“อเมริกา” เยือน “ไต้หวัน” จุดเปลี่ยนความสัมพันธ์ “จีน-อเมริกา” หรือไม่ ?

“อเมริกา” เยือน “ไต้หวัน” จุดเปลี่ยนความสัมพันธ์ “จีน-อเมริกา” หรือไม่ ?

3 min read  

ฉบับย่อ

  • แนนซี เพโลซี ประธานรัฐสภาของสหรัฐฯ แตะพื้นดินไต้หวันเมื่อคืนวันที่ 2 ส.ค. โดยที่ก่อนหน้าจีนออกมาข่มขู่ว่าหากประธานรัฐสภาเดินทางเยือนไต้หวัน สหรัฐฯ จะต้องชดใช้
  • ไต้หวันเกิดจากการที่พรรคก๊กหมินตั๋ง ซึ่งฝักใฝ่ประชาธิปไตย พ่ายการต่อสู้กับเหมาเจ๋อตุง ซึ่งอยู่ฝ่ายคอมมิวนิสต์ จนต้องล่าถอยไปยังเกาะไต้หวัน และตั้งรกรากที่นั่นในปี 1949
  • ในช่วงสงครามเกาหลี สหรัฐฯ กลัวจะเกิดสงครามกับจีน จึงได้ยกไต้หวันเป็นพันธมิตรในปี 1950 ก่อนที่จะหันไปผูกสัมพันธ์กับจีนแผ่นดินใหญ่ในปี 1979 
  • ในช่วงร่วมสมัยไม่เกิน 10 ปีมานี้ ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ ย่ำแย่ลง เช่น เกิดสงครามการค้า การระบาดของโควิด-19 ที่มีต้นตอมาจากจีน หรือการที่สหรัฐฯ เปิดเผยรายงานว่าจีนกระทำอาชญกรรมต่อมนุษยธรรมด้วยการกวาดล้างชาวอุยกูร์ และล่าสุดคือเรื่องไต้หวัน 

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

เมื่อคืนวันที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมา แนนซี เพโลซี ประธานรัฐสภาของ “อเมริกา” ได้ไปเยือน “ไต้หวัน” อย่างเป็นทางการ สร้างความไม่พอใจให้กับจีนเป็นอย่างมากจนเกิดการนำเครื่องบินรบออกมาบินใกล้ ๆ และรถถังออกมาตามท้องถนน 

ความตึงเครียดที่เกิดขึ้น ขยายเป็นความกังวลว่าอาจลุกลามจนเกิดเป็นสงครามได้ บทความนี้พี่ทุยมาสรุปให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้นว่าความขัดแย้งในครั้งนี้ มีที่มาที่ไปอย่างไร 

พื้นฐานสัมพันธ์ “จีน – ไต้หวัน – อเมริกา” เป็นอย่างไร

ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ทางฝั่งจีนเกิดการชิงอำนาจระหว่างขั้วประชาธิปไตย นำโดยพรรคก๊กหมิงตั๋งของเจียงไคเช็ค และเหมาเจ๋อตุงของฝ่ายคอมมิวนิสต์ จนในปี 1949 ทางเหมาเจ๋อตุงได้รับชัยชนะ ส่วนก๊กหมิงตั๋งได้ล่าถอยไปยังเกาะไต้หวัน และตัดขาดกับจีนแผ่นดินใหญ่

หลังจากนั้น สหรัฐฯ ที่กำลังรบอยู่ในเกาหลี และเสี่ยงจะเกิดสงครามกับจีนที่อยู่ใกล้เกาหลี จึงได้ตกลงเป็นพันธมิตรกับทางไต้หวันในปี 1950 จนทำให้เกิดการสู้รบระหว่างจีนและไต้หวันตามมา 2 ครั้ง ซึ่งในครั้งแรกไต้หวันต้องเสียเกาะบางส่วนของตัวเองให้กับจีน 

แม้ในปี 1979 สหรัฐฯ ได้เริ่มนโยบายสานสัมพันธ์กับจีนแผ่นดินใหญ่ และไม่ได้ติดต่อกับไต้หวันอย่างเป็นทางการอีกต่อไป แต่ยังยึดมั่นจะสร้างสันติภาพให้กับไต้หวัน และยังช่วยไต้หวันปกป้องตนเอง โดยในปี 1982 สมัยของประธานาธิบดีโรนัลด์ แรแกน ได้บัญญัติหลัก 6 ประการ ซึ่งรวมถึงการไม่ยอมรับอย่างเป็นทางการให้จีนมีอธิปไตยเหนือไต้หวัน และไม่กดดันให้ไต้หวันต้องไปเจรจากับจีน 

ในช่วงต่อมาเกิดเหตุการณ์ตึงเครียดระหว่างจีนและไต้หวันอีกหลายคร้ัง เช่น ในปี 1995 ประธานาธิบดีหลี่เติงฮุยของไต้หวัน เดินทางไปร่วมงานศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ ในสหรัฐฯ สร้างความไม่พอใจให้กับจีนเป็นอย่างมาก 

ก่อนที่ในปี 1996 จีนจะยิงมิสไซส์เข้ามาในน่านน้ำของไต้หวัน และทำให้สหรัฐฯ ปล่อยเครื่องบินรบมายังภูมิภาคนี้ ในปีเดียวกันนั้นเอง ไต้หวันเปิดโหวตเลือกประธานาธิบดีโดยตรงครั้งแรก ซึ่งหลี่เติงฮุยได้รับชัยชนะแบบถล่มทลาย 

ในปี 2000 พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า Democratic Progressive Party (DPP) ชนะการเลือกตั้งเป็นครั้งแรก ซึ่งทางพรรคสนับสนุนอธิปไตยของไต้หวันและให้ไต้หวันเป็นอิสระ

อย่างไรก็ตามในปี 2008 หม่าอิงจิ๋ว จากพรรคก๊กหมิงตั๋ง ชนะการเลือกตั้งพร้อมนโยบายสนับสนุนความสัมพันธ์กับจีน จนดูเหมือนความตึงเครียดระหว่างไต้หวันกับจีนจะผ่อนคลายลง

เหตุการณ์ “จีน – ไต้หวัน – อเมริกา” ก่อนหน้านี้เป็นอย่างไร

ในปี 2016 ไช่อิงเหวิน จากพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า ซึ่งมีจุดยืนสนับสนุนอธิปไตยของไต้หวันและให้ไต้หวันเป็นอิสระจากจีน ชนะการเลือกตั้งขึ้นเป็นประธานาธิบดีของไต้หวัน ซึ่งทำให้จีนยุติการพูดคุยในระดับเจ้าหน้าที่รัฐทั้งหมด 

ในปีเดียวกันนั้นเอง ทางฝั่งสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ก็ชนะการเลือกตั้งขึ้นเป็นประธานาธิบดี และได้พูดคุยทางโทรศัพท์โดยตรงกับทางประธานาธิบดีของไต้หวัน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 1972 ที่มีการพูดคุยโดยตรงระหว่างผู้นำของสหรัฐฯ และไต้หวัน 

ทว่า ต่อมา ทรัมป์ก็ได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับทางประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนในปี 2017 และยืนยันยึดมั่นในหลักการจีนเดียว 

ในภาพช่วงหลังตั้งแต่สมัยทรัมป์มา ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ ไม่ค่อยสู้ดีนัก มีการทำ “สงครามการค้า” ที่ทางสหรัฐฯ ได้ขึ้นภาษีสินค้าของจีน และทางจีนก็โต้กลับ ก่อนที่ช่วงปี 2018-2019 ทางสหรัฐจะประกาศแบน Huawei เพราะเป็นภัยต่อความมั่นคง โดยกังวลว่ารัฐบาลจีนจะใช้เทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานอินเตอร์เน็ต 5G ของ Huawei เป็นเครื่องมือในการสปาย

ไม่เพียงเท่านั้น การระบาดของโควิด-19 ยังทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองชาติย่ำแย่ลงไปอีก โดยทรัมป์ได้ตีตราโควิด-19 ว่าเป็น “ไวรัสจีน” (Chinese Virus) และระบาดไปทั่วโลกเพราะความล้มเหลวของรัฐบาลจีน แล้วยังผสมโรงกับเรื่องฮ่องกง ที่ทางจีนจะออกกฎหมายมาควบคุมฮ่องกง ทางสหรัฐฯ ก็ลดสถานะคู่ค้าพิเศษของฮ่องกงทันที 

ในวันสุดท้ายของการรับตำแหน่งประธานาธิบดี รัฐบาลทรัมป์ออกรายงานว่า จีนได้ก่ออาชญากรรมด้านมนุษยธรรมด้วยการกวาดล้างชาวอุยกูร์ ชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมในมณฑลซินเจียง และแม้ในปี 2020 ทรัมป์จะพ่ายการเลือกตั้งให้กับโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนปัจจุบัน แต่ไบเดนยังคงกำแพงภาษีและมาตรการคุมเข้มอื่น ๆ ไว้ 

เหตุการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างไร

ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ ยังคงตึงเครียดแม้จะเปลี่ยนเก้าอี้ผู้นำประเทศหนึ่งไปแล้ว โดยในการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวที่กรุงปักกิ่ง ทางสหรัฐฯ ได้บอยคอตไม่ส่งเจ้าหน้าที่ทางการทูตเข้าร่วมพิธี 

พ.ค.2022 แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศนโยบายต่างประเทศ เพิ่มศักยภาพการแข่งขันของสหรัฐฯ โดยเรียกจีนว่าเป็น “ความท้าทายต่อระเบียบโลกอย่างมากในระยะยาว” 

ก.ค. 2022 ประธานาธิบดีโจไบเดน และประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน พูดคุยผ่านโทรศัพท์ถึง 2 ชั่วโมง โดยไบเดนได้ยืนยันกับจีนว่า นโยบายของสหรัฐฯ จะไม่เปลี่ยนไป และสหรัฐฯ ต่อต้านความพยายามที่จะทำลายสันติภาพและเสถียรภาพของไต้หวัน

ไม่นานหลังจากนั้น แนนซี เพโลซี ประธานรัฐสภาสหรัฐฯ ได้ประกาศเริ่มต้นเยือนเอเชีย ซึ่งประกอบไปด้วยสิงคโปร์ มาเลเซีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น รวมถึงคาดการณ์กันว่าเพโลซีจะเดินทางไปไต้หวันด้วยก่อนที่จะประกาศอย่างเป็นทางการ ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับจีนเป็นอย่างมาก และข่มขู่ว่าสหรัฐจะต้องชดใช้ถ้าเพโลซีลงถึงแผ่นดินไต้หวัน 

เพโลซีเดินทางถึงไต้หวันในวันที่ 2 ส.ค.2022 

ก่อนหน้านี้เคยเกิดเหตุแบบนี้ไหม?

ในช่วงร่วมสมัยที่มีความขัดแย้งระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเรื่องการสะสมกำลังรบ หรือดินแดนที่เป็นที่พิพาท สหรัฐฯ มักเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเสมอ ด้วยความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและการเงิน 

ช่วงกลางเดือน ก.ค. 2022 ทางประธานษธิบดีโจ ไบเดน ได้เริ่มต้นเดินทางทริปเยือน “ตะวันออกกลาง” โดยไปเยือนอิสราเอลและซาอุดิอาระเบีย ซึ่งเป็นคู่แข่งคนสำคัญของทางอิหร่าน แม้ในเดือน ก.พ. 2022 ทางสหรัฐฯ มีการพูดคุยกับอิหร่านเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ไปก่อนหน้านั้น 

พื้นเพของทั้งสองชาติมีความขัดแย้งกันอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การที่สหรัฐฯ อยู่เบื้องหลังการปลดรัฐบาลอิหร่านและสนับสนุนให้ “ชา” หรือกษัตริย์อิหร่านขึ้นปกครองในปี 1953 ก่อนจะโดนชาวอิหร่านประท้วงขับไล่ในการปฏิวัติปี 1979 และเนื่องจากรัฐบาลเดิมได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ยิ่งสร้างความไม่พอใจให้กับชาวอิหร่านจนเกิดเหตุบุกสถานทูตจับตัวประกันในปีเดียวกัน 

ในยุคหลังปี 2000 เป็นต้นมา ทางอิหร่านได้พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ จนทำให้นานาชาติร่วมกันคว่ำบาตรอิหร่าน ก่อนที่ชาติมหาอำนาจ ซึ่งรวมถึงชาติยุโรป จีน และสหรัฐฯ จะลงนามยุติการคว่ำบาตรได้ในปี 2013 

ความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ รวมถึงชาติอื่น ๆ สร้างความผันผวนให้กับราคาน้ำมัน เช่น ในช่วงที่อิหร่านกลับมาขายน้ำมันได้อีกครั้งหลังพ้นการคว่ำบาตร ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง เนื่องจากมีซัพพลายที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การพูดคุยเมื่อเดือน ก.พ. ระหว่างสหรัฐฯ และจีน ราคาน้ำมันที่ทะยานเพิ่มขึ้นสู่จุดสูงสุดรอบ 7 ปี ก็ปรับลดลงเล็กน้อย 

ความขัดแย้งระหว่างประเทศย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการเงิน อย่างเช่นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ จีน และไต้หวัน ก็ทำให้หุ้นเซมิคอนดักเตอร์ร่วงยกแผงทั่วโลก เนื่องจากไต้หวันเป็นผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของโลก 

หุ้นของ Taiwan Semiconductor Manufacturing Company ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปตามสัญญาจ้างที่ใหญ่ที่สุดบริษัทหนึ่งของโลก ปรับตัวลดลง 2.4% เมื่อวันที่ 2 ส.ค. 2022 ส่วน United Microelectronics Corps อีกหนึ่งผู้ผลิตชิป ก็ปรับตัวลง 3%

ไม่เพียงแต่ในไต้หวันเท่านั้นที่ปรับตัวลดลง ผู้ผลิตจากเยอรมนีอย่าง Infineon ก็ปรับลง 2.3% ส่วนหุ้นที่อยู่ในสหรัฐฯ อย่าง Nvidia, Intel, หรือ Qualcomm ก็ปรับลงมากกว่า 1% เช่นเดียวกัน

อ่านเพิ่ม

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
error: