"เงินบาท" อ่อนค่าสุดในรอบ 5 ปี ทะลุ 34 บาท มีผลอะไรกับชีวิตเราบ้าง ?

เงินบาทอ่อนค่าสุดในรอบ 5 ปี มีผลอะไรกับชีวิตเราบ้าง ?

4 min read  

ฉบับย่อ

  • เงินบาทอ่อนค่าในรอบ 5 ปี ทะลุ 34 บาท เพราะทิศทางนโยบายดอกเบี้ยขาขึ้นของ Fed ที่นักลงทุนเก็งกันว่า 3-4 พ.ค. 2565 จะขึ้นดอกเบี้ยแบบจัดหนัก บวกความกังวลเรื่องเศรษฐกิจจีนชะลอตัว ทำให้เงินยิ่งอยากไหลกลับไปหาดอลลาร์ที่ถูกมองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย
  • ไม่ใช่แค่เงินบาทที่อ่อนค่า เพราะเงินในภูมิภาคเอเชียก็พร้อมใจอ่อนค่าลงถ้วนหน้าจากเหตุผลเดียวกัน เช่น เยน อ่อนค่าสุดรอบ 20 ปี หยวน อ่อนค่าสุดรอบ 1 ปี และวอน อ่อนค่าสุดรอบ 2 ปี
  • แม้โดยปกติการที่ค่าเงินอ่อนค่าลงจะเป็นผลดีต่อภาคส่งออก แต่ถ้าอ่อนเร็วและแรงเกินไป ก็อาจจะไม่เป็นผลดี เพราะทำให้ตั้งราคาและบริหารต้นทุนยาก แถมไปทำให้ต้นทุนนำเข้าสูงขึ้นด้วย

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

เชื่อว่า นักลงทุนหลายคนที่ติดตามโซเชียลสายการลงทุนอยู่เป็นประจำ คงจะได้เห็นข่าวค่าเงินประเทศนั้นประเทศนี้ในเอเชียอ่อนค่าอยู่ต่อเนื่อง ไม่เว้นแม้แต่ “เงินบาท” เช่นกัน และล่าสุดเมื่อวันที่ 27 เม.ย. 2565 เงินบาทก็ทำสถิติอ่อนค่าสุดในรอบ 5 ปี ทะลุ 34 บาท ต่อดอลลาร์ไปเรียบร้อยแล้ว

แล้วเงินบาทที่อ่อนค่ามันดีกับเศรษฐกิจมั้ย หรือมันมีผลกระทบอะไรกับการลงทุน การใช้ชีวิตของเราบ้าง วันนี้ พี่ทุยจะมาเล่าให้ฟัง

พี่ทุยต้องสรุปให้ฟังก่อนว่า เงินบาทไม่ได้อยู่ดี ๆ ก็อ่อนค่าทันทีในวันเดียว แต่เป็นการค่อย ๆ อ่อนค่าลงมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งวันที่ 27 เม.ย. 2565 ถ้าดูจากเว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ใช้ซื้อขายกับลูกค้า สำหรับเงินบาทแลกเป็นเงินดอลลาร์ จะอยู่ที่ 34.5030 บาทต่อดอลลาร์ หรือถ้าดูจากข้อมูลของ Reuters ที่อ้างอิงมาจาก Refinitiv เงินบาทก็อยู่ที่ 34.46 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่ามากที่สุดในรอบ 5 ปี  

5 ปัจจัยกดดัน “เงินบาท” อ่อนค่าทะลุ 34 บาท ต่อดอลลาร์

1. เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น จากการเปลี่ยนมาใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดมากขึ้น

2. ยอดนำเข้าพลังงานและวัตถุดิบเพิ่มขึ้น จากความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน

3. เป็นการอ่อนค่าทิศทางเดียวกับสกุลเงินในเอเชีย

4. บริษัทขนาดใหญ่ในไทยเร่งชำระคืนหนี้ต่างประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงจากดอกเบี้ยขาขึ้น

5. การส่งกลับเงินปันผลของนักลงทุนต่างชาติที่เข้าซื้อสุทธิหุ้นไทยก่อนหน้านี้

แน่นอนว่า มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เงินบาทอ่อนค่ามาขนาดนี้ แต่ปัจจัยหลักที่มีอิทธิพลมากที่สุด ก็คือ ตลาดมีการคาดการณ์กันว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะขึ้นดอกเบี้ยแบบจัดหนักเลยในการประชุมวันที่ 3-4 พ.ค. 2565 (ซึ่งในที่สุด Fed ก็ขึ้นดอกเบี้ย 0.5% ถือว่าเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2000) และตลาดก็มีความกังวลว่าเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงด้วย จึงยิ่งเป็นแรงกระตุ้นให้นักลงทุนอยากปิดรับความเสี่ยง (Risk off) มองหาสินทรัพย์ปลอดภัย ซึ่งก็คือ เงินดอลลาร์ นั่นเอง

แต่จริง ๆ แล้ว ก็ไม่ใช่เงินบาทสกุลเดียวหรอกที่อ่อนค่าลง เพราะในช่วงเวลาไล่ ๆ กันนี้ ค่าเงินอื่น ๆ ในเอเชียก็กอดคออ่อนค่าลงไปด้วยกัน อย่างเช่นเงินเยนที่ชิงตัดหน้าอ่อนค่าสุดในรอบ 20 ปีไปตั้งแต่วันที่ 19 เม.ย. 2565 แล้ว

หรือเงินหยวนที่อ่อนค่าที่สุดในรอบ 1 ปี ไปเมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2565 จนทำให้ธนาคารกลางจีนต้องออกมาลดแรงกดดันค่าเงินด้วยการลดสัดส่วนการถือครองเงินตราต่างประเทศของธนาคารพาณิชย์ลงไป 1% เหลือ 8% จากเดิม 9%

ส่วนเงินวอน ก็อ่อนค่าสุดในรอบ 2 ปี ในวันที่ 27 เม.ย. 2565 เพราะว่ามีเรื่องที่ Kim Jong Un ผู้นำเกาหลีเหนือออกมาประกาศจะเร่งพัฒนาคลังแสงนิวเคลียร์ด้วย เป็นต้น  

ข้อมูลการปรับตัวของสกุลเงินในเอเชีย ณ วันที่ 27 เม.ย. 2565 เทียบกับสิ้นปี 2564

เงินบาทอ่อนค่าสุดในรอบ 5 ปี มีผลอะไรกับชีวิตเราบ้าง ?

ถ้าดูจากข้อมูลนี้ ก็จะเห็นภาพชัดขึ้นมาเลยว่า เงินบาทของไทยเรา มีประเทศในเอเชียร่วมวงอ่อนค่าไปด้วยถ้วนหน้า ซึ่งก็มาจากปัจจัยหลักเดียวกัน คือ การขึ้นดอกเบี้ยของ Fed และความกังวลเรื่องการเติบโตของเศรษฐกิจจีน

พี่ทุยขออธิบายเพิ่มเติมว่า ปัจจัยเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยนั้นมีอิทธิพลเอามาก ๆ กับการเคลื่อนไหวของค่าเงิน เพราะตั้งแต่ Fed ประกาศจุดยืนว่าจะปรับมาใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวด และจะขึ้นดอกเบี้ยแบบ non stop ก็ทำให้เงินไหลออกจากเอเชียกลับไปสหรัฐฯ มากขึ้น นั่นก็เป็นเพราะเงินมักจะไหลไปหาผลตอบแทนที่สูงกว่า

เมื่อสหรัฐฯ จะขึ้นดอกเบี้ย แต่ในเอเชียเรา หลายประเทศก็ยังคงดอกเบี้ยไว้ระดับเดิม หรือจีนที่สวนทางด้วยการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายกว่า พร้อมลดดอกเบี้ยลงอีก ก็เลยทำให้เงินดอลลาร์มีความน่าสนใจมากกว่า

บวกกับทุนเดิมที่เงินดอลลาร์ได้รับความเชื่อถือจากนักลงทุนในฐานะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เวลาที่นักลงทุนมองเห็นว่าตลาดการลงทุนมีความเสี่ยงสูงมาก ๆ ในขณะที่ถือเงินฝากเอาไว้มีโอกาสได้ดอกเบี้ยสูงขึ้น ก็อาจจะอยากลดความเสี่ยงลง หันไปถือเงินดอลลาร์เก็บไว้ เพื่อให้อุ่นใจขึ้น  

“เงินบาท” อ่อนค่าทะลุ 34 บาท ส่งผลยังไงบ้าง

พี่ทุยขออธิบายเพิ่มเติมหน่อยว่า พอเงินบาทอ่อนค่าแล้วมันจะมีผลอะไรบ้าง อย่างแรกเลยก็คือ เวลาเราจะแลกเงินดอลลาร์ เราต้องใช้เงินบาทมากขึ้นเพื่อแลกเงิน 1 ดอลลาร์มา ก็แปลว่า ถ้าเราจะซื้อของที่คิดราคาเป็นสกุลเงินดอลลาร์ เราก็ต้องจ่ายแพงขึ้น แต่ในทางกลับกัน ถ้าเรามีเงินดอลลาร์อยู่ในมือ อยากจะมาซื้อของที่คิดราคาเป็นเงินบาท เราก็จะได้ซื้อของในราคาถูกลง

ถ้ามองเป็นภาพใหญ่ของเศรษฐกิจ ก็ต้องบอกว่า ตามหลักการแล้วเวลาเงินบาทอ่อนค่าลงจะเป็นผลดีต่อการส่งออก และการท่องเที่ยว เพราะจะทำให้ไทยมีความน่าดึงดูดใจมากขึ้น จากราคาสินค้าที่ถูกลง และในทางกลับกันเงินอ่อนค่าก็เป็นผลเสียต่อการนำเข้า เพราะทำให้ไทยต้องนำเข้าสินค้ามาในราคาแพงขึ้น

มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะบอกว่า ก็ดีสิ ขายสินค้าให้คนอื่นได้มากขึ้น อันนี้พี่ทุยไม่เถียงเลย ถ้าเศรษฐกิจดี ๆ ต่างชาติมีกำลังซื้อสูงแล้วต้องการให้ไทยส่งออกสินค้าไปมากขึ้น ก็จะทำให้ผู้ส่งออกได้กำไรมากขึ้น แต่ถ้าเงินบาทอ่อนค่าเร็วเกินไป หรือมากเกินไป ก็ไม่ได้เป็นผลดีกับการส่งออกเสียทีเดียว  

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย และที่ปรึกษาการลงทุน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย วิเคราะห์ไว้ว่า ถ้าเงินบาทอ่อนค่าแรงและเร็วเกินไป จะทำให้ผู้ส่งออกตั้งราคายากขึ้น หรือบริหารงบการเงินเพื่อดูแลต้นทุนการใช้จ่ายอื่น ๆ ยาก เพราะเงินบาทที่อ่อนค่าจะไปทำให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าต่าง ๆ โดยเฉพาะน้ำมันสูงขึ้น จนอัตราเงินเฟ้อเร่งแรง

เงินบาทอ่อนค่าสุดในรอบ 5 ปี มีผลอะไรกับชีวิตเราบ้าง ?

ย้อนอดีตลอยตัวค่าเงินบาทจุดสำคัญที่นำไปสู่วิกฤติต้มยำกุ้ง

จะเห็นได้ว่า เงินบาทอ่อนค่ามากไป เร็วไปก็คงไม่ดี ซึ่งถ้าใครเกิดทันช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง ก็คงจะพอเข้าใจดีว่า มันไม่ดียังไง ส่วนใครเกิดไม่ทัน พี่ทุยก็ขอสรุปสั้น ๆ ให้ฟังว่า วันที่ 2 ก.ค. 2540 ประเทศไทยเปลี่ยนจากระบบการผูกเงินบาทไว้กับเงินดอลลาร์ ไปใช้ระบบลอยตัวแบบมีการจัดการ ซึ่งทันทีที่เปลี่ยนก็เจอกองทุนบริหารความเสี่ยง หรือเฮดจ์ฟันด์จากต่างชาติเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินหนักหน่วง จนทำให้เงินบาท ซึ่งเคยอยู่ที่ 25 บาทต่อดอลลาร์มาโดยตลอด อ่อนค่าลงจนไปไกลถึง 55 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ธุรกิจที่ไปกู้เงินเป็นสกุลเงินดอลลาร์เอาไว้ก็เจ๊งไปตาม ๆ กัน เพราะหนี้เพิ่มขึ้นแบบเท่าตัวในพริบตา มีไฟแนนซ์ 58 แห่งที่ต้องปิดตัวลง พร้อม ๆ กับแบงก์อีก 6 แห่ง ยังไม่นับรวมธุรกิจอื่นอีกหลายราย ที่ล้มละลายกันไปเลย และอานุภาพที่รุนแรงของการลอยตัวค่าเงินครั้งนั้น ก็ทำให้รัฐบาลไทยต้องแบกหน้าไปขอกู้ยืมจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)

แนวโน้มค่าเงินบาทครึ่งปีหลัง

แม้ว่าเงินบาทอ่อนค่ารอบนี้ ก็ไม่ได้ร่วงทีเดียวแบบวิกฤติต้มยำกุ้งเพราะเป็นการค่อย ๆ อ่อนค่าลงเรื่อย ๆ สอดคล้องกับภูมิภาค แต่นักลงทุนก็ให้ความสนใจกับการเคลื่อนไหวของค่าเงินในช่วงนี้มากขึ้น เพราะไม่ได้เห็นตัวเลขแบบนี้กันมานานแล้ว พี่ทุยเลยอยากจะมาแชร์มุมมองของสถาบันต่าง ๆ ว่า มองทิศทางเงินบาทเป็นยังไงบ้าง

เงินบาทอ่อนค่าสุดในรอบ 5 ปี มีผลอะไรกับชีวิตเราบ้าง ?

โดยรวมแล้วพี่ทุยมองว่า เราก็ต้องมาลุ้นกันต่อไปว่าจะได้เห็นเงินบาทไปแตะ 35 บาทต่อดอลลาร์รึเปล่า และถึงแม้เงินบาทจะมีทิศทางอ่อนค่าลง แต่ก็ยังมีโอกาสแข็งค่าขึ้นได้อีกเช่นกัน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์แวดล้อมด้วย ดังนั้นทางที่ดีที่สุดสำหรับคนที่ทำธุรกิจซึ่งต้องมีความเกี่ยวพันกับค่าเงิน ก็ควรจะปิดความเสี่ยง ด้วยการใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนดีกว่า จะได้ไม่ต้องมานั่งลุ้นระทึกว่าเงินจะอ่อนจะแข็ง และสามารถบริหารรายได้กับต้นทุนให้มีประสิทธิภาพได้

อ่านเพิ่ม

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
error: