ถ้าเราอยากโอนเงินไปที่ญี่ปุ่น เราจะต้องแปลง “เงินบาท” ให้เป็น “ดอลลาร์” ก่อนที่จะโอนไปเป็น “เงินเยน” ได้ เนื่องจากธนาคารที่เป็นตัวกลางมี “ความเชื่อถือ” ในเงินดอลลาร์มากกว่า ทำให้ต้นทุนในการทำธุรกรรมสูงและใช้เวลานานขึ้น ระบบบล็อกเชน “Velo Protocol” ที่เป็นเจ้าของ “คริปโตฯ” VELO จึงถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหา “ความน่าเชื่อถือ” ระหว่างผู้ทำธุรกรรม
Digital Credit คืออะไร ? มีกลไกในการทำงานแบบไหน ? จะเข้ามาแก้ไขปัญหาที่การทำธุรกรรมแบบเดิมที่ทำไม่ได้ได้ยังไง ? แล้วเพราะอะไร “เหรียญ VELO” จึงได้รับการยอมรับและใช้งานจาก 13 บริษัทชั้นนำ จนทำให้เป็นอีกหนึ่งเหรียญที่น่าจับตามองมากในตอนนี้ พี่ทุยสรุปไว้แล้ว ไปฟังกัน
หนึ่งในเทคโนโลยีที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องและไม่พูดถึงไม่ได้เลยในเวลานี้ คือ เทคโนโลยี “บล็อกเชน (Blockchain)” พี่ทุยอาจจะไม่ลงลึกว่า Blockchain คืออะไร ดียังไง ทำงานยังไง แต่โดยสรุปสั้น ๆ Blockchain ก็คือ วิธีการ “เก็บข้อมูล” ที่มีความปลอดภัยสูงมาก ปลอมแปลงได้ยาก
ในขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมการเงินเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องการ “ความปลอดภัยขั้นสูง” และเมื่อนำเอาเทคโนโลยี “Blockchain” มาใช้ร่วมกับ “สกุลเงิน” จึงรวมกันเป็นสิ่งที่เรียกว่า “คริปโตเคอร์เรนซี (Cryptocurrency)” นั่นเอง
ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว Cryptocurrency ที่เกิดขึ้นมานั้นมักจะถูกสร้างมาเพื่อแก้ไขปัญหาอะไรบางอย่างที่โลกการเงินแบบเก่า (Traditional Finance) ไม่สามารถขจัดได้
โดยวันนี้พี่ทุยจะมาพามารู้จักอีกหนึ่ง “คริปโตฯ” ฝีมือคนไทย ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาการโอนเงินข้ามประเทศที่ใช้เวลานานและมีต้นทุนในการโอนเงินสูงที่มีชื่อว่า “VELO” ซึ่งอยู่ในระบบบล็อกเชนของ Velo Protocol
แต่ก่อนจะไปทำความรู้จักว่า VELO คืออะไร แก้ปัญหาโอนเงินได้ยังไง พี่ทุยขอพาทุกคนไปดูวิธีการแบบปกติที่เราใช้การมาอย่างยาวนานสักหน่อย
สมมติว่า เราอยากโอนเงินบาทจากประเทศไทยไปเป็นเงินเยนประเทศญี่ปุ่น รู้กันมั้ยว่า เราไม่สามารถโอน “เงินบาท” ไปเป็น “เงินเยน” ได้โดยตรงทันที แต่เราจะต้องผ่านขั้นตอนการโอนเงินอีกมากมายเลยล่ะ
เมื่อเราโอนเงินจากธนาคารในประเทศไทย เงินเราก็จะถูกส่งไปที่ “ธนาคารตัวแทนในต่างประเทศ (Correspondent bank)” ที่ทำหน้าที่รับและจ่ายเงินสกุลเงินต่างประเทศสำหรับการซื้อขายเงินตราต่างประเทศ หรือจะเรียกว่าเป็นธนาคารตัวกลางระหว่างธนาคารในประเทศกับธนาคารต่างประเทศก็ได้
จากนั้น “เงินบาท” ก็จะถูกแปลงเป็น “เงินดอลลาร์” ก่อน แล้วจากนั้นจะส่งเงินต่อไปที่ธนาคารในประเทศญี่ปุ่น แล้ว “เงินดอลลาร์” ก็จะถูกแปลงไปเป็น “เงินเยน” เข้าสู่บัญชีผู้รับปลายทางอีกที
ซึ่งเหตุผลที่เงินต้องถูกแปลงไปแปลงมาก็เพราะว่า “เงินบาท” ในสายตาของธนาคารนั้นมี “ความน่าเชื่อถือ” ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับ “เงินดอลลาร์” ดังนั้น ธุรกรรมข้ามประเทศส่วนใหญ่จึงจำเป็นต้องแปลงเงินบาทเป็นเงินดอลลาร์ก่อนเสมอ
นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมการโอนเงินข้ามประเทศจึงใช้เวลานานประมาณ 1 – 3 วันและมีค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมที่สูงนั่นเอง แล้วสูงขนาดไหนน่ะหรอ ? ก็อยู่ในระดับ 300 – 1500 บาทต่อครั้งเลยล่ะ ซึ่งค่าธรรมเนียมมากน้อยนั้นขึ้นอยู่กับประเทศและจำนวนเงินในการโอน
หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่รู้ ว่าปัจจุบันนี้การโอนเงินทำธุรกรรมระหว่างประเทศนั้นมีมูลค่าสูงอย่างมาก ไม่ว่าจะภาคธุรกิจ หรือบุคคลธรรมดาต่างก็มีการโอนส่งเงินไปมาระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ทำให้มูลค่าของการโอนเงินระหว่างประเทศนั้นสูงถึง 700,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 2,100,000 ล้านบาทเลยทีเดียว นับว่าเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่มากเลยทีเดียว
Velo Protocol เกิดขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาการโอนเงินแบบเดิม
การเกิดขึ้นของ Velo Protocol จะช่วยให้การโอนเงินกลายเป็นเรื่องที่สามารถทำได้เร็วมากขึ้น ค่าใช้จ่ายในการโอนต่ำลง และยังมีความปลอดภัยสูง เนื่องจากทำธุรกรรมบนระบบบล็อกเชน
สมมติพี่ทุยอยากโอนเงินไปให้น้องเอี้ยงที่ญี่ปุ่น พี่ทุยก็เดินไปที่ธนาคารในไทย จากนั้นพี่ทุยก็เอา “เงินบาท” ให้กับทางธนาคาร จากนั้นธนาคารจะนำเงินบาทไปแลกเป็น “เงินบาท” บน Velo Protocol หรือ vTHB Velo Protocol ที่จะมีมูลค่าคงที่
จากนั้นธนาคารในไทยสามารถนำเงิน vTHB ไปแลกเงิน vJPY หรือ “เงินเยน” ที่ถือว่าเป็น Stablecoin อีกเช่นกันที่อยู่บน Velo Protocol ผ่าน Liquidity Pool (LP) บน Velo Protocol โดยผู้ที่นำสภาพคล่องมาใส่ใน LP ก็คือ Trusted Partner นั่นเอง
ขั้นตอนต่อไป คือการส่ง vJPY ให้กับธนาคารในญี่ปุ่น แล้วธนาคารก็จะแลก vJPY มาเป็น “เงินเยน” และนำเงินสู่บัญชีของน้องเอี้ยงเป็นอันเรียบร้อย
ซึ่งด้วยการโอนเงินผ่าน Velo Protocol เนี่ยนอกจากจะมีค่าธรรมเนียมที่ต่ำแล้ว ยังสามารถทำได้เร็วมากกว่าการโอนแบบทั่ว ๆ ไปอาจจะใช้เวลาเพียง 10-15 นาทีแทนที่ต้องรอ 1 – 3 วันกว่าเงินจะเข้าบัญชีปลายทาง
ระบบ DSR ที่ช่วยให้ Digital Credit มีมูลค่าคงที่
สมมติว่ามีความต้องการโอนเงิน 1,000 บาทเข้ามา แปลว่าเราต้องการ Digital credit มูลค่า 1,000 บาท สมมติว่า VELO มีราคาอยู่ที่ 10 บาทต่อเหรียญ
ทาง “Velolabs” ที่เป็นตัวกลางในการค้ำประกันมูลค่าจะทำการดึงเหรียญ VELO ออกจาก Pool ของ Velolabs ออกมาจำนวน 100 เหรียญ จากนั้นจะนำ VELO ไปเป็น “หลักประกัน (Collateral)” เพื่อสร้าง Digital Credit ที่มีมูลค่า 1,000 บาทให้ Trusted Partner เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นและนำเงินมาใส่ LP ได้อย่างมั่นใจ
แต่สมมติว่าราคาเหรียญ VELO เกิดผันผวนเปลี่ยนแปลงไป อย่างเช่น ราคาเพิ่มขึ้นจาก 10 บาทเป็น 20 บาท ทาง Velolabs จะทำการดึงเหรียญ VELO กลับเข้ามาที่ Pool 50 เหรียญ เพื่อให้ Digital Credit คงมูลค่าที่ 1,000 บาทเท่าเดิม
แล้วถ้าอีกวันหนึ่ง ถ้าหากเหรียญ VELO เกิดปรับตัวลงจาก 20 บาทไปเหลือที่ 5 บาทต่อเหรียญ ทาง Velolabs จะทำการถอน VELO ออกจาก Pool อีก 150 เหรียญ ไปเติมเป็น Digital Credit เพื่อรักษาให้มีมูลค่าเท่าเดิม
ซึ่งด้วยกลไลของ Digital Credit ที่มีการรักษามูลค่าอยู่ตลอดเวลามาเป็นหลัก “ค้ำประกัน” นั่นเอง จึงทำให้แก้ปัญหาเรื่องความเชื่อมั่น และไม่ต้องมีตัวกลางมากมาย โอนเงินหลายขั้นตอนแบบเดิม ๆ ที่ทำให้เกิดต้นทุนที่สูงอีกด้วย
VELO คือเครื่องมือที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาการโอนเงินระหว่างบริษัทกับบริษัท (B2B) ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงินข้ามประเทศ หรือทำธุรกรรมธนาคารต่าง ๆ สำหรับบริษัทที่มีสาขาในต่างประเทศ
สำหรับพาร์ทเนอร์ หรือในเคสของ B2B เพียงแค่นำเงินสดจริงเข้าไปในระบบ ก็จะได้เหรียญ VELO เพื่อออก Digital Credit เพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเงิน VELO สามารถช่วยให้โอนเงินข้ามประเทศได้สะดวก รวดเร็ว ได้เงินทันที แถมค่าบริการก็ถูกกว่าการโอนเงินแบบเดิม ๆ ซะอีก
นอกจากนี้ ยังช่วยให้สามารถโอนเงินข้ามประเทศได้โดยไม่จำเป็นต้องมีสมุดบัญชี โดย VELO จะเน้นแก้ไขปัญหาแก่ “กลุ่มแรงงานต่างสัญชาติ” ซึ่งมีมากกว่า 10 ล้านคนในไทยที่ต้องการโอนเงินกลับประเทศของตัวเอง ที่เมื่อก่อนต้องฝากคนขนเงินสดไป นอกจากจะนานแล้วยังต้องเจอกับค่าบริการที่สูงมาก ๆ เท่าที่พี่ทุยสืบมาเนี่ย โดนหักถึง 5 – 10% เลยทีเดียว
VELO ไม่ได้อยู่แค่ในโลก “คริปโตฯ” แต่มีคู่ค้าระดับโลกที่พร้อมนำมาใช้ในธุรกิจจริง
ณ ปัจจุบัน Velo Protocol ยังมีอีกหนึ่งจุดเด่นหนึ่งที่แตกต่างเหนือจากโปรเจคเหรียญอื่น ๆ คือ การมี Strong Partners ที่ใช้ VELO ในการทำธุรกิจจริง ซึ่งปัจจุบัน มีทั้งหมด 13 บริษัทระดับโลกร่วมในโปรเจคนี้
- Hanwha Group
- Stellar network
- Seven Bank, Ltd.
- UOB Venture Management Private Limited
- บริษัท ยูนิ-เพรสซิเดนท์ (ประเทศไทย) จำกัด
- เครือเจริญโภคภัณฑ์
- HashKey Group
- Signum Capital Pte. Ltd.
- DU CAPITAL Pte. Ltd.
- Inception Technology Co., Ltd.
- SEBA Bank
- Kyber Network
- Everest Ventures Group
โดยระบบของ VELO เป็นระบบที่สื่อสารและเชื่อมถึงกันได้ทั้งหมด จึงทำในการโอนเงินสามารถทำได้อย่าง Real-Time โอนปุ๊บ อีกฝั่งได้เงินปั๊บ แถมยัง ไม่มีค่าธรรมเนียมในการโอน ส่วนการโอนเงินก็สามารถทำได้ผ่านพาร์ทเนอร์ของ VELO ไม่ว่าจะเป็น 7-11 ที่ญี่ปุ่น หรือพาร์ทเนอร์จากต่างประเทศอย่าง Hanwha ที่เกาหลี
นอกจากจะมี 13 พาร์ทเนอร์ระดับโลกแล้วเนี่ย เหรียญ VELO ยังสามารถซื้อได้ใน Exchange ในหลาย ๆ ประเทศแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Kucoin , Gate IO, OKX (จีน) , Bitfinex (ฮ่องกง) , VCC , MXC (สิงคโปร์) , Bithumb (เกาหลี) , Indodax (อินโดนีเซีย) และ Bitazza (ไทย)
นอกเหนือจากการโอนเงินข้ามประเทศแล้ว Velo Labs ยังมีอีกสอง Product ใหญ่ ที่จะมาพัฒนา Financial industry อย่าง
1. Velo Virtual Assets (VVA) ที่จะทำให้ปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยสามารถลงทุนในสินทรัพย์มูลค่าสูงที่แต่ก่อนมีเพียงสถาบันการเงิน และ ผู้ถือครองสินทรัพย์จำนวนมากเท่านั้นที่เข้าถึงได้
2. Velo Federated Credit Exchange (Velo FCX) แพลตฟอร์มการซื้อขาย crypto อย่างที่เรารู้กันว่า Velo Labs มี mission หลักคือการนำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้ให้บริการทางการเงินในชีวิตจริง ซึ่ง Velo FCX ก็เป็นหนึ่งในก้าวสำคัญของ Velo ที่จะพัฒนาระบบการแลกเปลี่ยนสกุลเงิน Fiat ผ่านเทคโนโลยี Digital Credit ของ Velo ถึงแม้ว่าตอนนี้เราจะเริ่มต้นด้วยฟังก์ชั่นแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล
และด้วยเหตุผลทั้งหมดทั้งมวลนี้แหละ ที่ทำให้ ณ ปัจจุบัน VELO เป็นที่น่าสนใจ โดยเฉพาะเรื่องของการใช้งานจริง เพราะสามารถช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุด ซึ่งโดยส่วนตัวพี่ทุยว่านี่ก็เป็นอีกหนึ่งโปรเจคที่ต้องจับตามองเลยล่ะ
สนใจศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมของ Velo Labs:
Website – https://velo.org/Facebook (TH)
Twitter – https://twitter.com/veloprotocol
Facebook – https://www.facebook.com/VeloOfficialTH
Medium – https://medium.com/veloprotocol
Telegram (TH) – https://t.me/velofanclubth
อ่านเพิ่ม