หลังทราบข้อมูล GDP ไตรมาส 1 ปี 2567 ที่โตเพียงแค่ 1.5% จากปีก่อน นายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ถึงกับต้องเรียก ”ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ” หรือ ครม. เศรษฐกิจ ทันที ในทุกวันจันทร์ เพื่อหารือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน โดยจะประเดิมนัดแรกในช่วงเย็นวันจันทร์ที่จะถึงนี้ (27 พ.ค. 2567)
นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่รัฐบาลหยิบเอาวิธีการประชุม ครม.วงเล็กเฉพาะเรื่องขึ้นมาใช้ขับเคลื่อนงานของตนเอง ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเคยปฏิเสธเสียงแข็งว่ารูปแบบการประชุมแบบนี้ล้าสมัย ไม่ทันการ และให้แต่ละคนแยกย้ายกันไปทำงานจะดีกว่า
ซึ่งอาจทำให้หลายคนสงสัยว่า แล้วการประชุมนี้แตกต่างอะไรจากการประชุม ครม. ตามปกติทั่วไปที่มีขึ้นทุกเช้าวันอังคารอย่างไร และจะช่วยแก้ปัญหาได้จริงไหม
วันนี้พี่ทุยหาคำตอบมาให้แล้ว
ประชุม ครม. เศรษฐกิจ คืออะไร
ตามปกติคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะประชุมกันทุกเช้าวันอังคาร เพื่อหารือแนวทางการบริหารประเทศครอบคลุมทั้งประเด็นความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ต่างประเทศ และการแต่งตั้งโยกย้ายเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเป็นไปตามระเบียบพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548
ทว่าด้วยการประชุม ครม. มีวาระการหารือที่ค่อนข้างเยอะ และเกี่ยวกับพันกับหลายกระทรวง ทำให้ไม่ค่อยได้โฟกัสกับเรื่องมาตรการทางเศรษฐกิจและปากท้องของพี่น้องประชาชนได้อย่างเต็มที่
รัฐบาลจึงเลือกจัดประชุมเฉพาะรัฐมนตรีกระทรวงด้านเศรษฐกิจ เช่น คลัง เกษตรและสหกรณ์ คมนาคม พลังงาน พาณิชย์ แรงงาน และอุตสาหกรรม เพื่อหารือและติดตามเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ ปากท้อง การค้าการลงทุน และการเงิน โดยเรียกกันติดปากว่า “ครม. เศรษฐกิจ”
กล่าวให้เข้าใจง่ายคือเป็นการจัดประชุมแบบวงเล็กและเชิญเฉพาะหน่วยงานด้านเศรษฐกิจมาพูดคุยหารือเป็นการเฉพาะเรื่องไปนั่นเอง
อย่างไรก็ดี รูปแบบโครงสร้างและลักษณะของ ครม. เศรษฐกิจในแต่ละยุคสมัยย่อมแตกต่างกันออกไปในแต่ละรัฐบาล
โดยจากข้อมูลที่พี่ทุยทราบเบื้องต้นก็คือ ครม.เศรษฐกิจของนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน จะเน้นลักษณะไม่เป็นทางการมากนัก หารือเป็นวงเล็ก เน้นเอาเฉพาะผู้เกี่ยวข้อง หรือ มีบทบาทสำคัญเข้าร่วม เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจและลงไปสู่การปฏิบัติได้อย่างรวดเร็ว
ครม. เศรษฐกิจ มีมาแล้วในหลายรัฐบาลที่ผ่านมา
ในขณะที่ครม. เศรษฐกิจ ของรัฐบาลในชุดก่อน ๆ จะมีลักษณะและรูปแบบที่เป็นทางการมากกว่า ประกอบด้วย
พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวรรณ
ซึ่งเป็นรัฐบาลในช่วงประมาณปี 2531 – 2533 เน้นใช้ทีมที่ปรึกษาที่ใกล้ชิดเป็นมือทำงานและช่วยกลั่นกรองประเด็นทางเศรษฐกิจ อาจไม่ได้เรียกประชุมครม. เศรษฐกิจอย่างเป็นจริงเป็นจังเท่ายุคนี้ แต่ถือเป็นยุคแรก ๆ ที่มีรูปแบบการทำงานของครม.เศรษฐกิจ
พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์
ในช่วงปี 2550 รูปแบบ ครม. เศรษฐกิจถูกนำกลับมาใช้อีกครั้งโดยอาศัยระเบียบราชการแต่งตั้งขึ้นซึ่งมีชื่อว่า “คณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจส่วนรวม” มีนายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ที่น่าสนใจคือไม่ได้มีเฉพาะแค่รัฐมนตรีและหน่วยงานด้านเศรษฐกิจของรัฐเท่านั้น แต่ยังมีตัวแทนภาคเอกชนเข้าร่วมด้วย
อภิสิทธิ์ เวชชาขีวะ
ได้มีการตั้ง “คณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ” ขึ้นในช่วงปี 2552 ซึ่งเป็นรูปแบบทางการ มีขึ้นเพื่อติดตามเร่งรัดโครงการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจ เนื่องจากในห้วงเวลานั้นไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจแฮเบอร์เกอร์จากสหรัฐเล่นงานอย่างหนัก
นอกจากนี้ ยังเพิ่มกลไกการหารือร่วมกับภาคเอกชน ในรูปแบบ “คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ” เพื่อให้คณะกรรมการรัฐมนตรีดังกล่าวได้มาหารือกับภาคเอกชนโดยตรง
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
โดยให้นายกิติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เป็นหัวเรือหลักในการประชุม 2555 – 2556 มีขึ้นเพื่อติดตามวาระงานด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ของประเทศ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
โดยตั้งใช้คำสั่งตั้งเป็น “คณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ” เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคม 2562 โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธาน ด้วยตนเอง พร้อมด้วยรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจเข้าร่วม
ผลลัพธ์ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจที่ผ่านมา
กลไก ครม.เศรษฐกิจมีส่วนช่วยผลักดันนโยบายและโครงการสำคัญ ที่นำไปสู่การพัฒนาประเทศได้พอสมควร อาทิ ในยุคของรัฐบาลอภิสิทธิ์ได้มีการออกมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะเร่งด่วน จนมีส่วนสำคัญในการนำพาประเทศไทยพ้นจากผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจ ณ ขณะนั้น
นอกจากนี้ ยังช่วยลดภาระการทำงานของ ครม. ปกติด้วยอีกทางหนึ่ง เพราะในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ออกระเบียบรองรับให้เรื่องใดที่ผ่านการพิจารณาของ ครม.เศษฐกิจและแจ้งให้ที่ประชุม ครม.ใหญ่รับทราบแล้ว ให้ถือเป็นมติในการทำงานต่อได้เลย
ขณะที่ในยุคนายกยิ่งลักษณ์ได้มีการออกมาตรการสินค้าราคาประหยัดเพื่อช่วยลดค่ารองชีพของประชาชน และช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อย
ข้อดีและข้อเสีย
แน่นอนว่าการประชุม ครม.เศรษฐกิจย่อมจะเป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนงานด้านการค้า การลงทุน และการพัฒนาคุณภาพชีวิตปากท้องของประชาชนได้อย่างเต็มที่ เพราะจะทำให้แต่ละหน่วยงานด้านเศรษฐกิจทำงานสอดประสานกันมากขึ้น
อีกทั้ง ยังช่วยให้การทำงานเป็นไปอย่างรวดเร็ว เพราะตัวผู้มีอำนาจในการตัดสินใจและสั่งการสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้โดยตรง
อย่างไรก็ดี การประชุมรูปแบบดังกล่าวย่อมต้องมีข้อเสียอยู่บ้าง เพราะเอาเข้าจริงแล้ว ครม. เศรษฐกิจไม่ได้มีอำนาจเป็นของตนเองเป็นการเฉพาะเหมือนกับครม.ปกติ ที่มีกฎหมายและระเบียบรองรับ ทำให้สุดท้ายแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับการสร้างกลไกขึ้นมาซ้อนทับกัน
นอกจากนั้น ในบริบทโลกยุคใหม่คำจำกัดความของเศรษฐกิจนั้นกินความหมายกว้างมากเหลือเกิน จนไม่สามารถระบุว่า กระทรวงใดควรอยู่ใน ครม.เศรษฐกิจบ้าง เพราะทุกเรื่องล้วนเกี่ยวกับกับเศรษฐกิจได้หมด
ยกตัวอย่างเช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ถ้าว่ากันตามชื่อก็ดูไม่น่าจะเกี่ยวอะไรกับเศรษฐกิจ แต่ด้วยประเด็นที่โลกกำลังขับเคลื่อนไปสู่การลดคาร์บอน การใช้ภาษีเพื่อกระตุ้นการลงทุนเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการกีดกันทางการค้าด้วยมาตรการทางสิ่งแวดล้อม ทำให้เป็นเรื่องยากที่จะไม่เอากระทรวงดังกล่าวเข้าไปอยู่ใน ครม. เศรษฐกิจด้วย
ดังนั้น หากยังคงใช้นิยามเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม ครม.เศรษฐกิจก็อาจหลุดประเด็นที่เป็นเรื่องสำคัญของโลกในยุคปัจจุบันได้ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างประเด็นเศรษฐกิจกับภาวะโลกร้อน
ข้อดี-ข้อเสียการมีครม. เศรษฐกิจ
ข้อดี
- การทำงานด้านเศรษฐกิจเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
- การประสานงานระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ไวขึ้น
ข้อเสีย
- ไม่ได้มีอำนาจเบ็ดเสร็จแบบ ครม. ปกติ/การทับซ้อนในระบบการทำงาน
- ระบุหน่วยงานที่จะอยู่ในองค์ประกอบได้ยาก
ดังนั้นแล้ว ผู้นำรัฐบาลจึงต้องเลือกใช้เวทีการประชุมครม. เศรษฐกิจ ให้เหมาะสมกับบริบทโลกในปัจจุบันให้มากที่สุด เพื่อนำไปสู่การออกนโยบายหรือมาตรการที่จะนำความกินดีอยู่ดีมาสู่พี่น้องประชาชน และพาประเทศก้าวพ้นจากภาวะความยากลำบากทางเศรษฐกิจเสียที
อ่านเพิ่ม
