[บทวิเคราะห์] GDP ไทย ไตรมาส 2/2565 ขยายตัว 2.5% บอกอะไรได้บ้าง มีอะไรต้องระวัง ?

[บทวิเคราะห์] GDP ไทยไตรมาส 2/2565 ขยายตัว 2.5% บอกอะไรได้บ้าง มีอะไรต้องระวัง ?

3 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • GDP ไทยไตรมาส 2/2565 ขยายตัว 2.5% ส่งผลให้ครึ่งปีแรก GDP ขยายตัวได้ 2.4% โดยมีแรงผลักดันจากภาคส่งออกและท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้อย่างร้อนแรง
  • ผลที่อกมายังไม่น่าพอใจนัก เพราะยังพึ่งพิงเครื่องยนต์เดิม ๆ แต่หากจะไปได้ไกลกว่านี้ต้องเพิ่มเครื่องยนต์อื่น ๆ มาช่วยขับเคลื่อนประเทศ นอกจากนี้ ปัจจัยภายนอกประเทศยังน่ากังวลจากประเด็นการเมืองระหว่างประเทศ และความเสี่ยงโรคระบาด
  • ไทย ยังห่างไกลจากวิกฤตเหมือนศรีลังกา และประเทศตลาดเกิดใหม่อื่น ๆ เพราะฐานด้านการคลังยังมั่นคงอยู่

 


รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้วว่าเศรษฐกิจไทย ไตรมาส 2 (เม.ษ. – มิ.ย. 2565) ตัวเลข GDP ขยายตัวได้ 2.5% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว แต่หากเทียบกับไตรมาส 1 ของปีนี้ 0.7 % 

การขยายตัวดังกล่าวได้รับอานิสงส์จากการท่องเที่ยวที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็วหลังภาครัฐผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง ผนวกกับภาคการส่งออกที่ขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี เมื่อดูไส้ในของรายงานภาวะเศรษฐกิจภาพรวม (GDP) ที่จัดทำโดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ กลับพบอะไรที่น่าสนใจมากกว่านั้น ซึ่งวันนี้พี่ทุยจะอาสามาเล่าให้ฟังกัน 

GDP ไตรมาส 2/2565 ฟื้นตัวก็จริง แต่ยังไปต่อได้มากกว่านี้อีก

GDP ไตรมาส 2 ที่ขยายตัวได้ 2.5% ทำให้ครึ่งปีแรก GDP ไทยขยายตัวที่ 2.4% ซึ่งสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่โหมดการฟื้นตัวอย่างเป็นทางการแล้ว 

[บทวิเคราะห์] GDP ไทย ไตรมาส 2/2565 ขยายตัว 2.5% บอกอะไรได้บ้าง มีอะไรต้องระวัง ?

ที่มา:  สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

โดยมีการใช้จ่ายของภาคเอกชนกลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญ ซึ่งขยายตัวถึง 6.9 % เร่งขึ้นจาก 3.5% ในไตรมาสก่อนหน้า 

ถึงกระนั้น การฟื้นตัวดังกล่าวก็ถือว่ายังทำได้ไม่เต็มศักยภาพของประเทศที่มีอยู่ เพราะยังคงอาศัยเครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิม ๆ เช่น การส่งออกและท่องเที่ยวมาขับเคลื่อนอยู่ 

เห็นได้จาก มูลค่าการส่งออกที่โตถึง 9.7% เช่นเดียวกับหมวดบริการที่ขยายตัวได้ 13.7 % เพิ่มขึ้นจาก 4.1% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยมีการใชจ่ายของภาคธุรกิจในกลุ่มโรงแรมและภัตตาคารช่วยขับดัน

ในขณะที่เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจตัวอื่น ๆ กลับยังไม่มีทีท่าว่าจะเข้ามาช่วยแบกรับภาระการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เลย โดยเฉพาะในสาขาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปสู่โลกอนาคต  

สิ่งที่น่าห่วง

แม้ในขณะนี้ภาคส่งออกและท่องเที่ยวจะยังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยต่อไปได้ แต่เชื่อว่าคงไม่สามารถอยู่แบบนี้ได้ตลอดไป เพราะทั้งการส่งออกและการท่องเที่ยวปัจจุบันยังหนักไปเชิงปริมาณมากกว่าคุณภาพ ซ้ำยังกระจุดตัวเฉพาะบางสาขาเศรษฐกิจและบางพื้นที่ที่เป็นจังหวัดท่องเที่ยวหลักเท่านั้น  

อีกทั้งปัจจัยแวดล้อมภายนอกประเทศเต็มไปด้วยความเสี่ยงสารพัดทั้งมิติของความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศที่พร้อมจะขยายวงลุกลามไปสู่ผลกระทบทางเศรษฐกิจได้ทุกเมื่อทั้งกรณีสงครามรัสเซีย – ยูเครน และกรณีความตึงเครียดระหว่างจีน – ไต้หวัน และสหรัฐฯ

โดยเฉพาะในกรณีความตึงเครียดจีน  – ไต้หวัน นี้ ถือว่าใกล้ตัวกับคนไทยเรามาก ๆ เพราะปัจจุบันไทยพึ่งพาการนำเข้าเซมิคอนดักเตอร์จำนวนมาก ซึ่งเป็นใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมปลายน้ำอย่างยานยนต์ ซึ่งนั่นอาจทำให้ไทยสูญเสียโอกาสไปจากภาคส่งออกที่กำลังเป็นดาวรุ่งให้กลายเป็นดาวร่วงได้ในพริบตาได้เลยทีเดียว 

และไหนจะมิติของความเสี่ยงด้านสุขภาพที่จะเกิดจากโรคระบาดอีก ทั้งจากโรคโควิด-19 โรคฝีดาษลิง และโรคอื่น ๆ ที่จะอุบัติใหม่ขึ้นมาอีกในอนาคต

ดังนั้น หากไม่คิดจะพัฒนาตลาดภายใน หรือ พัฒนาเครื่องยนต์ขับเคลื่อนตัวใหม่ ๆ มาแบ่งเบาเครื่องยนต์หลักเดิม เห็นทีว่าเศรษฐกิจไทยในอนาคตคงตกอยู่ในที่นั่งลำบาก  

นอกจากนี้ การหวังจะนำพาประเทศก้าวเข้าไปแตะสถานะการเป็น “ประเทศรายได้สูง” ก็จะต้องเร่งสร้างการเติบโต GDP ให้เร็วกว่าที่เป็นอยู่ ซึ่งไม่ควรน้อยกว่า 5% ต่อปี เพราะเกณฑ์ดังกล่าวใช้ตัวเลข GDP แล้วมาหารเฉลี่ยต่อหัวของจำนวนประชากรที่มีอยู่ หรือ GDP per capita 

โดยปัจจุบันรายได้เฉลี่ยต่อหัวของไทยอยู่ที่ 7,233 ดอลลาร์ (ราว 2.31 แสนบาท) แต่การเป็นประเทศรายได้สูง ธนาคารโลกกำหนดไว้ที่มากกว่า 12,000 ดอลลาร์ (ราว  3.84 แสนบาท) ต่อคนต่อปี 

พูดง่าย ๆ ว่าไทยเรายังอยู่ห่างจากเป้าหมายเกือบเท่าตัว    

มีโอกาสจะเกิดวิกฤตเหมือนศรีลังกา หรือ ประเทศตลาดเกิดใหม่ อื่น ๆ หรือไม่

แม้ตัวเลข GDP ไทยในไตรมาส 2 ของปีนี้จะไม่ได้โตแบบหวือหวา แต่หลายฝ่ายก็ยังคงเบาใจได้ว่าในระยะสั้นเศรษฐกิจไทยยังคงฝ่าฟันมรสุมเศรษฐกิจโลกต่อไปได้อยู่ โดยเฉพาะจากวิกฤตหนี้ที่หลายประเทศตลาดเกิดใหม่กำลังเผชิญ อาทิ ศรีลังกา ปากีสถาน ตุรกี และอาเจนตินา

นั่นก็เพราะว่ารากฐานเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่งอยู่ ดูได้จากฐานะเงินทุนสำรองระหว่างประเทศยังมีอยู่มากที่ 2.46 แสนล้านดอลลาร์ (ราว บาท) คิดเป็น 9% ของมูลค่าการนำเข้า 1 เดือน ซึ่งก็หมายความว่าหากเกิดวิกฤตอะไรขึ้นมาไทยจะมีเงินชำระหนี้ต่างชาติได้อยู่พอนั่นเอง

นอกจากนี้ แม้รัฐบาลไทยจะมีการกู้ในช่วงโควิด-19 ถึง 1.5 ล้านล้านบาท จนทำให้หนี้สาธารณะพุ่งเกิน 60% ของ GDP แต่ส่วนใหญ่เป็นหนี้ในประเทศ แถมหนี้ที่มีสัดส่วนหนี้ระยะสั้นต่ำมาก

ทำให้สถานะการคลังและเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยโดยรวมยังดูดีอยู่เมื่อเทียบกับศรีลังกา และประเทศตลาดเกิดใหม่อื่น ๆ ที่กำลังตกอยู่ในอาการโคม่า 

[บทวิเคราะห์] GDP ไทยไตรมาส 2/2565 ขยายตัว 2.5% บอกอะไรได้บ้าง มีอะไรต้องระวัง ?

โดยสรุปแล้วรายงานภาพรวม GDP ไทยในไตรมาส 2 ที่ 2.5% กำลังบ่งชี้ว่าไทยกำลังฟื้นตัว แต่ยังถือว่ายังน่ากังวลอยู่ เพราะเป็นการเติบโตด้วยมุขเดิม ๆ ซ้ำยังเป็นการเติบโตเชิงปริมาณมากกว่าคุณภาพ 

ซึ่งหากไทยต้องการจะไปได้ไกลกว่านี้ต้องเร่งพัฒนาภาคส่วนเศรษฐกิจอื่น ๆ ขึ้นมารองรับด้วย นอกจากนี้ ปัจจัยภายนอกโดยเฉพาะการเมืองโลก ก็ยังเป็นสิ่งที่น่ากังวล เพราะอาจกลายเป็นปัจจัยทำให้ภาคส่งออกและท่องเที่ยวไทยสะดุดลงได้ในพริบตา      

ซึ่งพี่ทุยคิดว่าพวกเราต้องระวังกันไว้ให้ดี

อ่านเพิ่ม

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile