การเลือกตั้งครั้งนี้เรียกได้ว่าคัญสำหรับชาวกรุงเทพฯ เป็นอย่างมาก เพราะเป็นการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานาคร (กทม.) ครั้งแรกในรอบ 9 ปี ซึ่งชาวกรุงจะได้เข้าคูหา “เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.” กันในวันที่ 22 พ.ค. 2565 ที่จะถึงนี้
แต่ก่อนที่ชาวกรุงอย่างพี่ทุยจะจรดปากกากาเบอร์ใด พี่ทุยต้องรู้จักผู้สมัครให้ดีเสียก่อน
“เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.” ผู้สมัครมีใครและนโยบายยังไงบ้าง ?
การเลือกตั้งครั้งนี้นับว่าเป็นที่เฝ้ารอคอยของชาวกรุงเทพฯ อย่างมาก เพราะร้างการเลือกตั้งมานาน การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ครั้งนั้นหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร เป็นผู้ชนะการเลือกตั้งได้ดำรงตำแหน่งต่อเป็นวาระที่ 2 ก่อนที่ปี 2559 จะถูกปลด โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ที่ใช้อำนาจตามมาตรา 44 และได้แต่งตั้ง พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง ขึ้นเป็นผู้ว่าฯ กทม. แทน
ศึกชิงผู้ว่าฯ ครั้งนี้นับว่าขับเคี่ยวดุเดือด มีผู้ท้าชิงที่โดดเด่นมากมาย มีผู้สมัครทั้งสิ้น 31 คน ซึ่งมีทั้งตัวแทนจากพรรคการเมืองและผู้สมัครอิสระ พี่ทุยได้รวบรวมนโยบายของผู้สมัครบางส่วนมาให้แล้ว
“วิโรจน์” สตาร์คนรุ่นใหม่
เพราะการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้ จะเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปี ทำให้มี “First time voter” ประมาณ 16% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด และคนที่มีโอกาสในการแย่งชิงฐานเสียงนี้มากที่สุด คงหนีไม่พ้นตัวแทนจากพรรคขวัญใจคนรุ่นใหม่อย่าง “วิโรจน์”
พี่ทุยไม่รู้ว่าเพราะความบังเอิญหรืออะไร แต่วันเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ คือวันที่ 22 พ.ค.2565 ซึ่งจะเป็นวันครบรอบ 8 ปีการรัฐประหารครั้งล่าสุดพอดิบพอดี
“22 พ.ค. 2565 จะเป็นวันที่ดีมากที่คนกรุงเทพฯ จะเป็นโดมิโนตัวแรกที่ประกาศฉันทามติใหม่ว่า ความฝันของพวกเราจะไม่ยอมให้ผู้ใดขโมยไปได้อีกแล้ว” วิโรจน์กล่าวในรายการตอบโจทย์ของสถานีโทรทัศน์ ThaiPBS
วิโรจน์เป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคก้าวไกล และได้เปิดนโยบายมาแล้ว โดยมีนโยบายหลักอยู่ 12 ข้อ ซึ่งมีจุดขายหลักอยู่ที่การสร้าง “เมืองที่คนเท่ากัน” ไม่ใช่สนใจแค่ผู้มีอภิสิทธิ์เพียงอย่างเดียว
1. สวัสดิการคนเมือง เพื่อโอบอุ้มเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการ โดยเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุเป็น 1,000 บาท/คน/เดือน เพิ่มสวัสดิการเลี้ยงดูเด็กเล็กเป็น (อายุ 1-6 ปี) 1,200 บาท/คน/เดือน เพิ่มเบี้ยคนพิการเป็น 1,200 บาท/คน/เดือน
2. วัคซีนฟรีจากภาษีประชาชน เน้นการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออก และปอดอักเสบฟรี
3. งบที่คน กทม. เลือกเองได้ โดยดึงเงินจากส่วนกลาง แบ่งให้ชุมชนละ 500,000 – 1,000,000 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดของชุมชน เขตละ 50 ล้านบาท และเงินส่วนกลาง 200 ล้านบาท ให้ฝันร่วมกัน
4. บ้านคนเมือง สร้างที่อาศัยราคาถูกในตัวเมือง 10,000 ยูนิตใน 4 ปี มีสัญญาเช่า 30 ปี เพราะถ้าไทยมีบ้านพักให้นายพลอยู่จนหลังเกษียณได้ ก็ต้องมีบ้านให้ประชาชนทั่วไปอยู่ได้เช่นกัน
5. ลดค่าครองชีพด้วยค่าเดินทางที่ทุกคนจ่ายไหว สร้าง ‘ตั๋วคนเมือง’ ซื้อตั๋ว 70 บาท ใช้ได้ 100 บาท สนับสนุนให้คนหันมาใช้รถเมล์ใน กทม. เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจตามเส้นทางเดินรถด้วย นอกจากนี้ ยังค้านต่อสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว ผลักดัน ‘ตั๋วร่วม’ 15-45 บาทตลอดสาย
6. ขึ้นค่าเก็บขยะห้างใหญ่ ที่ปัจจุบันจ่ายอยู่หลักหมื่นบาท เอาไปปรับปรุงการเก็บขยะครัวเรือน นอกจากนี้ จะไปแก้ปัญหาโรงกำจัดขยะที่อ่อนนุช ซึ่งสร้างผลกระทบกับชุมชนโดยรอบ
7. อัพเกรดศูนย์เด็กเล็ก กทม. ให้มีคุณภาพดีเท่าเอกชน โดยตั้งงบปีละ 5 ล้านบาท ตลอดทั้ง 4 ปี เพิ่มงบอาหารกลางวัน สื่อ ของเล่น ปรับปรุงอาคาร รวมถึงต้องบรรจุครูพี่เลี้ยง รวม ๆ ใช้งบกราว 1,500 ล้านบาท แพงกว่าคลองช่องนนทรีนิดเดียว
8. สร้างการศึกษาที่ทุกคนวิ่งตามความฝันของตัวเองได้ สร้างโรงเรียนปลอดการกลั่นแกล้ง (bully free school) ลงทุนสื่อการสอนออนไลน์คุณภาพ และแจกคูปองตาสว่างให้เด็ก ๆ ไปเปิดโลกทัศน์ ส่งเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียน
9. ลอกท่อทั่วเมือง ลอกคลองทั่วกรุง ด้วยงบปีละ 2,000 ล้านบาท
10. เปลี่ยนที่รกร้าง เป็นสวนสาธารณะ โดยใช้กลไกภาษีที่ดินเปลี่ยนที่ปลูกกล้วยเป็นสวนสาธารณะ
11. ทางเท้าดีเท่ากันทั่ว กทม. โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจรับงาน
12. เจอส่วยแจ้งผู้ว่าฯ เปิดช่องทางร้องเรียน เปิดข้อมูลจัดซื้อจัดจ้าง ให้หน่วยงานภายนอกมาร่วมประเมิน และพา กทม. เข้าร่วมภาคีความร่วมมือรัฐบาลเปิด (open government partnership)
“สกลธี” ใช้ประสบการณ์หวังคว้าชัย
ถ้าประเทศต้นแบบประชาธิปไตยอย่างสหรัฐฯ มีการที่คนดังออกมาให้ “การรับรอง” (Endorsement) กับผู้สมัครคนใดแล้ว ในไทยตอนนี้ก็มีสิ่งที่คล้าย ๆ กัน และ “นายสกลธี ภัททิยกุล” ก็ได้เสียงเชียร์จากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่เอ่ยปาก “เชียร์” ผู้สมัครคนนี้อย่างชัดเจน
“สกลธี” โลดเล่นอยู่ในแวดวงการเมืองโดยเริ่มต้นจากการรับราชการในกรมสอบสวนคดีพิเศษ ไปเป็นเลขาของปลัดกระทรวงยุติธรรม ลาออกไปลงเลือกตั้งกับพรรคประชาธิปปัตย์ และมารับตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดตามคำสั่งที่มีพลตำรวจเอกอัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม.คนปัจจุบัน เป็นผู้ลงนาม
นอกจากนี้ สกลธียังไปเข้าร่วมงานเปิดตัวพรรคพลังประชารัฐ ได้รับตำแหน่งบริหารในปี 2562 ก่อนจะลาออกในเวลาต่อมา
การมีประสบการณ์ทำงานในกทม. ทำให้จุดนี้กลายเป็นจุดขายของสกลธี ด้วยรู้ดีว่าภายในองค์กรของกทม.นั้นทำงานอย่างไร โดยมีนโยบายหลัก 6 ด้านเพื่อทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ทีดีกว่า (กทม.more) และเป็นเมืองแห่งความสุข (Happy & Healthy City)
6 ด้านดังกล่าว ได้แก่
1. ด้านสาธารณสุข เน้นตั้งแต่ศูนย์เด็กเล็กจนถึงเมื่อสูงอายุ เพราะในปัจจุบันสกลธีมองว่าเมื่อสูงอายุแล้วยังไม่มีอะไรรับรอง และอาจเข้าไม่ถึงสาธารณสุข จึงต้องมี ระบบเทเลเมดิซีน (Telemedicine) หรือการบริการการแพทย์ทางไกล รวมถึงดูแลกลุ่มเสี่ยงแบบเชิงรุก
2. ด้านการศึกษา เนื่องจากปัจจุบัน โรงเรียนในกรุงเทพฯ มีการแย่งกันเข้าโรงเรียนคุณภาพสูงกันมาก จึงต้องการยกระดับโรงเรียนใกล้บ้านให้มีคุณภาพ เพิ่มหลักสูตรภาษาอังกฤษและภาษาจีนในโรงเรียน จัดตั้งโรงเรียนผสมและเฉพาะทาง เป็นต้น
3. ด้านการขนส่งการจราจร ท้ังล้อ ราง เรือ ต้องเชื่อมต่อกัน โดยจะใช้รถพลังงานไฟฟ้า (EV) ในการเชื่อมต่อขนส่งสายหลัก และรวมถึงระบบตั๋วร่วมด้วย
4. ด้านดิจิทัล ทรานฟอร์มเมนชั่น ด้วยควอนตัม อินฟราสตรัคเจอร์ (Quantum infrastructure) การเตรียมเมืองให้พร้อมสู่ความปลอดภัยสูงสุดทาง cyber security, การปรับการเดินทางของรถเก็บขยะ เพื่อประหยัดเวลาและพลังงาน Free Wifi ทุกชุมชนและที่สาธารณะ และทำให้การขอยื่นพิจารณาของประชาชนจบในที่เดียวภายในเวลาไม่เกิน 30 วัน ด้วยระบบ AI
5. ด้านสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และผังเมือง โดยจะลด แยกขยะ จัดแนวทางการเก็บขยะ จัดระเบียบ Zoning อุตสาหกรรม พานิชย์ ที่อยู่อาศัย จัดทำสวนทุกเขตพร้อมนักรุกขกรมืออาชีพเพื่อดูแลต้นไม้ใหญ่ทั่วเมือง มี Green roof พร้อมแรงจูงใจทางภาษี
6. ด้านเศรษฐกิจและสังคม สร้างมูลค่าเพิ่มจากสินทรัพย์ที่ไม่พัฒนา ด้วยการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน เปลี่ยนขยะให้เป็นทอง จัดระบบงบดุลใหม่ ตั้งกองทุน Social Impact Fund โดยชักชวนนักลงทุนต่างชาติมาลงทุนเพื่อผลตอบแทนทางสังคม และใช้ระบบ Blockchain และจัดกิจกรรมท่องเที่ยว ถนนคนเดิน 50 เขต ทุกเขตตามอัตลักษณ์ชุมชน
“พี่เอ้” ความหวังประชาธิปปัตย์
ถ้าพูดถึงคนที่มีกระแสฮือฮาหนักก่อนหน้านี้ คือการเปิดตัวผู้สมัครของพรรคประชาธิปปัตย์ ที่ครองเก้าอี้บริหารเมืองหลวงไทยได้อย่างยาวนานมากที่สุด ด้วยการมีผู้สมัครได้รับการเลือกตั้งถึง 3 คน และ 2 คนจากจำนวนดังกล่าวชนะการเลือกตั้งถึงคนละ 2 สมัย
สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ จบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัย Massachusetts Institute of Technology หรือ MIT จากสหรัฐฯ เป็นคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และเป็นประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ก่อนที่จะลงเล่นการเมืองด้วยการชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ เมืองหลวง
แต่เรียกได้ว่าโดนรับน้องหนักมากตั้งแต่เปิดตัวเลยทีเดียว เพราะโดนทั้งดราม่าไม่ใช่ลูกศิษย์ของลูกหลานไอสไตน์ และเรื่องการตรวจสอบทรัพย์สิน
ส่วนนโยบายของ “ดร.เอ้” มีดังต่อไปนี้
1. “เงินเต็มบ้าน งานเต็มมือ” ด้วยการจัดเทศกาลระดับโลก 12 เทศกาลในแต่ละเดือน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ สร้างรายได้ผ่านการท่องเที่ยว
2. “หมอมี สาธารณสุขดี ใกล้บ้าน” ยกระดับศูนย์สาธารณสุขใกล้บ้านด้วยการเพิ่มอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย มีหมอเฉพาะทาง 3 วันต่อสัปดาห์ และมีระบบแจ้งเหตุฉุกเฉินที่ทันสมัย
3. “โรงเรียนดี ใกล้บ้าน” นำร่อง 50 เขต 50 โรงเรียนต้นแบบที่ผู้เรียนออกแบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง ตัดวิชาที่ไม่จำเป็น เสริมทักษะและประสบการณ์ชีวิต เสิรมการเรียน 3 ภาษา สนับสนุนดนตรี กีฬา และวิชาอนาคต เช่น Coding AI หุ่นยนต์
4. “แก้ปัญหาจราจรเบ็ดเสร็จ” แก้รถติดด้วยการนำระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาจัดสรรการจราจร ขยายและปรับปรุงทางเท้า ใช้เทคโนโลยีตรวจจับผู้กระทำผิด เช่น กล้องตรวจจับความเร็ว และสร้างทางจักรยานลอยฟ้า
5. “แก้น้ำท่วม น้ำเน่า น้ำหนุน ซ้ำซาก” ด้วยแก้มลิงใต้ดิน เพิ่มพื้นที่ด้านใต้ดินบริเวณสวนสาธารณะ เปลี่ยนไปใช้ปั๊มไฟฟ้าและประตูระบายน้ำอัตโนมัติ เริ่มโครงการป้องกันน้ำทะเลหนุนแม่น้ำเจ้าพระยา
6. “เปลี่ยนเมืองให้ปลอดภัยน่าอยู่ ด้วยการจัดการอาคารที่ก่อสร้างไร้ความรับผิดชอบ ติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดมลพิษทางอาการและทางน้ำ ประกาศสงครามกับฝุ่น PM 2.5 และปฏิวัติระบบจัดเก็บขยะ ด้วยการจัดระบบใหม่ รวมถึงสร้างสวนสาธารณะขนาดเล็ก (Pocket Park) ด้วยการนำที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ของประชาชนมาทำเป็นสวนสาธารณะ โดยให้แรงจูงใจเป็นการลดภาษีที่ดิน
“ผมมั่นใจว่านโยบายเหล่านี้จะสามารถแก้ปัญหาและพัฒนากรุงเทพฯ ให้กรุงเทพเป็นเมืองสวัสดการต้นแบบของอาเซียนได้แน่นอน” สุชัชวีร์ กล่าว
“อัศวิน” จากผู้ว่าฯ สู่ผู้สมัคร ขอลง “เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.” เพื่อสานต่องานที่ทำไว้
ในปี 2559 หลังการรัฐประหาร 2 ปี ทางคณะรักษาความสงบแห่งชาต (คสช.) ได้แต่งตั้งให้พลตำรวจเอกอัศวิน ขวัญเมือง รับตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. และอยู่ในตำแหน่งดังกล่าวนานถึง 5 ปี 5 เดือน 5 วัน ก่อนจะลาออกมาลงเป็นผู้สมัครเลือกตั้งชิงเก้าอี้ของเมืองหลวง
ถ้าทางสุเทพเชียร์สกลธีแล้ว ทางนายกรัฐมนตรีประยุทธ จันทรโอชา ก็ถูกมองว่าให้ท้ายพล.ต.อ. อัศวินที่ตัวเองเป็นคนแต่งตั้งมาเช่นกัน หลังจากนายกรัฐมนตรีไปลงพื้นที่คลองโอ่งอ่างอันเลืองชื่อว่าเป็นต้นแบบการพัฒนาคลองของกทม.
สำหรับนโยบาย “อัศวิน” คือการขอทำงาน “ต่อ” ใน 8 ด้าน ได้แก่
ต่อที่ 1. แก้ปัญหาน้ำท่วม 9 จุดที่เหลือ
ต่อที่ 2. สร้างความสะดวกในการเดินทาง ทำระบบเชื่อมต่อการเดินทางรถยนต์ รถไฟฟ้า และเรือ โดยกรุงเทพฯ ได้สร้างเรือที่วิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าแห่งแรกในประเทศไทยแล้ว
3. ส่งเสริมสุขภาพที่ดี ด้วยการนัดพบแพทย์ภายใน 60 นาที การส่งจัดยาให้ถึงบ้าน และปรึกษาแพทย์ทางโทรศัพท์
4. สร้างสิ่งแวดล้อม คือ การปลูกต้นไม้ เพิ่มพื้นที่สีเขียว เช่น โครงการปลูกป่าในใจคนตามศาสตร์พระราชา เพื่อลดการกัดเซาะพื้นที่ชายฝั่งทะเลในเขตเมืองหลวง ทำให้ได้พื้นที่กลับคืนมาแล้ว 240 ไร่
5. ทำกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ โดยเด็กต้องมีความพร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจ
6. เติมเต็มความปลอดภัยให้กับคนเมือง ด้วยการเพิ่มจำนวนกล้องวงจรปิดตามชุมชนต่าง ๆ ไฟฟ้าส่องสว่าง และปรับปรุงทางม้าลาย
7. เชื่อมกรุงเทพฯ สู่เมืองดิจิทัล ด้วยการยกระดับการบริการด้วยระบบดิจิทัล
8. ดูแลคนทุกกลุ่มทุกวัย ให้ประชาชนเข้าถึงภาครัฐด้วยความกระชับรวดเร็ว
“รสนา” อดีตสว.จากเลือกตั้ง
พี่ทุยเกิดทัน (แก่แล้ว) เลยรู้ว่า เมื่อก่อนไทยเคยมีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาอยู่ และ “รสนา” ก็เคยได้รับการเลือกตั้งถึงสองครั้ง ในครั้งแรกคือปี 2549 ก่อนจะถูกรัฐประหารจึงไม่ได้ทำหน้าที่ ก่อนจะมาชนะอีกครั้งในปี 2551 โดยมีผลงานในการเปิดโปงคอร์รัปชันจัดซื้อจัดจ้างยาและเวชภัณฑ์ในปี 2541 รัฐบาลชวน หลีกภัย
“การเป็นผู้ว่าฯ กทม. ไม่จำเป็นต้องเป็นวิศวะเสมอไป แต่ต้องเป็นวิศวกรสังคมที่มองเห็นภาพรวมทั้งหมด” รสนากล่าวระหว่างรายการตอบโจทย์ของทางสถานี ThaiPBS
สำหรับนโยบายของรสนา เน้นไปการกระจายอำนาจ กระจายงบลงไปในแต่ละเขตเพื่อให้ตรงกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่มากที่สุด พร้อมเน้นนโยบายการปราบคอร์รัปชันที่ตัวเองถนัด โดยมีนโยบายแตกย่อยออกไปดังนี้
1. บำนาญประชาชน 3,000 บาท เริ่มได้ก่อนที่ กทม.
2. ไม่ต่อสัมปทานบีทีเอส ลดค่าตั๋วเหลือ 20 บาทตลอดสาย
3. ฟ้าทะลายโจรและยาไทยฟรีทุกบ้าน อยู่กับโควิดได้ กลับมาทำมาหากินอย่างมั่นใจ
4. กระจายงบ 50 ล้านบาทต่อเขต ให้คนพื้นที่ตัดสินใจแก้ปัญหา
5. ระบายน้ำท่วม จ้างงานขุดลอก 1,600 คลอง ฟื้นวิถีท่องเที่ยวเวนิสตะวันออก
6. ตั้งกองทุนหลังคาบ้านโซลาร์เซลล์ประหยัดค่าไฟ 500 บาททุกเดือน
7. ติดกล้อง CCTV 500,000 ตัว กทม. ต้องปลอดภัยทั้งทางบกและทางน้ำ
8. “เลิกรอคิวนาน” ยกระดับ 69 ศูนย์อนามัย กทม. เป็นโรงพยาบาล 24 ชั่วโมง
“ชัชชาติ” ผู้แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี
ไม่มีใครไม่รู้จัก “มีม” ที่โด่งดังที่สุดในอินเทอร์เน็ตยุคหนึ่งของไทย เพราะนอกจากผู้ให้กำเนิดมีมจะไม่ว่าอะไรแล้ว ยังมองเป็นเรื่องขำ ๆ ของคนรุ่นหนึ่งอีกต่างหาก และชายคนนั้นคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์”
“ชัชชาติ” เป็นอดีตรัฐมนตรีคมนาคมในรัฐบาลของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก่อนจะเกิดการรัฐประหาร และเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญในการวางราง “รถไฟความเร็วสูง” ของประเทศไทย เช่น การแก้แบบให้สถานีกลางบางซื่อสามารถรองรับรถไฟความเร็วสูงได้
นโยบายของชัชชาติในการลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. คราวนี้คือการใส่ใจปัญหา “เส้นเลือดฝอย” เช่น ทางเดินเท้า การรักษาพยาบาลใกล้บ้าน ท่อหน้าบ้าน หลังจากที่ผ่านมา กทม. ใส่ใจกับ “เส้นเลือดใหญ่” หรือโครงการใหญ่ ๆ อย่าง รถไฟฟ้า อุโมงค์น้ำท่วม มากจนละเลยปัญหาเส้นเลือดฝอยดังกล่าว
“มันอาจจะไม่เซ็กซี่นะ แต่ต้องลงไปเข้าใจปัญหาของชาวบ้าน ต้องไปแก้ปัญหาพวกนี้ เพราะนี่ความใส่ใจ คือความตั้งใจจริง” ชัชชาติกล่าวในรายการตอบโจทย์ของสถานีไทยพีบีเอส
อ้างอิงจาก https://www.chadchart.com/policy นโยบายของชัชชาติมีทั้งหมดร่วม 200 กว่าโครงการใน 9 มิติ ได้แก่
1. ด้านความปลอดภัย เช่น หน่วยงานของกทม. ต้องเข้าใจและยอมรับความหลากหลายทางเพศ การจัดหายานพาหนะดับเพลิงสำหรับที่คับแคบ ป้ายรถเมล์มีข้อมูลและสว่างทุกป้าย
2. ด้านสุขภาพ เช่น ศึกษาต้นตอของ PM 2.5 พัฒนาลานกีฬาร่วมกับประชาชนและเอกชนในพื้นที่ รถสุขภาพเชิงรุก ตรวจถึงชุมชน ยกระดับเวชศาสตร์เขตเมือง
3. ด้านสร้างสรรค์ เช่น ดึงอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ 50 เขต เปลี่ยนศาลาว่าการและคนเมืองสู่พิพิธภัณฑ์กรุงเทพฯ และพื้นที่สร้างสรรค์ และสร้างแพลทฟอร์มพื้นที่สร้างสรรค์ของกรุงเทพ
4. ด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ตรวจสอบสภาพอากาศเชิงรุกในโรงงาน ปลูกต้นไม้ล้านต้น สร้างพื้นที่สีเขียว พยากรณ์แจ้งเตือนฝุ่น PM 2.5 สนับสนุนการแปลงที่เอกชนและของประชาชนเป็นพื้นที่สีเขียวโดยให้แรงจูงใจทางภาษี
5. ด้านการบริหารจัดการ เช่น ย้ายการบริการของราชการที่เกี่ยวข้องกับประชาชนขึ้นออนไลน์ ลดเสี่ยงโกงผ่านความร่วมมือของภาคีประชาชน การบริการของกทม.ต้องรองรับคนพิการ
6. ด้านการเรียน เช่น ลดภาระงานเอกสารของครูด้วยเทคโนโลยี เพิ่มสวัสดิการครูให้เหมาะสม สร้างเครือข่ายภาคเอกชน โครงการพี่สอนน้องในเรื่องที่สนใจ
7. ด้านโครงสร้าง เช่น แก้ปัญหาพื้นที่ต่ำ เตือนภัยน้ำท่วม หาพื้นที่เอกชนหรือราชการมาจัดสรรเป็นพื้นที่สำหรับหาบเร่หรือศูนย์อาหาร
8. ด้านเศรษฐกิจ เช่น ส่งเสริมผู้ค้าแผงลอยให้มีความมั่นคงในอาชีพ 12 เทศกาลตลอดปีทั่วกรุงเทพ ตลาดนัดชุมชน ตลาดนัดเขต ส่งเสริมผู้ประกอบการเชื่อมโยงเครือข่ายเศรษฐกิจภายในกรุงเทพ
9. ด้านการเดินทาง เช่น รถไฟฟ้าสายสีเขียวที่ราคาแพงและเป็นปัญหาระหว่างรัฐกับเอชนในปัจจุบัน ประชาชนต้องได้ประโยชน์สูงสุด และต้องเป็นธรรมกับเอกชน ส่งเสริม ecosystem ของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า พัฒนาทางเท้า 1,000 กิโลเมตรเพื่อส่งเสริมการเดินเท้า
“ศิธา” ตัวแทนจากหญิงหน่อย ลง “เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.”
นาวาอากาศตรีศิธา ทิวารี เป็นผู้สมัครตัวแทนจากพรรคไทยสร้างไทย พรรคของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ โดยศิธาเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของเขตคลองเตยจากการเลือกตั้งถึง 2 สมัย คือในปี 2544 และ 2548 ก่อนจะถูกตัดสินทางการเมืองไป 5 ปีหลังการยุบพรรคไทยรักไทยในปี 2549
“มีคำกล่าวว่า กรุงโรมไม่ได้สร้างได้วันเดียว ผมก็บอกว่า มหานครของโลกก็ไม่สามารถสร้างได้ด้วยคนคนเดียวด้วยเช่นกัน” ศิธากล่าว
นโยบายของศิธา มีด้วยกัน 3 ด้าน โดยใช้ตัว P สามตัวแทนสามด้านดังกล่าว คือ
1. People ประชาชนจะเป็นผู้สร้างเมือง ลงทุนกับการศึกษา และให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
2. Profit มหานครแห่งความมั่งคั่ง แก้ปัญหาปากท้อง
3. Planet สร้างคุณภาพชีวิตให้คนกรุงเทพฯ อย่างยั่งยืน
ผลโพลว่ายังไงบ้าง?
ผลโพลของนิด้าก่อนหน้านี้เมื่อต้นเดือนมี.ค.2565 ซึ่งจัดทำมาเป็นครั้งที่ 11 พบว่า “ชัชชาติ” นำโด่งมาเป็นที่หนึ่ง ด้วยคะแนน 38.01% ตามมาด้วย “อัศวิน” ที่ 11.73% ส่วน “วิโรจน์” และ “ดร.เอ้” อยู่ที่ราว 8% ขณะที่ 13.40% ยังไม่ได้ตัดสินใจ
แต่ผลโพลจากธรรมศาสตร์เปิดเผยเมื่อวันที่ 3 เม.ย.2565 พบว่า “ดร.เอ้” ตีตื้นขึ้นมาอยู่อันดับสองที่คะแนน 20.3% ตามหลัง “ชัชชาติ” ที่ 25.7% โดยยังมีผู้ไม่ตัดสินใจอยู่ที่ราว 17%