้นดีเหลือ 3.7% ในเดือน ม.ค. 2022 ส่วนการประชุมล่าสุดเดือน มี.ค. จีนไม่ได้ลดดอกเบี้ยเงินกู้ระยะกลาง ที่ใช้อ้างอิงสำหรับปล่อยกู้ให้ธนาคารลง ผิดไปจากที่ตลาดคาดไว้

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

หนึ่งในประเด็นน่าจับตาช่วงนี้ก็คือ “อัตราดอกเบี้ย” เพราะถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือการเงินที่บอกให้เรารู้ได้ว่า ตอนนี้ประเทศนั้นกำลังเหยียบคันเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือกำลังแตะเบรกอยู่ โดยพี่ทุยจะขอมาเรียบลำดับให้ทุกคนดูกันชัด ๆ ก่อนว่า อัตราดอกเบี้ยของกลุ่มประเทศสำคัญ ๆ มีทิศทางเช่นไรบ้าง โดยเฉพาะขั้วอำนาจยักษ์ใหญ่ ที่มีการ “ปรับขึ้นดอกเบี้ย” นโยบายไปเรียบร้อยแล้วในช่วงปี 2021-2022

ประเทศไหน “ปรับขึ้นดอกเบี้ย” ประเทศไหน “ลดดอกเบี้ย”

ธนาคารกลางทั่วโลก “ปรับขึ้นดอกเบี้ย” สูงสุด 10.50% - นักลงทุนจะปรับพอร์ตยังไงดี ?

ถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นว่า ธนาคารส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะ “ปรับขึ้นดอกเบี้ย” แปลว่า กำลังใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งเหตุผลหลัก ๆ ส่วนใหญ่ของการขึ้นดอกเบี้ย ก็คือ อยากชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจ อยากแก้ปัญหาเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ซึ่ง “เงินเฟ้อ” คือเหตุผลหลักที่ทำให้ธนาคารกลางหลาย ๆ แห่งทั่วโลกดึงดอกเบี้ยขึ้นในช่วงนี้

ที่ดูพิเศษกว่าประเทศอื่นก็คงจะเป็น รัสเซีย ที่ขึ้นดอกเบี้ยจาก 9.5% เป็น 20% เพื่อชดเชยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นและค่าเงินรูเบิลที่อ่อนค่าลง ผลพวงจากการถูกยุโรปและสหรัฐฯ คว่ำบาตร กรณีรุกรานยูเครน 

คราวนี้พอไปดูที่มหาอำนาจหลัก ๆ ในโลกส่งสัญญาณการดำเนินนโยบายการเงินครั้งล่าสุดไว้ยังไงบ้าง พี่ทุยขอสรุปให้ดังนี้

สหรัฐฯ

  • การขึ้นดอกเบี้ยรอบนี้ เป็นคร้้งแรกในรอบ 4 ปี นับตั้งแต่ปี 2018
  • มองประเด็นรัสเซีย-ยูเครน ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ เจอความไม่แน่นอนสูงขึ้น ในระยะสั้นจะสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
  • จะเริ่มลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้ของหน่วยงานรัฐ และหลักทรัพย์ที่ค้ำประกันโดยหน่วยงานรัฐต่าง ๆ 
  • คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คาดการณ์ว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยครั้งละ 0.25% อีก 6 ครั้งในปี 2022 ทำให้สิ้นปีดอกเบี้ยของสหรัฐฯ จะอยู่ที่ 1.75-2.00% ส่วนปี 2023 จะปรับขึ้นอีก 3 ครั้ง
  • หั่นประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจปี 2022 เหลือ 2.8% (เมื่อเดือน ธ.ค. 2021 เคยคาดไว้ว่าจะโต 4%)
  • คาดการณ์ว่าเงินเฟ้อ (ที่ไม่นับรวมราคาอาหารและพลังงาน) จะเพิ่มขึ้น 4.1% ในปี 2022 (เมื่อเดือน ธ.ค. 2021 คาดว่าจะโต 2.7%)

อังกฤษ

  • การขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี เหตุผลหลัก ๆ มาจากเหตุการณ์รัสเซีย-ยูเครน ที่ทำให้ราคาพลังงานพุ่งขึ้น สร้างแรงกดดันเงินเฟ้อ
  • เงินเฟ้อของอังกฤษอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 30 ปี เดือน ม.ค. 2022 อยู่ที่ 5.5%
  • ธนาคารกลางอังกฤษคาดว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มเป็น 8% ในไตรมาสที่ 2 (เม.ย.-มิ.ย. 2022) แล้วก็คงจะสูงขึ้นอีกช่วงสิ้นปี
  • ตลาดแรงงานตึงตัว มีแรงกดดันราคาในประเทศที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงินมองว่า การใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นเหมาะสมแล้วกับในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

ยุโรป

  • นักลงทุนเก็งกันว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะขึ้นดอกเบี้ยตามสหรัฐฯ ซึ่งถ้าขึ้นจริง ก็ถือเป็นครั้งแรกหลังเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด และสาเหตุที่ขึ้นก็มาจากเหตุการณ์รัสเซียรุกรานยูเครนที่ไปกดดันให้เงินเฟ้อพุ่ง
  • เงินเฟ้อยุโรปแตะระดับ 5.9% ในเดือน ก.พ. 2022
  • Christine Lagarde ประธาน ECB ออกมาส่งสัญญาณว่า การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของ ECB จะทำแบบค่อยเป็นค่อยไป และจะทำแค่บางครั้งหลังโครงการซื้อพันธบัตร ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นในไตรมาสที่ 3 (เดือนก.ค. – ก.ย. 2022) ยกเว้นว่าจะมีความวุ่นวายทางการเงินมากขึ้น
  • ECB บอกว่า ยังมีพื้นที่อีกมากในการดำเนินโยบายการเงิน หลังจากหยุดซื้อพันธบัตร

 จีน

  • อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่จีนปรับลดลงมาในเดือน ม.ค. 2022 เหลือ 3.7% คือ อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงที่สถาบันการเงินใช้ปล่อยกู้ให้ลูกค้าชั้นดี หรือ LPR โดยเป็นการปรับครั้งแรกในรอบเกือบ 2 ปี
  • ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินครั้งล่าสุด 15 มี.ค. 2022 ธนาคารกลางจีนยังคงดอกเบี้ยเงินกู้ระยะกลาง (MLF) ที่อ้างอิงไว้ใช้ปล่อยสินเชื่อให้สถาบันการเงิน ไว้เท่าเดิม 2.85% ดับความคาดหวังของตลาดที่มองไว้ว่าจีนน่าจะลดดอกเบี้ยตัวนี้ลงอีกเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ
  • ธนาคารกลางจีนอัดฉีดวงเงินสำหรับการปล่อยกู้ให้สถาบันการเงิน 100,000 ล้านหยวน เพื่อทดแทนวงเงินเก่า 100,000 ล้านหยวนที่ครบอายุไปเมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2022 โดย ให้เหตุผลว่า ต้องการรักษาสภาพคล่องในระบบธนาคารให้มีเพียงพอ

ไทย

  • คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% ต่อปี ในการประชุมเมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2022 เพื่อสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจ
  • คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มองว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง การระบาดของโควิดกดดันระบบสาธารณสุขน้อยลง ส่วนเงินเฟ้อมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นจากราคาพลังงานและอาหารสดบางประเภท

โดยรวมแล้วจะเห็นว่า สหรัฐฯ แนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นชัดเจน ส่วนยุโรปก็แนวโน้มที่จะขึ้นดอกเบี้ยเช่นกัน แต่ ณ ปัจจุบัน ก็ยังดูไม่รีบร้อนมากนัก ส่วนจีนนั้น ชัดเจนว่าอยู่คนละขั้วกับสหรัฐฯ และยุโรป คือ พร้อมผ่อนคลายนโยบายการเงินด้วยการลดดอกเบี้ย และพอกลับมาดูที่ไทยเอง ก็ดูยังไม่มีแนวโน้มรีบร้อนขึ้นดอกเบี้ยอะไร

ดอกเบี้ยไปคนละทิศละทางแบบนี้ ลงทุนยังไงดี

ดูแบบนี้แล้ว นักลงทุนอาจจะตั้งคำถามในใจว่า ฝั่งหนึ่งดอกเบี้ยขาขึ้น อีกฝั่งดอกเบี้ยขาลง อีกฟากหนึ่งก็ยังอยู่เฉย ๆ ไม่ขึ้นไม่ลง แล้วจะลงทุนยังไงดี

ในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นนั้น เวลาไปมองการลงทุนในหุ้น นักลงทุนอาจรู้สึกอยากได้ผลตอบแทนมากกว่าเดิม เพราะเมื่อพิจารณาผลตอบแทนที่แท้จริง โดยเอาผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นลบด้วยดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น ก็หมายความว่า ถ้าลงทุนหุ้นแล้วได้ผลตอบแทนเท่าเดิม ก็เท่ากับผลตอบแทนที่แท้จริงที่ได้ลดลง เห็นแบบนี้แล้ว อาจรู้สึกดึงดูดใจน้อยลง เต็มใจยอมรับความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้นน้อยกว่าเดิม ก็อาจจะลดการลงทุนในหุ้นบางส่วนเพื่อกลับไปถือเงินฝากหรือซื้อตราสารหนี้ที่ได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น

ในทางกลับกัน ถ้าดอกเบี้ยลดลง นักลงทุนจะรู้สึกพร้อมเสี่ยงมากขึ้นกับการลงทุนในหุ้น เพราะผลตอบแทนที่ได้ย่อมดีกว่า ฝากเงินไว้รอรับดอกเบี้ยที่ได้น้อยลง

แต่เมื่อทุกประเทศไม่ได้มีทิศทางดอกเบี้ยสอดคล้องกัน พี่ทุยแนะนำว่า นักลงทุนต้องหันกลับมาดูตัวเองก่อนอันดับแรก ถามตัวเองให้ชัดว่า ภาวะแบบนี้ที่ความไม่แน่นอนสูง ยังรับความเสี่ยงได้มากเท่าเดิมเหมือนแต่ก่อนรึเปล่า หรือตอนนี้เริ่มลังเล อยากลดความเสี่ยงของการลงทุนลงมาบ้างแล้ว

พอตอบคำถามนี้ได้ ก็มาที่คำถามต่อไป คือ ในพอร์ตลงทุนของตัวเองตอนนี้ลงทุนอะไรบ้าง ลงทุนอยู่แต่ในประเทศหรือเปล่า หรือไปลงทุนต่างประเทศด้วย แต่เงินไปกระจุกตัวในภูมิภาคไหนมากเกินไปรึเปล่า

คำแนะนำของพี่ทุยคือ แบ่งเงินลงทุนหลาย ๆ ภูมิภาคของโลกดีกว่า อย่าไปฝากความหวังไว้กับฝั่งไหนฝั่งเดียวเลย อาจจะแบ่งเงินส่วนหนึ่งไปลงทุนในหุ้นอเมริกาบ้าง โดยใช้จังหวะช่วงนี้ที่เทขายกันออกมาเพราะตกใจสงคราม เข้าไปลงทุนผ่านกองทุนหุ้นสหรัฐฯ เอาไว้ แต่ก็ไม่ควรทิ้งจีน ซึ่งดอกเบี้ยกำลังเป็นขาลง และรัฐบาลก็ประกาศสนับสนุนตลาดหุ้นเต็มที่

และจะดีขึ้นไปอีก ถ้าในพอร์ตมีมากกว่าแค่สหรัฐฯ และจีน ไปมองหาโอกาสลงทุนในส่วนอื่น ๆ ของโลกด้วย โดยนักลงทุนสามารถจัดพอร์ตแบ่งสัดส่วนเงินลงทุนตามประเทศที่เลือกก็ได้ หรือจะเอาแบบง่าย ๆ กว่านั้น เลือกลงทุนผ่านกองทุนที่เขามีนโยบายกระจายลงทุนทั่วโลกให้เองก็ได้เช่นกัน แต่ก็ต้องยอมรับว่า ให้กองทุนเลือกให้ น้ำหนักลงทุนแต่ละพื้นที่ในโลก ก็ต้องเป็นไปตามแต่ที่กองทุนมอง ดังนั้นก็ต้องดูนโยบายให้แน่ใจก่อนลงทุนว่า เห็นพ้องต้องกันกับการให้น้ำหนักลงทุนแบบนี้แล้วมั้ย ถ้าใช่แบบที่ต้องการก็ลุยเลย

อ่านเพิ่ม

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile