เมืองไทยอาจจะเรียกว่า บุญมีแต่กรรมบัง เพราะแม้จะมีความได้เปรียบทางเศรษฐกิจหลายอย่าง แต่ก็ต้องเผชิญ วิกฤตการเมือง 20 ปี ที่ประชาชนต้องจมอยู่กับความขัดแย้งและปัญหาบ้านเมืองอยู่เป็นระยะๆ
แม้เหล่ากูรูและนักวิเคราะห์หลายสำนักจะพากันวิตกว่าปัญหาดังกล่าวจะทำให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสการพัฒนาไป แต่จนแล้วจนรอดกลับดูเหมือนว่า เศรษฐกิจไทยก็ยังสามารถก้าวเดินไปข้างหน้าได้อยู่ แถมยังสามารถผ่านพ้นวิกฤตมาได้อย่างไม่เจ็บตัวมากนัก
จนหลายประเทศถึงกับขนานนามว่า “เทฟลอนไทยแลนด์” ซึ่งก็เป็นการเปรียบเปรยว่า เศรษฐกิจไทยมีความทนทานต่อวิกฤตการเมืองได้ดี แม้ว่าจะเกิดขึ้นมาหลายครั้งหลายหนเหมือนดั่งกระทะเทฟล่อนที่ทนความร้อนได้ดี
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น และแต่ละครั้งเราเอาตัวรอดมาได้อย่างไร วันนี้พี่ทุยหาคำตอบมาให้แล้ว
รัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 จุดเริ่มต้น วิกฤตการเมือง 20 ปี
วิกฤตการเมืองที่ลากยาวมาจนปัจจุบันมีชนวนมาจากผลพวงการทำรัฐประหารรัฐบาลของ ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ณ ขณะนั้น ในวันที่ 19 ก.ย. 2549
เนื่องจากเหล่าผู้นำกองทัพขณะนั้นมองว่าประเทศกำลังเผชิญความแตกแยกอย่างหนักระหว่างกลุ่มการเมืองสองขั้ว คือ กลุ่มไม่เอารัฐบาลทักษิณ (มองว่าโกงกิน เอื้อประโยชน์พวกพ้อง) กับ มวลชนที่เชียร์รัฐบาลทักษิณ (มองว่าทำให้เศรษฐกิจดี แก้ปัญหาปากท้องได้เก่ง) แถมยังมีมุมมองว่ารัฐบาลทักษิณมีการลุแก่อำนาจมากเกินไป จึงต้องการเข้ามาระงับปัญหานี้
จากเหตุการณ์ดังกล่าวมีผลต่อภาพรวมของเศรษฐกิจอยู่ไม่น้อย เพราะเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2549 ชะลอตัวลงไปที่ 4.2% จากเดิมในไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัวได้ 4.7% 5.0% และ 6.1% ตามลำดับ
ที่มา สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังสามารถเอาตัวรอดมาได้ไม่ยากเย็นนัก เพราะมีปัจจัยภาคส่งออกและการท่องเที่ยวที่ยังเป็นที่พึ่งพาได้อยู่ โดยในปี 2550 GDP กลับมาขยายตัวได้ที่ระดับ 5.4% จากเดิมในปี 2549 ที่ 5.0%
นอกจากนี้ การที่รัฐบาลทหารรีบคืนอำนาจให้แก่รัฐบาลพลเรือน และจัดการเลือกตั้งในอีกไม่นานนัก ก็ทำให้ต่างชาติไม่ได้ใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจไทยรุนแรง ดังนั้นเศรษฐกิจไทยจึงกลับมายืนได้อย่างแข็งแกร่งนามเดิมในปี 2550
วิกฤต ม๊อบเสื้อเหลือง ยึดทำเนียบ ปิดสนามบิน
ต่อมาในช่วงปี 2551 สถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองก็หวนกลับมาอีกครั้ง หลังจากที่รัฐบาลที่ถูกมองว่าเป็นหุ่นเชิดของ ดร.ทักษิณ ทั้งนายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ กลับมามีอำนาจ ทำให้กลุ่มมวลชนต้านทักษิณ หรือ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เรียกว่า “เสื้อเหลือง” ดำเนินการชุมนุมปิดขนานใหญ่ แถมปิดสนามบินและยึดทำเนียบ
ผลพวงจากรความวุ่นวายนานัปประการที่เกิดขึ้นทำให้เศรษฐกิจไทยในช่วงปี 2551 ชะลอตัวลงอย่างหนัก โดยขยายตัวได้เพียงแค่ 1.7% เพราะไทยไม่สามารถรับนักท่องเที่ยวเข้ามาได้ และกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุนอย่างหนัก
อย่างไรก็ดี จะไปโทษว่าเป็นผลจากปัจจัยการเมืองอย่างเดียวก็ไม่ถูกทั้งหมด เพราะในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกพอดี
แม้จะแย่แค่ไหน แต่สุดท้ายระบบเศรษฐกิจและการเงินไทยก็ไม่ถึงกับล่มสลายลงไป เพราะสุดท้ายภาวะความชะงักงันก็จบลงด้วยจากคำตัดสินศาลรัฐธรรมนูญที่ให้รัฐบาลนายสมัครฯ ยุติการปฏิบัติหน้าที่ และการยุบพรรคพลังประชาชน ทำให้นำไปสู่การย้ายขั้วของกลุ่ม สส. บางส่วนของพรรตพลังประชาชนไปร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมชูนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน
วิกฤต ม๊อบเสื้อแดง ชุมนุมกลางเมือง
ในช่วงปี 2552 – 2553 ความวุ่นวายทางการเมืองยังคงหลอกหลอนบ้านเมืองต่อไป แต่คราวนี้เป็นการกลับมาแก้แค้นของมวลชนฝั่งแนวร่วมประชาธิปไตยเพื่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่มีเสื้อแดงเป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้
โดยมวลชนเสื้อแดงได้ทำการปักหลักชุมชนในสถานที่สำคัญหลายแห่ง การบุกไปสถานที่จัดประชุมอาเซียน และการชุมนุมกลางเมือง ณ แยกราชประสงค์หลายเดือน จนสุดท้ายนำไปสู่การปะทะกับเจ้าหน้าที่รัฐและกลายเป็นเหตุสลายการชุมนุมโดยใช้กำลังอาวุธทหารในท้ายที่สุด มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก
ส่งผลให้ในช่วงนี้เศรษฐกิจไทยในปี 2552 ดำดิ่งลงไปถึงขั้นติดลบ -0.7 เลยทีเดียว ซึ่งในปีดังกลาวยังเป็นช่วงเวลาที่วิกฤตการเงินโลกมาถึงจุดพีคอีกด้วย
ที่ไทยประคองตัวรอดมาได้ เพราะยังมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ทั้งอัตราหนี้สาธารณะที่ต่ำ และเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่เยอะ ทำให้ยังสามารถควักต้นทุนที่มีอยู่ออกมาประคองให้รอดไปได้ โดยเห็นได้จากการประกาศมาตรการอัดฉีดเงินลงสู่ภาคเศรษฐกิจจริงหลากหลายโครงการ อาทิ โครงการไทยเข้มแข็งที่ใช้เงินมากถึง 1.56 ล้านล้านบาท
ผลพวงจากความวุ่นวายทางการเมืองครั้งใหญ่ ทำให้นำไปสู่การประกาศยุบสภาของรัฐบาลอภิสิทธิ์เพื่อจัดการเลืองตั้งใหม่ และก็กลายเป็นนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ของพรรคเพื่อไทย ทะยานก้าวขึ้นสู่อำนาจแทน
ม๊อบนกหวีด ปิดเมือง Shutdown Bangkok
การกลับมาของรัฐบาลในเครือข่ายของ ดร.ทักษิณ ทำให้นำไปสู่การรวมตัวของกลุ่มมวชนต่อต้านทักษิณ และเมื่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่มีศักดิ์เป็นน้องสาว ต้องการผลักดันพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมให้แก่ผู้ชุมนุมการเมืองในอดีต รวมถึงทักษิณ ทำให้เกิดการชุมนุมต่อต้านอย่างหนักในช่วงกลางปี 2556 และนำไปสู่การชุมนุมปิดเมือง หรือ Bangkok Shutdown หลายเดือนต่อมา รวมถึงการยึดสถานที่ราชการ
ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยได้รับความบอบช้ำไม่น้อย เพราะไม่สามารถดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐได้อย่างไหลลื่น อีกทั้งยังเพิ่งจากฟื้นตัวจากวิกฤตน้ำท่วมในปี 2554 โดยในปี 2556 GDP ขยายตัวได้ที่ 2.7% และปี 2557 ขยายตัวที่ 1% เท่านั้น
อย่างไรก็ดี ที่ไทยพอประคองตัวมาได้ เพราะภาคเศรษฐกิจในส่วนอื่น ๆ ยังพอขับเคลื่อนไปได้ เช่น ภาคส่งออกที่มีฐานการผลิตตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออก และพื้นที่รอบนอกกรุงเทพฯ ในขณะที่วิกฤตการเมืองส่วนใหญ่จำกัดพื้นที่ในกรุงเทพฯ เป็นหลัก
รัฐประหาร คสช. 2557
จากวิกฤตการเมืองที่ลากยาวและดูจะหาทางออกไม่ได้ ก็ได้นำไปสู่การทำรัฐประหารรัฐบาลยิ่งลักษณ์ของ พลเอกประยุทธ์ จันทรโอชา เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557
จุดนี้ทำให้ภาพลักษณ์ไทยในสายตาโลกดูถดถอยลงอีกครั้ง และนำไปสู้ปฏิกริยาที่ไม่ดีนักจากกลุ่มประเทศที่นิยมหลักการประชาธิปไตย เช่น การยุติการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีของสหภาพยุโรป เป็นต้น
ขณะที่เศรษฐกิจไทยแม้ว่าจะเริ่มฟื้นตัวขึ้น แต่ยังขยายตัวได้ต่ำกว่าศักยภาพที่แท้จริง โดยในปี 2557 ขยายตัวได้เพียง 3.1% และปี 2558 ที่ 3.4 %
ปัจจัยที่ยังพอช่วยประคับประคองให้เศรษฐกิจพอเดินหน้าต่อไปได้ เพราะการขับเคลื่อนโดยภาคเอกชนเป็นหลัก เนื่องจากการเข้ามาของรัฐบาลทหารทำให้เกิดเสถียรภาพขึ้น ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มกลับมาดำเนินได้ตามปกติ โดยเห็นได้จากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วงปี 2558 – 2562 ที่กลับมาขยายตัวได้ที่ 3-4 %
เราเรียนรู้อะไรจากประสบการณ์ที่ผ่านมา วิกฤตการเมือง 20 ปี
จากบทเรียนวิกฤตการเมืองและความวุ่นวายที่ผ่านมาล้วนบ่งชี้ว่าปัจจัยพื้นฐานหลักที่ทำให้ไทยยังสามารถเอาตัวรอดจากวิกฤตมาได้ คือ “ภาคส่งออก” และ”ท่องเที่ยว” ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนรวมกันมากถึง 70% ของ GDP
เพราะกลจักรหลักเหล่านี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ห่างไกลจากพื้นที่การชุมนุมทางการเมืองในกรุงเทพฯ เช่น ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ปทุมธานี สมุทรสาคร และอยุธยา ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเมืองมากนัก
ขณะเดียวกัน เมื่อเทียบกับวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 และวิกฤตโควิด-19 ที่เข้ามากระทบกับเครื่องจักรเศรษฐกิจไทยเต็มๆ กลับแสดงผลร้ายแรงกว่าวิกฤตการเมืองในหลาย ๆ รอบที่ผ่านมาด้วยซ้ำ โดยเห็นได้จาก GDP ของปี 2554 และ 2564 ที่ย่ำแย่อย่างหนัก โดยอยู่ที่ 0.8% และ -6.1% ตามลำดับ
นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังมีแต้มบุญจากพื้นฐานที่แข็งแกร่งในหลายๆ ด้าน อาทิ หนี้สาธารณะที่ต่ำกว่าหลายๆ ประเทศ เงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่มีมาก และอัตราเงินเฟ้อที่ไม่สูงมากนัก ทำให้ยังมีกระสุนสำรองไว้ใช้ในยามวิกฤตได้ดี
อย่างไรก็ดี แม้ว่าไทยจะเอาตัวรอดมาได้ทุกครั้ง แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ช่วยประกันว่าจะเอาตัวรอดไปได้ตลอดรอดฝั่ง เพราะความขัดแย้งที่ผ่านมาก็ทำให้สูญเสียโอกาสการยกระดับไปสู่ขั้นที่สูงขึ้น โดยเฉพาะการหลุดจากกับดักรายได้ปานกลางสู่ประเทศรายได้สูง
ในทางตรงกันข้ามประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคที่เคยอยู่ในระนาบเดียวกับเราเมื่อหลายปีก่อนกับก้าวทะยานไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่องไม่ว่าเป็นมาเลซียที่เพิ่งจะกลายเป็นประเทศรายได้สูงเมื่อปีก่อน ขณะที่อินโดนีเซียกลายเป็นประเทศรายได้ปานกลางขั้นสูง จากเดิมรายได้ปานกลางขั้นต่ำ
พี่ทุยจึงได้แต่หวังว่าความชะงักงันทางการเมืองรอบนี้จะจบได้โดยไว และเดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าได้เสียที เพราะที่ผ่านมาเราสูญเสียเวลากับวังวนความขัดแย้งมามากเกินพอแล้ว
อ่านเพิ่ม
