เมื่อวันที่ 1 พ.ย. 2564 ได้เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้นักลงทุนในตลาดคริปโทเคอร์เรนซี ต้องขวัญผวากันไปตาม ๆ กัน นั่นก็คือการปรับตัวลงอย่างรุนแรงของราคาเหรียญ “SQUID” ซึ่งมีแรงบันดาลใจจากซีรีย์เกาหลีชื่อดังอย่าง “Squid Game” โดยในวันนั้นราคาได้ปรับตัวลงจาก 628 ดอลลาร์ (หรือประมาณ 20,700 บาท) ลงมาอยู่ที่ 0.0008 ดอลลาร์ (หรือประมาณ 0.0264 บาท) ภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 นาที
โดยในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งการโกงในตลาดคริปโทที่ค่อนข้างเป็นข่าวใหญ่ โดยนักลงทุนส่วนใหญ่เรียกวิธีการนี้ว่า “Rug Pull” เนื่องจากมีลักษณะการล่อลวงให้นักลงทุนนำเงินมาลงทุนในแพลตฟอร์มของตัวเอง และค่อยทำการเชิดเงินหนีโดยไม่สามารถตรวจสอบหรือติดตามได้
วันนี้พี่ทุยจะมาเตรียมความพร้อมให้กับนักลงทุนทุกคน ทั้งที่กำลังลงทุนอยู่หรือกำลังจะเริ่มต้นลงทุนในตลาดคริปโท เพื่อให้ได้มี “ภูมิคุ้มกัน” และรู้เท่าทันกลโกงของผู้ที่ไม่ประสงค์ดีในตลาดคริปโทมากขึ้น โดยพี่ทุยจะแฉทุกรูปแบบของการหลอกลวงในตลาด ให้ทุกคนได้รู้ว่ามีรูปแบบใหนบ้าง รวมถึงวิธีการป้องกันและวิธีการสังเกตว่าเหรียญที่เราจะลงทุนนั้นมีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใดด้วย
ประเภทของการโจรกรรมมีอยู่ 2 รูปแบบ
1. Social Engineering Scams คือ การที่นักต้มตุ๋นใช้วิธีการทางจิตวิทยาและการหลอกล่อ เพื่อเข้าถึงข้อมูลสำคัญของผู้ใช้บัญชีที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย โดยมักจะใช้อยู่ 4 วิธีด้วยกัน ได้แก่
- Romance Scams มักจะอยู่ในรูปแบบของเว็ปไซต์หาคู่ โดยนักต้มตุ๋นเหล่านี้มักจะแอบแฝงโดยเข้าการมาเป็นคู่สนทนา และล้วงข้อมูลต่าง ๆ ที่จำเป็น เพื่อให้สามารถเข้ากระเป๋าเงินดิจิทัลของเราได้ในที่สุด หรือไม่เช่นนั้นก็จะเป็นการร้องขอให้โอนสินทรัพย์ โดยใช้ความสัมพันธ์และความรักมาเป็นข้ออ้าง ซึ่งไม่น่าเชื่อเลยว่ากว่า 20% ของผู้เสียหายที่สูญเสียเงินจากช่องทางนี้ จะอยู่ในรูปแบบของสินทรัพย์ดิจิทัล
- Imposter and Giveaway Scams จะไม่ค่อยแตกต่างกับ Romance Scams มากนัก เพียงแต่จะมาอยู่ในรูปแบบของบุคคลสำคัญหรือคนที่มีความน่าเชื่อถือสูง
- Phishing Scams มักจะอยู่ในรูปแบบของเว็ปไซต์ที่ดึงดูดให้มีการลงทะเบียนหรือให้ความยินยอมในการเข้าถึง “Crypto Wallet Private Key” ซึ่งหากเราพลั้งเผลอไปให้ข้อมูลเหล่านี้เข้า ก็จะทำให้นักต้มตุ๋นเหล่านี้สามารถนำรหัสของเราไปใช้ในการทำธุรกรรมได้
- Blackmail and Extortion Scams นักต้มตุ๋นจะมีความพยายามในการล้วงข้อมูลที่จะทำให้เราเสื่อมเสียชื่อเสียง และข่มขู่ให้เรายอมส่งรหัสการเข้าถึงกระเป๋าเงินดิจิทัลหรือทำธุรกรรมโอนสกุลเงินดิจิทัลให้
2. Investment or Business Opportunity Scams คือ การที่นักต้มตุ๋น ใช้วิธีการดึงดูดเม็ดเงินผ่านโครงการต่าง ๆ ซึ่งมักจะให้ผลตอบแทนที่เกินจริง หรือแทบจะเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ โดยมักจะใช้อยู่ 3 วิธีด้วยกัน ได้แก่
- DeFi Rug Pulls เป็นวิธีการเดียวกับที่เกิดขึ้นกับเหรียญ “SQUID” และเป็นที่นิยมของนักต้มตุ๋นในการโจรกรรมในตลาดคริปโทในปัจจุบัน เนื่องจากไม่สามารถตรวจสอบและติดตามได้ หากผู้ที่ทำการโจรกรรมไม่ได้ตั้งใจที่จะทิ้งหลักฐานเอาไว้ โดยวิธีการของ Rug Pulls ก็คือ นักต้มตุ๋นจะทำการสร้างโครงการออกเหรียญสกุลเงินหนึ่งให้มีความน่าเชื่อถือและสร้างความคาดหวังต่าง ๆ ให้กับนักลงทุนว่า สกุลเงินดิจิทัลดังกล่าวจะสร้างผลตอบแทนที่ดีอย่างมหาศาลได้ในอนาคต โดยในช่วงของการออกเหรียญ นักต้มตุ๋นจะทำการถือเหรียญของสกุลเงินดังกล่าวเอาไว้จำนวนครึ่งหนึ่งของปริมาณที่จะให้มีการซื้อขายอยู่ในตลาด โดยเมื่อราคาของสกุลเงินดิจิทัลดังกล่าวขึ้นมาจนถึงระดับหนึ่ง นักต้มตุ๋นก็จะทำการเทขายเหรียญออกมา เพื่อทำกำไรจากการปรับตัวขึ้นของเหรียญ และเชิดเงินไปนั่นเอง
- NFT Scams ด้วยกระแสของ NFT ที่กำลังมาแรง ก็ทำให้สินทรัพย์ชนิดนี้เป็นที่หมายตาของกลุ่มนักต้มตุ๋นเช่นกัน โดยส่วนมากการโจรกรรมจะเกิดขึ้นในรูปแบบของเว็ปไซต์ตลาดซื้อขาย NFT ปลอม ซึ่งหากนักลงทุนไม่ตรวจสอบให้ดี และนำสกุลเงินดิจิทัลของเราไปซื้อผลงาน NFT ในเว็ปไซต์ปลอมดังกล่าว ก็อาจจะเป็นการนำเงินของตนเองไปให้กับนักต้มตุ๋นโดยไม่ได้อะไรกลับมาเลยก็ได้
- Fake ICOs Scams คล้ายกับ NFT Scams แต่จะเป็นการสร้างโครงการหลอก ๆ เพื่อระดมเงินจากนักลงทุน ซึ่งมักจะเป็นโครงการที่อ้างว่าจะได้ผลตอบแทนที่สูงมาก หากนักลงทุนมีความโลภมากจนเกินไปจนไม่ลืมหูลืมตา ก็อาจจะตกเป็นเหยื่อได้โดยง่าย
การป้องกันการถูกโจรกรรมในโลกของ Cryptocurrency
จากที่พี่ทุยได้พูดถึงรูปแบบการโกงของนักต้มตุ๋นไปแล้วข้างต้น จะเห็นได้ว่าวิธีการส่วนใหญ่นั้นจะไม่ทำให้เราสูญเสียเงินได้เลย หากเราไม่เป็นผู้ที่หยิบยื่นไปให้เอง ไม่ว่าจะเป็นทั้งการให้ข้อมูล Private Key การให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับบัญชีของตัวเอง และรวมถึงการโอนสกุลเงินดิจิทัลด้วยตัวเองด้วย ดังนั้นหากรู้แบบนี้แล้ว ก่อนที่จะทำธุรกรรมต่าง ๆ เราควรศึกษาให้รอบคอบและมีสติก่อนทำธุรกรรมทุกครั้ง
แต่ในเบื้องต้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกโจรกรรม และลดโอกาสจากการตกเป็นเหยื่อของกลุ่มนักต้มตุ๋นเหล่านี้ พี่ทุยมีวิธีการง่าย ๆ 3 วิธี ที่จะทำให้เราสามารถลงทุนในตลาด Cryptocurrency ได้อย่างสบายใจมากขึ้น
1. รักษา Private Key ยิ่งชีพ รหัสในการทำธุรกรรม ไม่ควรที่จะให้ใครรู้นอกจากตัวเราเอง เพราะด้วยระบบความปลอดภัยของตัว Blockchain มันมีกระบวนการรักษาความปลอดภัยที่สูงอยู่แล้ว ซึ่ง Private Key ก็เป็นหนึ่งในนั้น หากเราทำข้อมูลของเราเองรั่วไหล ระบบใด ๆ ก็ไม่สามารถช่วยเหลือการถูกโจรกรรมได้นั่นเอง
2. ลองหาซื้อ Hardware Wallet มาใช้ดูสิ สิ่งนี้จะช่วยให้แฮกเกอร์ไม่สามารถเข้าถึง “Private Key Wallet” ของเราได้ ซึ่งทำให้เราสามารถมั่นใจได้ว่า รหัสของเราจะไม่รั่วไหล เนื่องจากเครื่องมือดังกล่าวไม่ได้อยู่บนระบบ Online ตลอดเวลา ทำให้มีความเสี่ยงต่อการถูกโจรกรรมที่น้อยมาก ๆ แต่อย่าทำหายนะ
3. ศึกษาโครงการต่าง ๆ ให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน สองข้อข้างบนจะเป็นการป้องกันการถูกโจรกรรมประเภท Social Engineering Scams แต่ข้อ 3 นี้ จะช่วยลดความเสี่ยงจากการถูก Rug Pull, NFT Scams และ Fake ICOs Scams ได้ โดยให้เราลองตรวจสอบสิ่งเหล่านี้ก่อนตัดสินใจเข้าลงทุน
- หน้าตา Platform ดูหน้าเชื่อถือหรือไม่ ? บาง Platform ใช้วิธีการ Copy โค้ดของ Platform อื่น ๆ มาทำการปรับแต่งใหม่ หรือออกแบบหน้าตามาดูไม่มีความเป็นมืออาชีพ ให้เราระมัดระวังเอาไว้ก่อน เนื่องจากอาจแสดงถึงความไม่จริงจังต่อการทำธุรกิจของผู้พัฒนาโครงการ ซึ่งอาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดการเชิดเงินหนีได้
- Community ของโครงการนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ? ผู้พัฒนาใส่ใจอัพเดทข้อมูลมากน้อยแค่ใหน แสดงถึงความจริงจังและเอาใจใส่นักลงทุนอย่างไรบ้าง
- ตัวโครงการมี Audit หรือไม่ ? โครงการที่มีความตั้งใจที่จะพิสูจน์ความจริงใจต่อนักลงทุนควรที่จะมีองค์ประกอบของผู้ตรวจสอบโค้ดเข้ามาเกี่ยวข้อง ว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีบัค (Bug) หรือสร้างความเสียหายอื่น ๆ ในระบบของโครงการหรือไม่ (ถึงจะมี Audit ก็ไม่ได้การันตี ว่าจะไม่โดนเชิดเงินนะ)
- Developer เป็นใคร ? มีสัดส่วนการถือเหรียญมากน้อยแค่ใหน ? ส่วนนี้ถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยเราอาจต้องพิจารณาประวัติของผู้พัฒนาว่ามีความรู้ความสามารถและความพยายามที่จะทำให้โครงการสำเร็จได้ในระยะยาวหรือไม่ ยิ่งถ้าเปิดเผยใบหน้าสู่สาธารณะยิ่งแสดงถึงความน่าเชื่อถือได้เลย และอีกหนึ่งส่วนที่ต้องพิจารณาคือการมีสัดส่วนของเหรียญ หากผู้พัฒนามีสัดส่วนมากจนเกินไป อย่างกรณีของ “SQUID” ที่มีสัดส่วนถึง 50% ก็จะไม่เป็นผลดีต่อนักลงทุนในกรณีที่ผู้พัฒนาทิ้งโครงการไปและหอบเงินหนีอย่างแน่นอน