กลางดึกวันที่ 9 พ.ค. 2022 เป็นจุดเริ่มต้นของการร่วงอย่างรุนแรงของราคาเหรียญคริปโตที่ชื่อว่า LUNA ใช้เวลาประมาณ 4 วัน ร่วงจากระดับ 60 ดอลลาร์ มาที่ประมาณ 0.00003 ดอลลาร์ ขณะที่ UST (TerraUSD) ซึ่งเป็น Stablecoin ที่ทำงานคู่กับ LUNA บนระบบ blockchain ที่ชื่อว่า Terra ก็มีปัญหาราคาหลุดระดับที่ตรึงไว้ที่ 1 ดอลลาร์ อย่างหนัก แตะระดับต่ำสุดที่ประมาณ 0.05 ดอลลาร์ เหตุการณ์นี้ที่สร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วตลาดเหรียญคริปโตเกิดขึ้นได้อย่างไร มีอะไรผิดพลาดไปบ้าง พี่ทุยขอพาไปส่องเหตุการณ์ครั้งนี้กันหน่อย
ทำความรู้จัก Terra Chain ที่เคยส่ง LUNA แตะ 100 ดอลลาร์มาแล้ว
Terra เป็นเครือข่าย Blockchain ที่โดดเด่นในด้านธุรกรรมการเงิน เรียกได้ว่าระบบธนาคารมีอะไร Terra Chain ก็มีเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นการกู้ยืมเหรียญคริปโต การสร้าง Stablecoin ที่ตรึงมูลค่าให้เท่ากับค่าเงินของประเทศต่าง ๆ ไว้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่าง UST มีเหรียญคริปโตที่อ้างอิงราคาหุ้น เช่น Tesla, Amazon
ซึ่ง LUNA เป็นเหรียญ Governance Token ของ Terra Chain นี่จึงเป็นเหตุให้ราคาเหรียญ LUNA โดดเด่นตลอดปี 2021 พุ่งไปเกินกว่า 100 ดอลลาร์ เพราะนักลงทุนเชื่อว่า Terra Chain จะก้าวมามีบทบาทในโลกการเงิน
ทำความรู้จัก Stablecoin แต่ละประเภท
โดย LUNA ยังถูกใช้เป็นหลักประกันในการสร้าง UST แต่ก่อนอื่นพี่ทุยขอพาไปรู้จักกับประเภทของ Stablecoin กันก่อน
Stablecoin คือเหรียญคริปโตที่มีกลไกเพื่อตรึงราคากับสกุลเงินใดสกุลเงินหนึ่ง ส่วนใหญ่จะคงไว้กับเงินดอลลาร์ ประเภทถูกแบ่งตามสินทรัพย์ค้ำประกัน ดังนี้
- Fiat – Backed : ค้ำประกันด้วยการนำเงินกระดาษที่พิมพ์โดยรัฐบาล (Fiat Money) เช่น USDT
- Commodity – Backed : ค้ำประกันด้วยสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น DGX
- Crypto – Backed : ค้ำประกันด้วยคริปโต เช่น DAI
- Algorithmic Stablecoin : ใช้กลไกพิเศษในการควบคุมความเสถียรของเหรียญ เช่น UST
กลไกการตรึงมูลค่า UST
UST จัดเป็น Algorithmic Stablecoin ที่ทำงานบน Terra Chain โดยตรึงมูลค่าไว้กับดอลลาร์ 1 UST = 1 ดอลลาร์ ถ้าความต้องการ UST น้อย 1 UST จะต่ำกว่า 1 ดอลลาร์ ระบบจะทำลาย UST แล้วแลก LUNA ที่มีมูลค่า 1 ดอลลาร์ จากนั้นนำไปขายในตลาด กลไกนี้จะลดปริมาณ UST ให้มูลค่ากลับมาที่ 1 ดอลลาร์
ในทางกลับกันถ้าความต้องการ UST สูง 1 UST สูงกว่า 1 ดอลลาร์ ระบบจะทำลาย LUNA มูลค่า 1 ดอลลาร์ แล้วสร้าง 1 UST นำ UST ไปขายในตลาด ก็จะเป็นกลไกที่เพิ่มปริมาณ UST ทั้งนี้จะมีการสร้างหรือลด UST มากน้อยเท่าไรขึ้นอยู่กับว่า ราคา UST หลุดจากมูลค่า 1 ดอลลาร์มากแค่ไหน
การแหกกฎ Impossible Trinity ซ้ำรอยต้มยำกุ้ง
ทางผู้ก่อตั้ง Terra Chain ก็ทราบดีถึงจุดอ่อนในการรักษาความเสถียรของราคา UST ได้มีการก่อตั้ง LUNA Foundation Guard (LFG) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรในสิงคโปร์ เพื่อช่วยให้การตรึงราคา UST อย่างมีประสิทธิภาพด้วยการสร้างทุนสำรองซึ่งได้มีการซื้อ Bitcoin เพื่อนำมาเป็นทุนสำรองในการตรึงมูลค่า UST ซึ่งทุนสำรองเหล่านี้ถูกเก็บไว้บนระบบ Blockchain เท่ากับว่าเปิดเผนให้ทุกคนเห็นว่ามีทุนสำรองทั้งหมดเท่าไร หากใครต้องการจะโจมตีกลไกการตรึงมูลค่าก็วางแผนได้ไม่ยากมาก
ที่ผ่านมา Terra Chian มีความพยายามทำให้ UST ถูกนำไปใช้จริง จึงสร้าง protocol ที่ชื่อว่า Anchor เปรียบเสมือนธนาคารที่รับฝากเงินและนำไปปล่อยกู้ ให้ผู้ฝากต้องฝากเงินเป็นเหรียญ UST (Fixed Exchange Rate) และจะได้ดอกเบี้ย 19-20% (Independent Monetary Policy) ในขณะที่ protocol ลักษณะนี้ใน Blockchain อื่นให้ดอกเบี้ยประมาณ 4-5% ขณะที่พันธบัตรให้ผลตอบแทนเพียง 2-3% และที่สำคัญคือผู้ฝากสามารถฝากหรือถอนเงินออกได้ตลอดเวลา (Free Capital Flow) นับเป็นการกระตุ้นความต้องการ UST อย่างมาก
ความต้องการ UST ที่มากขึ้นทำให้เกิดการทำลาย LUNA จำนวนมาก ราคาเหรียญ LUNA จึงปรับตัวขึ้นโดดเด่นในปี 2021 ส่วน UST ก็มีก้าวขึ้นมาเป็น Stablecoin ที่มีมูลค่าตลาดใหญ่เป็นอันดับ 3
แต่สิ่งที่ Anchor ทำขัดกับทฤษฎี Impossible Trinity ที่กล่าวว่าในระบบเศรษฐกิจของประเทศใดก็ตาม จะได้ไม่สามารถทำ 3 ปัจจัยนี้ไปพร้อมกันได้ ประกอบด้วย
- Fixed Exchange Rate: การกำหนดอัตราแลกเปลึ่ยนคงที่กับสกุลเงินใดสกุลเงินหนึ่ง เช่น ฮ่องกงดอลลาร์ตรึงมูลค่ากับดอลลาร์, UST กับดอลลาร์
- Free Capital Flow: การปล่อยให้เงินไหลเข้าออกอย่างอิสระ
- Independent Monetary Policy: กำหนดอัตราดอกเบี้ยได้อย่างอิสระ
ที่ผ่านมามีผู้นำเงินมาฝากมากกว่าผู้กู้ ทำให้ Anchor ต้องใช้ Yield Reserve ซึ่งเป็นทุนสำรองที่ใช้เพื่อจ่ายดอกเบี้ยให้ผู้ฝากโดยได้รับการอัดฉีดจาก Terraform Labs ซึ่งเป็นผู้ดูแล Terra Chain ทุนสำรองนี้เคยหมดไปแล้วและได้รับการอัดฉีดใหม่ นับเป็นการไหลเข้าของเงินที่ไม่ยั่งยืน
หายนะจะเกิดขึ้นเมื่อมีการแห่ถอนเงินออกตามคนกลุ่มแรกที่ถอนเงินออกไป เกิดภาวะ Bank run ซึ่งเคยเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้มาแล้วกับประเทศไทยที่ก่อให้เกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง ปี 2540 โดยนายจอร์จ โซรอส โจมตีค่าเงินบาทด้วยการซื้อเงินบาทจากตลาดการเงินทั่วโลก แล้วเทขายออกมา ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยตรึงอัตราแลกเปลี่ยนไว้ที่ 25 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้ต้องใช้ทุนสำรองระหว่างประเทศที่เป็นเงินดอลลาร์ซื้อเงินบาทที่ถูกเทขายเพื่อรักษาอัตราแลกเปลี่ยน ผลสุดท้ายธนาคารแห่งประเทศไทยพ่ายแพ้และต้องประกาศลอยตัวค่าเงินบาท
ความกังวลเพียงนิดเดียว หายนะก็เกิดได้
ผู้ที่จ้องจะโจมตี UST มีทั้งข้อมูลทุนสำรองเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา UST ยังเห็นว่าความต้องการ UST เพิ่มขึ้นแบบไม่ยั่งยืนรวมไปถึง Anchor ยังแหกกฎ Impossible Trinity และรู้ว่ากลไกการรักษาราคา UST ไม่สามารถรองรับเงินที่ไหลออกจาก UST ในปริมาณมหาศาลได้ ประกอบกับช่วงต้นเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา Anchor เริ่มปรับลดดอกเบี้ยที่จ่ายให้ผู้ฝาก ความเชื่อมั่นของผู้ฝากจึงเริ่มลดลงหรืออาจเริ่มมองหาสินทรัพย์อื่นทดแทน เรียกได้ว่าสถานการณ์กลมกล่อมมากพอที่จะโจมตีพร้อมประโคมข่าวร้ายให้เกิดความตกใจอย่างหนัก
กลุ่มทุนขนาดใหญ่ (วาฬ) จึงกว้านซื้อ UST เก็บไว้ และโจมตีระบบด้วยการเทขาย UST ออกมาในตลาด จนราคา UST ร่วงลงไปที่ 0.7-0.8 ดอลลาร์ ผู้โจมตีก็รู้ว่าหาก UST ร่วงต่ำกว่า 1 ดอลลาร์ กลไกก็จะทำลาย UST และสร้าง “ลูน่า” เพื่อให้ UST มีค่าเท่ากับ 1 ดอลลาร์ และคาดอีกว่า LFG ต้องขาย Bitcoin ที่อยู่ในทุนสำรองเพื่อพยุงราคา UST เช่นกัน ดังนั้นผู้โจมตีจึงสร้างผลกำไรด้วยการ short (ผู้เปิดสถานะ short จะได้กำไรเมื่อสินทรัพย์ราคาลดลง) LUNA และ Bitcoin
เมื่อการโจมตีนี้สำเร็จทำให้ผู้ฝากเงินใน Anchor กังวลมาก เกิดวิกฤติศรัทธาและความตกใจแห่เทขาย UST เข้าไปอีก ทำให้ปริมาณเงินที่ไหลออกจาก UST มากเกินกว่าที่กลไกจะรองรับได้ แม้ LFG จะทำทุกอย่างเพื่อแก้สถานการณ์ แต่สุดท้ายราคา UST จึงร่วงหนักสูญเสียความเชื่อมั่นและสถานะความเป็น Stablecoin ไปอย่างสมบูรณ์ ด้าน “ลูน่า” ที่ปริมาณเพิ่มขึ้นมหาศาลจากการที่กลไกทำลาย UST ราคาก็ร่วงจนแทบไม่เหลือมูลค่าเช่นกัน ส่วนราคา Bitcoin ปรับตัวลงเช่นกันแต่ฟื้นกลับขึ้นมาได้
…เรียกได้ว่ายิ่งโจมตียิ่งสร้างกำไรให้กับผู้โจมตี
แดดร่ม ลมสงบ แต่ยังไม่เห็นแสงสว่าง
ตอนจบของศึกครั้งนี้จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของผู้ดูแล Terra Chain โดยมีนักลงทุนน้อยใหญ่รับผลกระทบไปด้วย ปัญหานี้ส่งผลความเชื่อมั่นใน UST หมดสิ้นไปแล้ว ไม่มีโอกาสกลับมาเป็น Stablecoin ได้อีก ส่วน “ลูน่า” ที่ระบบพื้นฐานของ Terra Chain ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยอาจฟื้นตัวขึ้นมาได้บ้าง แต่คงไม่ได้กลับไป 100 ดอลลาร์ หากมีนักลงทุนรายใหญ่เห็นมูลค่าที่แท้จริงของระบบและใส่เงินเข้ามาหนุนระบบ ซึ่งไม่มีใครตอบได้ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ เมื่อไหร่?
อนาคต Stablecoin จะไปรอดหรือไม่
มีโอกาสที่ Stablecoin เหรียญอื่นจะถูกโจมตีได้เช่นกัน เพราะยังมี Stablecoin อีกหลายเหรียญที่มีมูลค่าตลาดเล็กมากอยู่ ยิ่งมูลค่าตลาดเล็กมากเท่าไรยิ่งโจมตีง่ายมากเท่านั้น ส่วนในรายละเอียดการโจมตีและป้องกันไม่มีใครทราบ ขณะที่ Stablecoin ขนาดใหญ่ยังมีความน่าเชื่อถือสูงอยู่ เช่น USDT, USDC อย่างไรก็ตามในโลกการลงทุนนั้นความเสี่ยงเกิดได้ทุกเมื่อ
โลกคริปโตอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น ยังมีเหตุการณ์มากมายที่อาจเกิดขึ้นได้อีก ดังนั้นประโยคที่ว่า “ไม่ควรใส่ไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าใบเดียว” ยังเป็นสิ่งที่ใช้ได้กับโลกการลงทุนทุกแบบ ทุกยุคสมัย พี่ทุยแนะนำว่าควรกระจายการลงทุนในพอร์ต ส่วนเงินก้อนไหนที่จะลองเสี่ยงก็ควรจำกัดเผื่อกรณีที่เกิดความเสียหายแล้วจะต้องไม่กระทบกับชีวิตประจำวัน
อ่านเพิ่ม
