[บทวิเคราะห์] “DOT vs ATOM vs NEAR” ใครจะเป็นผู้ชนะในยุค Blockchain 3.0

[บทวิเคราะห์] DOT vs ATOM vs NEAR ใครจะเป็นผู้ชนะในยุค Blockchain 3.0

4 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • Blockchain 3.0 เป็นยุคสมัยแห่ง “Scalability & Interoperability” ที่เน้นไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพของการขยาย Chain และการสื่อสารระหว่าง Chain ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น
  • Polkadot (DOT), Cosmos (ATOM) และ Near Protocol (NEAR) เป็น 3 Chain ที่กำลังมาแรงและได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุนอย่างล้นหลาม
  • ทั้ง 3 มีระบบที่เหมือนกันอย่างการใช้ Consensus แบบ Proof-Of-Stake แต่ก็มีจุดที่แตกต่างกันอยู่ไม่น้อย

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

ตอนนี้ใคร ๆ ก็พูดถึง “Blockchain 3.0” ซึ่ง Chain ที่กำลังโดดเด่นและมาแรงในช่วงนี้ คงจะหนีไม่พ้น Polkadot (DOT), Cosmos (ATOM) และ Near Protocol (NEAR) โดยที่ทั้ง 3 Chain นี้มีลักษณะของระบบการทำงานที่คล้ายคลึงกัน จึงทำให้อาจเปรียบเทียบได้ยากว่าใครจะเหนือกว่าใคร

ในวันนี้พี่ทุยจะพามาวิเคราะห์ข้อแตกต่าง ระหว่างทั้ง 3 Chain นี้ว่า มีอะไรที่แตกต่างกันบ้าง และตัวไหนที่น่าจะเป็นผู้ชนะในยุคแห่ง Blockchain 3.0 กันแน่

วิวัฒนาการของ Blockchain

นับตั้งแต่ปี 2012 จนถึงปัจจุบัน เทคโนโลยี Blockchain ก็เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายและมีวิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง

เริ่มต้นจากการกำเนิดของสกุลเงินดิจิทัลอย่าง “Bitcoin” ในช่วง 10 ปีที่ผ่าน ซึ่งถือเป็น “First Blockchain” และนับเป็นยุคแห่ง Blockchain 1.0

อีก 6 ปีให้หลัง ผู้คนเริ่มตระหนักถึงปัญหาในการใช้งาน Bitcoin สำหรับการนำไปใช้ในการแลกเปลี่ยน เนื่องจากมีการทำธุรกรรมที่ล่าช้า ใช้ประโยชน์ได้น้อย จึงเกิดเป็น Blockchain 2.0 ยุคแห่ง “Smart Contract” เพื่อแก้ปัญหาในจุดนี้ ทำให้ในแต่ละ Block สามารถบันทึกสัญญาธุรกรรมและเขียนโค้ดเข้าไป ทำให้สัญญาสามารถทำงานได้อย่างอัตโนมัติ หากตรงตามเงื่อนไขที่กำหนด

ซึ่งนั่นทำให้เกิดการพัฒนาแพลตฟอร์มและแอฟพลิเคชั่นใหม่ ๆ จำนวนมากในช่วงเวลานั้นบน Blockchain รวมถึงพัฒนาให้การแลกเปลี่ยนสกุลเงินมีความรวดเร็วมากขึ้น สกุลเงินที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในยุคนี้ คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก “Ethereum”

ส่วนในยุคปัจจุบัน “Blockchain 3.0” เข้ามาแก้ไขจุดอ่อนของการทำงานของ Blockchain ในยุคก่อน ๆ เช่น

  • ต้นทุนการทำธุรกรรมที่สูง จากปริมาณธุรกรรมที่ล้นและทำให้เกิดความล่าช้า เนื่องจากมีปริมาณ Block ที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากใน Chain นั้น ๆ
  • ต้นทุนพลังงานในการตรวจสอบธุรกรรมจำนวนมาก จากการตรวจสอบด้วยวิธี Proof-Of-Work  ซึ่งกินพลังงานไฟจากคอมพิวเตอร์ของผู้ที่เป็น Validator ทั่วโลกใน Chain นั้น ๆ

จึงทำให้ในยุคแห่ง Blockchain 3.0 จะเป็นการเข้ามาแก้ไขปัญหาในเรื่อง “Scalability & Interoperability” ซึ่งปัจจุบันมี Blockchain ที่เข้ามาแก้ไขปัญหานี้อยู่หลาย Chain ซึ่งรวมถึงPolkadot (DOT), Cosmos (ATOM) และ Near Protocol (NEAR)

Polkadot (DOT) ด้วยแนวคิด Many Chains, One Network

ผลงานจากผู้ก่อตั้งนาม “Gavin Wood” ซึ่งมีดีกรีเป็นถึงอดีตผู้ร่วมก่อตั้งและ CTO ของ “Ethereum” ด้วยความสามารถในการเขียนโค้ดและเป็นผู้คิดค้นภาษา “Solidity” ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้สร้าง Ethereum ในตอนนั้น ทำให้เขาเปรียบเสมือนเป็นผู้สร้าง Ethereum เลยก็ว่าได้

แต่ในขณะเดียวกัน การที่เขาเป็นผู้สร้างก็ทำให้เขามองเห็นถึงปัญหาเช่นกัน จึงตัดสินใจออกจากบริษัทและมาสร้าง Chain เป็นของตนเอง หรือก็คือ “Polkadot” ในปัจจุบัน

โดย “Polkadot” ได้ชูสโลแกน “Many Chains, One Network” ซึ่งเข้ามาแก้ไขปัญหาในเรื่องของจำนวน Block และการทำธุรกรรมที่มากจนส่งผลต่อค่าธรรมเนียมที่สูงของ Ethereum

จุดเด่นของ “Polkadot” คือ มองว่าการจัดการระบบ Blockchain ควรเปรียบเสมือนกับการบริหารประเทศ โดยยกตัวอย่างการบริหารของสหรัฐฯ ที่มีรัฐกว่าประมาณ 50 กว่ารัฐ โดยแต่ละรัฐจะมีการบริหารจัดการและกฏหมายของตนเอง เพื่อลดภาะการทำงานของรัฐบาล

แต่ก็ไม่ได้เป็นอิสระจนเกินไป โดยในแต่ละรัฐยังคงอยู่ภายใต้กฎหมายใหญ่ของสหรัฐฯ  และมีการใช้กองกำลังทหารร่วมกัน เพื่อรักษาความมั่นคงภายในประเทศ

เปรียบเสมือนรูปแบบการทำงานของ “Polkadot” ที่เปรียบรัฐบาลสหรัฐฯ เป็น “Relay Chain” ซึ่งมีระบบรักษาความปลอดภัยรวมที่ใช้ร่วมกันทั้งหมดและกำหนดรูปแบบของโค้ดที่สามารถเข้ากันได้กับ Chain อื่น ๆ ที่เรียกว่า “Parachain” ซึ่งเปรียบเสมือนแต่ละรัฐในสหรัฐฯ ที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขของโค้ด “Relay Chain” แต่ก็ยังสามารถกำหนดเงื่อนไขภายในของ Blockchain ตนเองได้ และในเรื่องการปกครองและการรักษาความปลอดภัย จะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ “Relay Chain” ไปนั่นเอง

“Polkadot” มีเหรียญที่ทำการซื้อ-ขายชื่อว่า “DOT” ซึ่งผู้ถือเหรียญสามารถจะมีสิทธิในเรื่องของการโหวตทิศทางอนาคตของ “Polkadot” ได้ เปรียบเสมือนกับการทำประชามติ 

รวมถึงตัวเหรียญยังมีความสำคัญอีกหนึ่งอย่าง คือสามารถที่จะนำไปใช้ในการโหวตโครงการ Blockchain อื่น ๆ ที่จะมาขอเข้าร่วมเชื่อมต่อกับ Chain ของ Polkadot ได้ โดยหาก Chain นั้น ๆ ได้รับความไว้วางใจจากผู้ถือ “DOT” ก็จะสามารถที่จะเข้ามาอยู่ใน Chain ของ Polkadot ได้เป็นระยะเวลา 2 ปี และถ้าหากครบ 2 ปีเมื่อไหร่ ก็จะทำการโหวตกันใหม่อีกครั้ง (เหมือนการเลือกตั้งเลย) ซึ่งผู้ที่นำเหรียญ “DOT” ไปใช้ในการโหวตก็จะได้รับผลตอบแทนจากการนำเหรียญไป Stake ไว้ในโครงการนั้น ๆ นั่นเอง

ส่วนเรื่องของ Supply เหรียญ “DOT” สามารถถูกสร้างออกมาได้ไม่จำกัด แต่สิ่งที่ถูกจำกัดคือ “Parachain” ที่จะมาเข้าร่วมกับ “Polkadot” ซึ่งถูกจำกัดไว้ที่ 100 Chain เท่านั้น ทำให้ความต้องการของเหรียญยังคงมีมาอย่างต่อเนื่องนั่นเอง

Cosmos (ATOM)  ด้วยแนวคิด The Internet Of Blockchains

ผู้ก่อตั้งคือ “Jae Kwon” ซึ่งมีดีกรีเป็นผู้พัฒนาใน “Silicon Valley” ศูนย์รวมบ่มเพาะ Start Up ในสหรัฐฯ ที่ประสบความสำเร็จมากมายอย่าง Google และ Facebook

ทั้งนี้ แนวคิดของ “Cosmos” เชื่อว่าการสื่อสารระหว่าง Blockchain ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมายในปัจจุบัน เป็นเรื่องสำคัญ

จึงได้ออกแบบระบบ Blockchain ของ “Cosmos” ให้สามารถรองรับ Chain อื่น ๆ ได้หลากหลายอย่างไม่จำกัด ทั้งในเรื่องของโค้ดที่สามารถรองรับได้หลายภาษา รวมถึงปริมาณของ Chain ที่สามารถเข้ามาได้โดยจะไม่จำกัดจำนวน และให้มีการสื่อสารกันเองเหมือนกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน (ง่ายขนาดนั้นเชียวนะ)

ทำให้ตรงจุดนี้ถือว่ามีข้อแตกต่างกับ “Polkadot” ที่จำกัดเรื่องของจำนวน Chain ไว้เพียงแค่ 100 เท่านั้น 

รวมถึงในเรื่องของการรักษาความปลอดภัยในระบบ Cosmos ปล่อยให้การพัฒนาและการรักษาความปลอดภัยของแต่ละ Blockchain ในระบบเป็นอิสระจากกัน หรือก็คือดูแลกันเอง ซึ่งถือว่าแตกต่างกับ Polkadot อย่างชัดเจนที่จะมีศูนย์กลางคอยรักษาความปลอดภัยให้

และในส่วนของ Supply นั้นถือว่าไม่มีการจำกัดเอาไว้ สามารถสร้างขึ้นมาได้เรื่อย ๆ และเช่นเดียวกัน Cosmos มีเหรียญที่ชื่อว่า “ATOM” ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการมีสิทธิออกเสียงกำหนดทิศทางของ Cosmos ได้ รวมถึงสามารถนำไป Stake ได้ แต่จะไม่ได้มีการโหวตสำหรับเลือก Chain เข้ามาอยู่ในระบบเหมือน Polkadot

NEAR Protocol (NEAR)  ด้วยแนวคิด Infrastructure for Innovation

ดีกรีผู้สร้างก็ถือว่าไม่ธรรมดาเช่นกัน โดย Alex Skidanov และ Illia polosukhin เป็นถึงอดีตนักพัฒนาซอฟต์แวร์ให้กับ Microsoft และ Google ตามลำดับ

โดยทั้งสองมีแนวคิดที่ต้องการให้ Blockchain กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางด้านนวัตกรรม ที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย และยังชูตัวเองเพิ่มเติมไปอีกว่าเป็น “Developer Friendly” ที่หากนักพัฒนาคนไหนมีความต้องการที่จะสร้าง Chain ในระบบนิเวศน์ของ “Near Protocol” ก็สามารถเริ่มต้นทำได้ง่าย ๆ เพียงแค่ 5 นาทีเท่านั้น !

ซึ่งหากเปรียบเทียบกับ Blockchain 3.0 ตัวอื่น ๆ “Near Protocol” จะมีความคล้ายคลึงกับ “Cosmos” ค่อนข้างมาก ด้วยระบบนิเวศน์ที่เปิดกว้างอย่างไม่จำกัด การเขียนโค้ดที่ง่ายต่อผู้พัฒนาหรือผู้สร้าง รวมถึงใช้หลักการการพิสูจน์ธุรกรรมด้วย Proof-of-Stake

แต่อย่างไรก็ตาม จุดที่เป็นข้อแตกต่างใหญ่ ๆ ระหว่างทั้งสองก็คือเรื่องของ Supply โดย “Near Protocol” ได้สร้างสกุลเงินดิจิทัลของตนเองขึ้นมาชื่อ “NEAR” ซึ่งมีการกำหนดปริมาณที่จะสามารถสร้างขึ้นมาได้ทั้งหมดที่ 1000 ล้านเหรียญเท่านั้น (ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 600 ล้านเหรียญ)

และเช่นเดียวกัน ผู้ที่ถือครองเหรียญ “NEAR” สามารถนำไปใช้ในการมีสิทธิออกเสียงกำหนดทิศทางของ “NEAR Protocol” ได้ รวมถึงสามารถนำไป Stake เพื่อรับผลตอบแทนได้

[บทวิเคราะห์] “DOT vs ATOM vs NEAR” ใครจะเป็นผู้ชนะในยุค Blockchain 3.0

ไม่รู้เหมือนกันว่าใครจะเป็นผู้ชนะในศึก Blockchain 3.0 นี้ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะเป็น DOT ATOM หรือ NEAR ก็ตามต่างต้องการแก้ปัญหาที่ใกล้เคียงกัน ที่สำคัญทั้ง 3 เหรียญก็มีความคล้ายคลึงในหลากหลายแง่มุม ซึ่งในระยะยาวพี่ทุยว่าก็มีโอกาสที่จะเติบโตได้ดีทั้ง 3 เหรียญ พี่ทุยแนะนำให้ลองไปเจาะลึกข้อมูลก่อนการลงทุนเสมอ

ด้วยความที่ตลาด Cryptocurrency ยังสามารถเติบโตได้อีกมาก และอาจมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่องและทำให้พื้นฐานต่าง ๆ ของเหรียญเปลี่ยนแปลงไปก็เป็นได้เช่นกัน ว่ากันว่าในโลกคริปโตแค่ 1 เดือนบางทีก็เปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือได้เลยเหมือนกัน

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile