หากใครได้ติดตามสถานการณ์ “เศรษฐกิจศรีลังกา” อยู่บ้างก็คงพอจะทราบดีถึงความร้ายแรงของวิกฤตที่ศรีลังกากำลังเผชิญอยู่ เพราะนอกจากจะเผชิญกับสินค้าอุปโภคบริโภคขาดแคลนแล้ว ยังลามไปถึงการไม่มีไฟฟ้า แก็ส และน้ำมันให้ใช้อีกด้วย
แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำและการงัดสารพัดสูตรมาแก้ไขวิกฤต แต่ในที่สุดแล้วก็ไปไม่รอดเมื่อ รานิล วิกรามาสิงหะ นายกรัฐมนตรี ออกมาก้มหน้ารับสภาพแบบตรง ๆ ว่าเศรษฐกิจของประเทศตนเองได้เข้าสู่ภาวะล่มสลายแล้ว หากเปรียบเป็นคนก็ไม่ต่างอะไรกับการประกาศให้รับรู้กันโดยทั่วไปว่า “ข้าพเจ้าล้มละลายแล้ว”
วันนี้พี่ทุยจะขอพาไปดูว่าอะไรคือที่มาของการล่มสลายทางเศรษฐกิจดังกล่าว ทำไมถึงยอมประกาศเช่นนี้ และมีประเทศไหนบ้างที่ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงแบบศรีลังกาบ้าง
ชนวนเหตุที่ “เศรษฐกิจศรีลังกา” ล่มสลาย
เป็นที่รู้กันว่าที่มาของวิกฤตรอบนี้ของศรีลังกาเกิดจากการบริหารนโยบายทางเศรษฐกิจที่ผิดพลาดของผู้นำประเทศที่หมักหมมกันเอาไว้หลายยุคหลายสมัยต่อเนื่องกัน โดยเฉพาะการกู้หนี้ยืมเสินเงินมาใช้อย่างอู้ฟู่
หากจะว่าไปการก่อหนี้เพียงลำพังก็คงยังไม่เพียงพอที่นำพาประเทศไปสู่วิกฤตได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากว่าประเทศนั้นยังสามารถหารายได้มาเข้ามาได้อยู่ แต่เมื่อถึงคราวซวยมาเยือน เมื่อวิกฤตโควิด-19 ได้ส่งผลให้รายได้หลักจากการท่องเที่ยวของศรีลังกาอันตรธานหายไป ผนวกกับการประกาศลดภาษีของรัฐบาลชุดก่อน ก็ยิ่งทำให้รัฐบาลขาดรายได้มาหล่อเลี้ยงประเทศ
เมื่อไม่มีรายรับเข้ามา แต่รายจ่ายกลับเพิ่มขึ้นทั้งหนี้เก่าที่ครบชำระและภาระที่ต้องดูแลประชาชนที่ตกงานจำนวนมากในช่วงโควิด-19 ส่งผลให้รัฐบาลเหลือสกุลเงินต่างชาติเพื่อไว้ใช้หนี้และนำเข้าสินค้าจากต่างชาติแบบจำกัดจำเขี่ย
ด้วยเหตุนี้ ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของรัฐบาลในสายตานักลงทุนตกต่ำลงทันที โดยสะท้อนได้จากค่าเงินรูปีร่วงลงไปกว่า 80% ปัจจุบันอยู่ที่ 360 รูปีต่อ 1 ดอลลาร์
ยิ่งเมื่อค่าเงินร่วงหนัก ปัญหายิ่งบานปลาย เพราะการนำเข้าสินค้าที่จำเป็นจากต่างประเทศย่อมแพงขึ้นทันที ดังนั้นค่าครองชีพในประเทศจึงแพงขึ้นตามไปด้วย เช่น ค่าอาหารที่เพิ่มขึ้นเกือบ 60%
เหตุผลที่ยอมประกาศล้มละลาย
ดังนั้นการร้องขอความช่วยเหลือจากต่างชาติจึงดูจะเป็นทางเลือกไม่กี่ทางที่หลงเหลืออยู่
ถึงกระนั้น ก็ใช่ว่าทุกอย่างจะได้มาง่าย ๆ เพราะการกู้เงินจากต่างชาติ โดยเฉพาะจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF เต็มไปด้วยเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ที่เข้มงวดไม่น้อย
ด้วยเหตุที่รัฐบาลเหลือเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเพียง 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ( 877 ล้านบาท) แต่กลับมีภาระหนี้สินที่ต้องชำระคืนกว่า 25,000 ล้านดอลลาร์ (870,000 ล้านบาท) หรืออีกพันเท่า ประกอบกับปัญหาความขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภครายวันของประชาชนที่ประดังเข้ามา ทำให้การประกาศยอมรับสภาพว่าไปต่อไม่ไหวแล้วและขอผ่อนผันการชำระหนี้ออกไป จึงดูเป็นทางเลือกดีที่สุดในเวลานี้
กล่าวให้เข้าใจง่าย ๆ คือ ยอมเสียหน้าในในตอนนี้ดีกว่าเพื่อซื้อเวลาให้คนในประเทศได้พักหายใจบ้าง และในอีกแง่หนึ่งก็เป็นการบีบเจ้าหนี้รายอื่น ๆ รวมถึง IMF และประเทศอื่น ๆ ให้เห็นใจศรีลังกาด้วย ไม่ใช่ว่าตั้งท่ามาบีบคั้นอยู่ท่าเดียว
มีประเทศไหนบ้างที่เสี่ยงเจริญรอยตาม
ไม่เพียงแต่ศรีลังกาเท่านั้นที่เข้าตาจนแล้ว แต่เอาเข้าจริงยังมีอีกกว่า 70 ประเทศที่กำลังตกอยู่ในที่นั่งลำบาก
เนื่องจากกำลังเผชิญกับ 3 วิกฤตซ้อนทับกันประกอบด้วย (1) ราคาอาหารแพงขึ้น (2) น้ำมันแพง โดยเกิดจากปัจจัยสงครามรัสเซีย-ยูเครนเป็นตัวเร่ง และ (3) หนี้สาธารณะจำนวนที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ทำให้เกิดข้อจำกัดทางการคลัง
หากแยกเฉพาะกลุ่มที่อาหารหนักจริง ๆ เห็นจะเป็น อียิปต์ ตูนิเซีย ปากีสถาน บูกินาฟาโซ มาลี ชาด เอลซัลวาดอร์ และอาเจนตินา เพราะเป็นกลุ่มที่พึ่งพาการนำเข้าอาหารสูงจากยูเครนและรัสเซียสูงมาก แถมบางส่วนยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศเป็นหลักอีกด้วย
ซึ่งในจำนวนดังกล่าวมีถึง 4 ประเทศที่ยื่นขอเงินกู้ด่วนจาก IMF ด้วยแล้ว โดยมีอาเจนตินาได้รับไปก่อนเพื่อน ขณะที่ อียิปต์ ตูนิเซีย และปากีสถาน กำลังอยู่ในขั้นเจรจา
รัฐบาลอียิปต์ถึงขั้นเตรียมขายทอดตลาด 10 รัฐวิสาหกิจที่ใหญ่ที่สุดในประเทศและบริษัทที่ดำเนินการโดยกองทัพเพื่อแบ่งเบาภาระทางการคลังของประเทศแล้วในปลายปีนี้
จึงต้องจับตามองอย่างยิ่งว่าอาการโคม่าที่เริ่มแสดงออกมาจะลุกลามไปสู่การล้มละลายทางเศรษฐกิจเหมือนกับศรีลังกาหรือไม่ ซึ่งพี่ทุยก็หวังว่าคงจะไม่มีประเทศไหนตกที่นั่งแบบเดียวกับศรีลังกา เพราะเมื่อเกิดปัญหาแล้ว คนที่เดือดร้อนที่สุดก็คงเห็นจะเป็นจะเป็นประชาชนอย่างเรา ๆ นั่นเอง
อ่านเพิ่ม
- [สรุปโพสต์เดียวจบ] วิกฤตหนี้ศรีลังกา มาถึงจุดผิดนัดชำระหนี้ได้ยังไง ?
- รู้จัก “ตระกูลราชปักษา” จากผู้สร้างสันติภาพ สู่ “รัฐบาลผู้สร้างหนี้” ของศรีลังกา