คู่ชกทางเศรษฐกิจที่ยังสู้กันยืดเยื้อคือ สหรัฐฯ VS จีน ที่สร้างสงครามการค้าระหว่างกัน โดยพุ่งเป้าหมายไปที่ กลุ่มเทคโนโลยี หรือ Tech War โดยเทคโนโลยีล่าสุดที่คาดว่าจะเป็นเป้าหมายที่สองฝั่งช่วงชิงตำแหน่งผู้นำกันก็คือ Generatvie AI นั่นเอง พี่ทุยก็เลยชวนทุกคนไปดูว่า ศึก AI นี้ สหรัฐฯ หรือ จีน จะเป็นผู้กำชัย
พี่ทุยขอยกตัวอย่างก่อนว่า ที่ผ่านมา 2 ประเทศนี้มีการสู้ศึกเทคโนโลยีกลุ่มไหนมาบ้าง
ถ้าดูจากตัวอย่างนี้แล้ว ก็ต้องบอกว่า สหรัฐฯ เน้นกีดกันจีนในการขึ้นเป็นผู้นำเทคโนโลยีสำคัญ ๆ ของโลก โดยใช้วิธีการห้ามใช้งานในสหรัฐฯ หรือไม่ก็ห้ามบริษัทส่งออกเทคโนโลยีที่จะเอื้อต่อการพัฒนาเทคโนโลยีของจีน ซึ่งศึกรอบล่าสุดที่เกิดขึ้นในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ก็ถือเป็นการกีดกันตั้งแต่ฐานรากที่จะทำให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีเลยก็ว่าได้ เพราะชิปเป็นส่วนประกอบสำคัญในเทคโนโลยีทั้งหลายที่กำลังพัฒนากันอยู่ โดยเฉพาะ Generative AI
Generative AI คืออะไร
สำหรับนิยามสั้น ๆ ของ Generative AI ก็คือ AI หรือภาษาไทยใช้คำว่า “ปัญญาประดิษฐ์” ที่ถูกออกแบบมาให้มีความสามารถในการสร้างใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างข้อความ ภาพ วิดีโอ และเสียง สื่อสารด้วยภาษาธรรมชาติ โดยก่อนที่จะสร้างใหม่ได้ Generative AI จะต้องผ่านการเรียนรู้ข้อมูลจำนวนมาก รวมทั้งใช้อัลกอริทึม หรือวิธีการประมวลผลทางคณิตศาสตร์ เพื่อสร้างโมเดลในการสร้างผลลัพธ์ใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนได้แม่นยำ
จะเห็นได้ว่า Generative AI เป็นเทคโนโลยีที่มีความสามารถเลียนแบบความสามารถของมนุษย์ที่ก้าวหน้าไปอีกขั้น เพราะสามารถคิดสร้างสรรค์อะไรใหม่ ๆ และสื่อสารด้วยภาษาธรรมชาติได้ ถึงขั้นที่การมาของ Generative AI ทำให้คนบางส่วนเป็นห่วงว่า เทคโนโลยีนี้ จะทำให้คนตกงานมากขึ้น และในอนาคตหากไม่ควบคุมการพัฒนาให้ดี อาจจะทำให้มนุษย์สูญพันธุ์ได้เลย
ทั้งนี้ จากข้อมูลของ Precedence Research ระบุว่า ตลาด Generative AI มีมูลค่าประมาณ 10.79 ล้านดอลลาร์ ในปี 2022 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 1.18 แสนล้านดอลลาร์ ในปี 2032 หรือเติบโตเฉลี่ย 27.02% ต่อปี นับตั้งแต่ปี 2023-2032
อ่านเพิ่ม
Generative AI เป็นประโยชน์กับกลุ่มธุรกิจใด
พี่ทุยไปดูเพิ่มเติมมาว่า ถ้าพัฒนา Generative AI ไปแล้วมีใครกันบ้างที่ได้ประโยชน์ ซึ่งจะทำให้เราเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้นว่า ถ้าสหรัฐฯ หรือจีน เป็นผู้นำในเทคโนโลยีนี้แล้ว อุตสาหกรรมปลายน้ำของประเทศกลุ่มไหนบ้างที่จะมีความแข็งแกร่งมากขึ้น
ซึ่งก็พบว่าจากคุณสมบัติหลักของ Generative AI ที่มีความสามารถสร้างคอนเทนท์ใหม่ จากข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ใช้ฝึกฝนระบบประมวลผล จะช่วยแก้ปัญหาที่ซับซ้อนให้กับหลายอุตสาหกรรม โดย 3 กลุ่มแรกที่คาดว่าจะได้ประโยชน์สูงสุดในระยะใกล้ ได้แก่
1. การดำเนินกิจกรรมการตลาดกับผู้บริโภค
เนื่องจาก Generative AI สามารถมอบประสบการณ์ นำเสนอคอนเทนท์ และให้คำแนะนำผลิตภัณฑ์ ที่ตรงกับความต้องการเฉพาะบุคคลได้
2. กลุ่มธุรกิจการเงิน
สามารถให้คำแนะนำการลงทุนส่วนบุคคล วิเคราะห์ข้อมูลตลาด และทดสอบสมมติฐานต่าง ๆ เพื่อนำเสนอกลยุทธ์การลงทุนใหม่ๆ ได้
3. กลุ่มไบโอฟาร์มา หรือยาชีวภาพ
สามารถใช้ข้อมูลโมเลกุลของผู้สมัครหลายล้านรายการสำหรับโรคบางชนิด เพื่อทดสอบการใช้งาน และช่วยเร่งวงจรการวิจัยและพัฒนายาให้เร็วขึ้นอย่างมาก
ขณะที่ Goldman Sachs Research ได้นำเสนอข้อมูลไว้ว่า Generative AI จะสามารถเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของโลกได้อีกเกือบ 7 ล้านล้านดอลลาร์ หรือ 7% เพิ่มความสามารถในการผลิตได้อีก 1.5% ในช่วง 10 ปีต่อจากนี้ เพราะจะเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทลายกำแแพงด้านการสื่อสารระหว่างมนุษย์และเครื่องจักร
อย่างไรก็ตาม การมาของ Generative AI นี้ก็อาจสร้างผลกระทบใหญ่ในตลาดการจ้างงานทั่วโลกได้ เพราะมันจะเปลี่ยนระบบการทำงาน โดยคาดว่าจะทำให้งานเต็มเวลา 300 ล้านตำแหน่งงาน ถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ
เมื่อ Generative AI ดูมีแววจะเปลี่ยนโลก สร้างการเติบโตให้เศรษฐกิจขนาดนี้ ลองมาดูกันดีกว่าว่า สหรัฐฯ และจีน ขับเคลื่อน Generative AI กันไปถึงไหนแล้ว
ChatGPT เปิดตัว พาสหรัฐฯ ชนะยกแรกของ ศึก AI
สำหรับ สหรัฐฯ นั้น ได้คะแนนนำไปก่อนในด้านนี้ เพราะ OpenAI ซึ่งเป็นห้องแล็บวิจัย AI ในสหรัฐฯ ที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้บ่มเพาะสตาร์ทอัพรายใหญ่ รวมถึง Microsoft ด้วย ถือเป็นผู้มาก่อนกาล เปิดตัวเทคโนโลยี Generative AI นี้ออกมาก่อนใครเพื่อน ภายใต้ชื่อ ChatGPT เมื่อช่วงเดือน พ.ย. 2022 และหลังจากนั้น ก็มีบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อื่น ๆ เปิดตัว Generatvie AI อย่างต่อเนื่อง
ถ้าดูจากรายชื่อ ก็จะเห็นว่า บริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งสหรัฐฯ และจีน ยกขบวนเปิดตัว Generative AI ของตัวเองกันต่อเนื่อง แม้จะยังไม่มี Apple อยู่ในรายชื่อบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่เข้ามาในเวที Generative AI แต่จากข้อมูลที่ Apple กำลังตามหาผู้สมัครงานที่มีความเชี่ยวชาญในด้าน Generatvie AI อยู่ ก็แปลว่า สนใจด้านนี้เช่นกัน และคาดว่าในอนาคตก็คงจะได้เห็น Apple ในเวทีนี้ เช่นเดียวกับบริษัทยักษ์ใหญ่รายอื่นที่เข้ามาก่อนหน้า
และถ้าถามชาวโลกว่าใครจะเป็นผู้ชนะใน Generative AI พี่ทุยไปส่องผลสำรวจที่ Gartner จัดทำขึ้น ก็พบว่า เสียงส่วนใหญ่ก็ยังมองว่า ผู้ให้กำเนิด Generative AI อย่าง OpenAI นี่แหละคือ ผู้ชนะ ส่วนอันดับรองลงมา ที่คนเชื่อว่า จะเป็นผู้ชนะในเวทีนี้ ไม่ว่าจะเป็น Google หรือ Microsoft ก็ยังมาจากฝั่งสหรัฐฯ เช่นกัน
จีน ชนะยกสอง ศึก AI เปิดตัวกฎเกณฑ์ควบคุม AI
นอกเหนือจากการการเปิดตัว Generative AI มาสู้กันในตลาดแล้ว อีกอย่างที่น่าสนใจ ก็คือ การเปิดตัวกฎเกณฑ์ควบคุมการพัฒนา Generative AI ซึ่งในประเด็นนี้ จีน นำสหรัฐฯ และทั่วโลกมาก่อนเลย โดยในเดือน เม.ย. 2023 ที่ผ่านมา หน่วยงานกำกับของจีนชิงตัดหน้าโลก ร่างกฎเกณฑ์เพื่อควบคุมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Generative AI ออกมาคร่าว ๆ
ภายใต้กฎเกณฑ์ที่วางไว้ เน้นเรื่องการนำเสนอรูปแบบเนื้อหาที่ได้รับอนุญาต เช่น เป็นเนื้อหาที่สะท้อนค่านิยมหลักของสังคมนิยม และไม่ควรล้มล้างอำนาจรัฐ และที่สำคัญคือ การควบคุมไม่ให้มีการนำเสนอข้อมูลเท็จ และการระมัดระวังนำเสนอเรื่องอ่อนไหวทางการเมือง
พูดง่าย ๆ ก็คือ จีน เตรียมการป้องกันเอาไว้หมดแล้ว ที่จะไม่ให้ Generative AI มาเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ รวมทั้งให้ความสำคัญเรื่องการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล และการนำร่องร่างกฎเกณฑ์ออกมาเป็นประเทศแรก ก็สะท้อนว่า จีนต้องการเป็นผู้นำการสร้างมาตรฐานโลก
มาถึงตรงนี้ ถ้าจะวิเคราะห์ว่า ใครจะเป็นผู้ชนะในด้าน Generative AI ดูจากข้อมูลแล้ว พี่ทุยมองว่า สหรัฐฯ ยังมีความได้เปรียบมากกว่าจีน เนื่องจากกลุ่มที่ตั้งต้นพัฒนา Generative AI ออกมาอยู่ในสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ก็ได้ทำการเตะตัดขา ปิดกั้นจีนไม่ให้เข้าถึงชิปขั้นสูง ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการพัฒนา AI แล้ว
แต่พี่ทุยก็มองว่า จีน ก็เป็นคู่แข่งที่ประมาทไม่ได้ เพราะที่ผ่านมา จีนมีศักยภาพพัฒนาเทคโนโลยีได้รวดเร็วมาก จนถึงขั้นที่สหรัฐฯ เอง ก็ยังกลัว จนไม่อยากให้จีนเข้าถึงเทคโนโลยีสำคัญที่ตัวเองมีเพื่อเอาไปพัฒนาต่อยอดให้เจ๋งกว่า
และจีนเป็นประเทศที่มีความเป็นชาตินิยมสูง ดังนั้นการที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ประกาศออกมาชัดเจนว่า จีนจะเติบโตอย่างมีคุณภาพ ด้วยการมุ่งเน้นพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงของตัวเอง ไม่รอหวังพึ่งน้ำบ่อหน้าอย่างเดียว ก็แปลว่า รัฐบาลพร้อมสนับสนุนเอกชนเต็มที่อยู่แล้วด้านนี้ ฉะนั้น ก็ยังมีความเป็นไปได้ ที่เราอาจจะได้เห็นจีน พัฒนา Generative AI ที่มีอานุภาพสูงได้
อย่างไรก็ตาม พี่ทุยเชื่อว่า ต่อให้สหรัฐฯ หรือจีน ก็ตาม่จะเป็นผู้ชนะใน Generative AI แต่เทคโนโลยีนั้นเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ฉะนั้นนอกจากรอดูผู้ชนะในเวทีนี้แล้ว เรามารอจับตาเวทีถัดไปดีกว่า ว่าใคร จะชิงเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ที่โลกยังไม่เคยเห็นมาก่อนเป็นเจ้าแรก เพราะผู้นำเทคโนโลยีวันนี้ ก็อาจจะผู้ผู้นำเทคโนโลยีใหม่แซงหน้าขึ้นมาแทนที่ได้ มันก็เหมือนวัฎจักรของชีวิตมนุษย์ ที่ “เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป”
