เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2022 ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้ใช้คำสั่งพิเศษเพื่อ “ล้างหนี้” เงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่พุ่งขึ้นมาแตะระดับ 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นมากว่า 3 เท่า ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา หนี้การศึกษามีสัดส่วนมากเป็นอันดับ 2 ของหนี้ครัวเรือนสหรัฐฯ เป็นรองเพียงหนี้สินเชื่ออสังหาฯ คำสั่งพิเศษนี้จะปลดหนี้การศึกษาให้กับประชาชนที่เป็นลูกหนี้ราว 43 ล้านคน
พี่ทุยขอพาไปเจาะลึกรายละเอียดการยกเลิกหนี้ครั้งนี้อย่างละเอียด พร้อมตอบคำถามว่าเอาเงินจากที่ไหนมายกเลิกหนี้ก้อนนี้?
รายละเอียดแผนการ “ล้างหนี้ กยศ.” ของสหรัฐฯ
แพคเกจยกเลิกหนี้จะจำกัดเฉพาะชาวอเมริกันที่มีรายได้ต่อปีต่ำกว่า 125,000 ดอลลาร์ หรือ 250,000 ดอลลาร์ สำหรับครอบครัว โดยจะได้รับการยกเลิกหนี้ 10,000 ดอลลาร์ และยกเลิกหนี้จำนวน 20,000 ดอลลาร์ ให้ผู้กู้ยืมในโครงการเพลล์ แกรนต์ส (Pell Grants)
95% ของผู้กู้ คิดเป็น 43 ล้านคน ได้รับประโยชน์จากแผนการยกเลิกหนี้ โดยจำนวนนี้กว่า 60% ต่างอยู่ในโครงการเพลล์ แกรนต์ส ประมาณ 45% ของผู้กู้ จะได้รับการปลดหนี้ทั้งหมด ทำเนียบขาวเปิดเผยเพิ่มเติมว่าการจำกัดรายได้ของผู้กู้ที่ได้รับการช่วยเหลือครั้งนี้จะส่งผลให้ความช่วยเหลือส่งไปถึงประชาชนที่มีรายได้น้อยถึงปานกลาง
ความช่วยเหลือก่อนหน้านี้
ผู้กู้หนี้ กยศ. สหรัฐฯ ไม่ต้องชำระหนี้คืนและไม่มีดอกเบี้ยสะสมตั้งแต่เดือน มี.ค. จนถึงเดือน ก.ย. 2020 เมื่ออดีตประธานาธิบดีทรัมป์เซ็น CARES Act บรรเทาผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ก่อนจะใช้คำสั่งพิเศษขยายระยะเวลาถึงเดือน ม.ค. 2021
เมื่อประธานาธิบดีไบเดนเข้ารับตำแหน่งก็ได้ขยายความช่วยเหลือต่อไป โดยในได้มีการประกาศขยายเวลาพักชำระหนี้เป็นครั้งสุดท้ายไปจนถึงเดือน ธ.ค. 2022
การยกเลิกหนี้ กยศ. เป็นหนึ่งในนโยบายเรียกความนิยมก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการใช้นโยบายออกมาทั้งมาตรการด้านภาษี สาธารณสุข การเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ เช่นเดียวกับ IRA Act ที่มุ่งเน้นเงินลงทุนไปยังกลุ่มพลังงานสะอาด และ CHIPS Act ที่กระตุ้นอุตสาหกรรมในสหรัฐฯ
ผลดีของ “ล้างหนี้ กยศ.” ครั้งนี้
ลูกหนี้ที่ผ่านกระบวนการล้มละลายเปรียบเสมือนได้รับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ซึ่งก็มีนักธุรกิจหลายคนใช้วิธีนี้มาแล้ว แต่หนี้การศึกษาไม่ถูกรวมในคดีฟ้องล้มละลายได้ทำให้ผู้กู้ยืมต้องแบกภาระหนี้ต่อไปทั้งที่แบกไม่ไหว
การยกเลิกหนี้ช่วยปลดภาระในส่วนนี้ อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ที่สำเร็จการศึกษาสามารถสะสมทุนทรัพย์เพื่อตั้งกิจการซึ่งช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัว ผ่านภาคการจ้างงาน การใช้จ่าย และการผลิต ส่วนผู้ที่ไม่ได้ตั้งกิจการก็มีเงินเหลือไว้สำหรับแผนเกษียณ ซื้อที่อยู่อาศัย มีครอบครัวที่มีคุณภาพดีขึ้น
ต้นทุนที่ต้องจ่ายของการยกเลิกหนี้
แทบจะเป็นคำถามแรกที่เข้ามาหลังอ่านข่าวเลย คือ เอาเงินจากที่ไหนมาอุดหนุนการยกเลิกหนี้ครั้งนี้?
เมื่อไม่นานมานี้รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศใช้ Inflation Reduction Act (IRA) คาดว่าจะช่วยลดการขาดดุลงบประมาณราว 275,000 ล้านดอลลาร์ แต่การขยายการพักชำระหนี้ถึงปลายปีนี้มีต้นทุน 20,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งก็คือการขาดดุลงบประมาณนั่นเอง และเท่ากับปริมาณเงิน 6 ปีแรกของการลดการขาดดุลจาก IRA ส่วนการยกเลิกหนี้จะส่งผลขาดดุลราว 230,000 ล้านดอลลาร์ เมื่อรวมกับการพักชำระหนี้แล้วเทียบเท่าปริมาณการลดการขาดดุลจาก IRA ถึง 10 ปี
นักวิเคราะห์ต่างกังวลว่าภาระที่น้อยลงจะส่งให้การจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้นและไปหนุนให้เงินเฟ้อยังคงเป็นปัญหาต่อไปอีก
ยกเลิกหนี้ = เร่งเงินเฟ้ออีกรอบ?
หากไม่มีการออก IRA คงตอบได้ไม่ยากว่าเงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่เมื่อมี IRA ก็ต้องพิจารณากันสักหน่อย การศึกษาจากหน่วยงานของสหรัฐฯ (The Congressional Budget Office, Penn Wharton Budget Model และ Moody’s Analytics) พบอย่างชัดเจนว่า IRA ยังไม่มีผลต่อเศรษฐกิจมหภาคในระยะสั้น ด้านการยกเลิกหนี้การศึกษาจะหนุนให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นในระยะสั้นและมากกว่าที่ลดลงจาก IRA
มีคาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าการพักชำระหนี้จะส่งให้อัตราเงินเฟ้อ (PCE) เพิ่มขึ้นอีก 0.2% ซึ่งเมื่อใช้โมเดลเดียวกันนี้คำนวณผลกระทบจากการล้างหนี้ กยศ. พบว่าจะเพิ่มอัตราเงินเฟ้ออีก 0.15% และสร้างแรงกดดันด้านเงินเฟ้อต่อไปในอนาคต
ดังนั้นสรุปได้ว่าการใช้การพักชำระหนี้ ยกเลิกหนี้ หรือดำเนินทั้ง 2 มาตรการ ก็ต่างลดประโยชน์ในการลดอัตราเงินเฟ้ออันเกิดจาก IRA และแสดงให้เห็นถึงความท้าทายทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะการจัดการกับเงินเฟ้อและหนี้ของประเทศ
การยกเลิกหนี้ ยุติธรรมแล้วหรือ?
ในอีกมุมหนึ่งของการยกเลิกหนี้การศึกษาก็อาจสร้างความไม่เป็นธรรมต่อผู้ที่จ่ายคืนหนี้ไปแล้วและผู้ที่ศึกษาโดยไม่กู้ยืม ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งภาระไปถึงประชาชนที่เสียภาษีด้วย เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องหาเงินทดแทนส่วนขาดหายไปด้วยการขึ้นภาษี นอกจากนี้ยังมีวิธีอื่น เช่น ลดการใช้จ่ายและลงทุนภาครัฐ, เพิ่มการขาดดุลงบประมาณ
ด้าน สว. พรรครีพับลิกันและเดโมแครตสายกลางที่ไม่เห็นด้วยกับมาตรการนี้โดยมองว่ามีประชาชนชาวอเมริกันเพียง 42% ที่จบการศึกษาชั้นปริญญาตรี และราว 40% ของชาวอเมริกันที่มีอายุระหว่าง 18-24 ปี ลงทะเบียนเรียนปริญญาตรีเมื่อใดก็ได้ ดังนั้นคงไม่ยุติธรรมมากนักที่ผู้เสียภาษีต้องมาแบกภาระเพิ่มเติมเพื่อประโยชน์ของประชาชนในสัดส่วนที่ไม่มากนัก
กรณี ล้างหนี้ กยศ. ไทย เป็นไปได้มั้ย? เกิดผลดีหรือเสีย?
#ล้างหนี้ กยศ. เป็นกระแสในทวิตเตอร์ประเทศไทยเรียกร้องให้มีการล้างหนี้ กยศ. เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ผู้ที่เห็นด้วยให้เหตุผลว่าข้อจำกัดด้านทุนทรัพย์ทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยตัดสินใจไม่ศึกษาต่อ การช่วยผลักดันให้เกิดการเรียนฟรีถ้วนหน้าเป็นหน้าที่ที่รัฐ
ในทางกลับกันก็มีฝั่งที่ไม่เห็นด้วยเช่นกัน โดยอ้างอิงถึงหลักการเป็นหนี้ต้องใช้หนี้และทำให้ผู้กู้ขาดวินัยทางการเงิน ซึ่งจะสร้างปัญหาต่อไปโดยเฉพาะในด้านวินัยทางการเงิน
ด้านผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาชี้ว่ากองทุนเป็นหน่วยงานรัฐ ดำเนินการในลักษณะทุนหมุนเวียนที่ไม่ได้แสวงหากำไร ไม่ได้ใช้งบประมาณแผ่นดินในการให้กู้ยืม หากมีการล้างหนี้ก็จะส่งผลกระทบต่องบประมาณแผ่นดิน แล้วยังส่งผลต่อบรรทัดฐานความรับผิดชอบและวินัยทางการเงิน ที่ผ่านมากองทุนมีการผ่อนปรนและช่วยเหลือลดภาระของผู้กู้ยืม โดยลดอัตราดอกเบี้ยปรับและอัตราดอกเบี้ยกู้ยืม สำหรับผู้ที่เข้าข่ายเกณฑ์ช่วยเหลือ
ดูเหมือนว่าการชำระหนี้นอกจากจะเป็นการรักษาวินัยและความรับผิดชอบแล้ว ด้วยลักษณะการดำเนินงานของกองทุนยังเป็นการส่งมอบโอกาสทางการศึกษาแก่คนรุ่นต่อไปอีกด้วย
หากประเทศมีเสถียรภาพทางการเงินมากพอก็สามารถล้างหนี้เงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) อย่างไรก็ตามการขาดวินัยทางการเงินและความรับผิดชอบเป็นอีกต้นทุนที่ต้องตามมา ในทางกลับกันด้วยรูปแบบการดำเนินการของกองทุน กยศ. ของไทย ผู้กู้ยืมควรจ่ายคืนหนี้เพื่อส่งต่อโอกาสให้คนรุ่นต่อไป
มากกว่านั้นค่าใช้จ่ายที่แท้จริงของการศึกษาอาจเป็นค่าครองชีพ ดังนั้นภาครัฐควรมุ่งเน้นกับการควบคุมต้นทุนค่าครองชีพ
อ่านเพิ่ม