พี่ทุยสังเกตเห็นเพื่อนในโซเชี่ยลหลายคนเริ่มตื่นตัวเรื่องฝุ่นพิษ PM2.5 ที่เริ่มกลับมาในบางเขตของกรุงเทพฯ อีกแล้ว ก็เลยอดนึกถึงสิ่งหนึ่งที่มาคู่กับฝุ่นพิษไม่ได้ ซึ่งก็คือเครื่องฟอกอากาศนั่นเอง และเครื่องฟอกอากาศที่บูมที่สุดในตอนนั้นก็คงหนีไม่พ้นเครื่องฟอกอากาศยี่ห้อ Xiaomi ที่ฮิตกันจนขาดตลาด ต้องสั่งจองกัน ตาม Platform ช้อปปิ้งออนไลน์ทั้งหลายก็หมดเกลี้ยง
“แม้แต่หมูก็สามารถบินได้ถ้าหากมันยืนอยู่ที่จุดศูนย์กลางพายุหมุน (Even a pig can fly if it stands at the center of a whirlwind)”
พี่ทุยเชื่อว่าประโยคเด็ดที่ เหลย จุน ซีอีโอของ Xiaomi เคยพูดเอาไว้น่าจะเคยผ่านหู ผ่านตาหลายคน อธิบายได้ว่า ถึงแม้จะเป็นหมูที่ตัวหนักเหลือเกิน แต่ถ้าเลือกยืนถูกที่และถูกเวลา ชีวิตก็ติดปีกบินได้นะ เหมือนในอดีต Startup อย่าง Xiaomi ที่ถึงแม้ว่าจะมีผลสำรวจเกี่ยวกับการล้มเหลวของ Startup มากมาย เช่น จากการสำรวจของ Statistic Brain พบว่า บริษัท Startup 46% ไปต่อไม่ไหวจนสุดท้ายต้องปิดตัวลง ความไม่ไหวที่ว่าคือการไม่ไหวทั้งทางด้านแรงกาย แรงใจและแรงเงิน แต่ถ้าไหวบริษัทเหล่านั้นก็จะถูกเรียกว่าเป็น “ยูนิคอร์น” และได้ไปต่อ อย่างกาว 3MM ก็เคยเป็น Start up มาก่อนนะ โดยประเทศที่มีสตาร์ทอัพประสบความสําเร็จมากที่สุดคือจีน ส่วนรองลงมาคืออเมริกา
ยูนิคอร์นอย่าง Xiaomi ถือกำเนิดขึ้นในเดือนเมษายน ปี 2010 นับถึงวันนี้เค้ามีอายุได้เพียง 9 ขวบเท่านั้น ลองคิดดูสิว่าตอนอายุ 9 ขวบเราทำอะไรได้บ้าง แต่เด็กน้อยคนนี้กลับทำเรื่องน่าทึ่งได้มากมายเลยล่ะ ด้วยกลยุทธ์ด้านราคาและคุณภาพของเค้า ก่อนหน้าที่ Xiaomi จะเข้ามา ตลาดสมาร์ทโฟนในจีนแบ่งออกเป็น 2 ระดับคือ ระดับพรีเมี่ยม เช่น Apple และ Samsung ไปเลย กับระดับแบรนด์โนเนม ราคาประหยัดที่คุณภาพก็สมกับราคานั่นแหละ Xiaomi ก็เลยขอเข้ามาอยู่ตรงกลาง โดยเสนอสมาร์ทโฟนราคาน่ารักที่คุณภาพดีไม่แพ้แบรนด์ตะวันตกทั้งหลาย และที่เค้าสามารถผลิตของที่มีคุณภาพ ในราคาน่าคบกว่าได้ หลัก ๆ เลยคงเป็นเพราะค่าแรงขั้นต่ำของจีนที่ถูกจนสร้างความได้เปรียบให้กับเค้า ตอนนี้ลองมาดูค่าแรงขั้นต่ำต่อชั่วโมงของบางประเทศกันดีกว่า ว่าถ้าเทียบกันแล้ว ค่าแรงของจีนถูกแค่ไหน (เมื่อคิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2562)
– ประเทศสหรัฐอเมริกา มีค่าแรงขั้นต่ำ 7.25 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทย 230 บาท/ชั่วโมง
– ประเทศออสเตรเลีย มีค่าแรงขั้นต่ำ 18.93 ดอลลาร์ออสเตรเลีย คิดเป็นเงินไทย 417 บาท/ชั่วโมง
– ประเทศญี่ปุ่น มีค่าแรงขั้นต่ำ 848 เยน คิดเป็นเงินไทย 246 บาท/ชั่วโมง
– ประเทศเกาหลีใต้ มีค่าแรงขั้นต่ำ 8,350 วอน คิดเป็นเงินไทย 246 บาท/ชั่วโมง
– ประเทศจีน มีค่าแรงขั้นต่ำ 12-24 หยวน (แล้วแต่เมือง) คิดเป็นเงินไทย 55-110 บาท/ชั่วโมง
เมื่อเทียบกันเเล้ว จะเห็นได้ว่าจีนมีความได้เปรียบเรื่องของค่าเเรงมาก ในขณะที่อันดับ 1 ในตลาดสมาร์ทโฟนอย่าง Samsung ของเกาหลีใต้ต้องจ่ายค่าแรงขั้นต่ำชั่วโมงละ 246 บาท และอันดับ 3 อย่าง Apple ในอเมริกาต้องจ่ายค่าแรงขั้นต่ำชั่วโมงละ 230 บาท Xiaomi จ่ายเพียงแค่ 55-110 บาทเท่านั้น แต่ประเด็นสำคัญก็คืออันดับ 2 แห่งวงการสมาร์ทโฟนอย่าง Huawei ก็มีฐานการผลิตอยู่ในจีนเหมือนกัน ดังนั้น Xiaomi ผู้เป็นอันดับ 4 จึงไม่ได้เปรียบ Huawei ในเรื่องของค่าแรงที่ถูกกว่า ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนดีกว่าเลย
สรุปได้ง่าย ๆ ว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียวเป็นเชื้อเพลิงที่ไม่แรงพอจะทำให้ Xiaomi พุ่งแซงหน้าบริษัทที่ก็มีจุดได้เปรียบเหมือน ๆ กันได้ นอกจากนั้น บริษัทที่เป็นคู่เเข่งรายอื่นก็สามารถย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศจีนหรือประเทศอื่นที่มีค่าเเรงขั้นต่ำถูกได้เหมือนกัน เช่น ประเทศไทยของเรา มีค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ 38-41 บาทต่อชั่วโมง ส่วนพม่ากับลาวก็ถูกยิ่งกว่า ค่าเเรงขั้นต่ำของเค้าอยู่ที่ประมาณ 12 บาทและ 16 บาทต่อชั่วโมงตามลำดับเท่านั้น
เพราะฉะนั้นนอกจากราคาที่ถูกแล้ว ด้านคุณภาพเค้าก็ต้องคับแก้วด้วยและ Xiaomi ก็ได้ 10 คะแนนไปเต็ม ๆ เลยในเรื่องของคุณภาพ เพราะเค้ามีระบบปฏิบัติการในรอมที่โด่งดังเป็นของตัวเอง ชื่อว่า MIUI อ่านว่า MI You I หรือที่คนไทยยุคแรก ๆ เรียกกันว่า หมีอุย ระบบนี้ปังมาก จริง ๆ แล้วพูดได้เลยว่า เพราะมีระบบ MIUI ในวันนั้น ถึงมี Xiaomi ในวันนี้
ในยุคแรกที่ก่อตั้งบริษัทนั้น Xiaomi ไม่ได้ผลิตสมาร์ทโฟนแต่เป็นบริษัทผู้ออกแบบระบบปฏิบัติการในรอมให้กับสมาร์ทโฟนแบรนด์ต่าง ๆ ซึ่งคนชอบกันมาก แต่คนส่วนนึงก็ไม่มีโอกาสได้ใช้สมาร์ทโฟนเหล่านั้น เพราะมันมีราคาแพงไป Xiaomi ก็เลยทำสมาร์ทโฟนของตัวเองซะเลยและคลอดมาถึง Xiaomi Mi9 แล้ว
จะเห็นได้ว่ารายได้ของ Xiaomi สูงขึ้นเรื่อย ๆ และส่วนเเบ่งการตลาดในตลาดมือถือก็ตระกายจนเป็นอันดับ 4 ที่ 9% ของตลาดมือถือทั้งโลก
Internet of things หมัดเด็ดของ Xiaomi
อีกเรื่องหนึ่งที่จะลืมไปไม่ได้เลยเมื่อพูดถึง Xiaomi ก็คือ IoT Ecosystem ของเค้า ซึ่งเปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2014 เพราะทาง Xiaomi มองว่าตลาดสมาร์ทโฟนมีการแข่งขันที่ดุเดือดมากและเริ่มชะลอตัวในจีน เค้าเลยเริ่มหาผลิตภัณฑ์อื่น ๆ มาตีตลาด
IoT ย่อมาจาก Internet of things หรืออุปกรณ์หลากหลายประเภทที่สามารถทำงานเชื่อมต่อกับอินเตอร์เนตได้ อุปกรณ์หลากหลายที่ว่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับสมาร์ทโฟน อย่างพวก Gadget ต่าง ๆ เช่น ที่ชาร์จแบต หูฟังไร้สายหรือสมาร์ทวอทที่หลาย ๆ แบรนด์ก็มีกันเท่านั้น แต่คืออุปกรณ์และเครื่องมือ เครื่องใช้ทั่วไปเลย ตั้งแต่ปรอทวัดไข้ หม้อชาบู เครื่องชงกาแฟ หลอดไฟ เซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวในบ้าน รถสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าหรือแม้กระทั่งรถยนต์ เค้าก็กำลังจะปล่อยออกมานะ!
และเฉพาะแค่ในปี 2018 Xiaomi ก็มียอดขายอุปกรณ์ IOT เหยียบ 150.9 ล้านชิ้น หรือคิดเป็นการเติบโต 193.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า คิดเป็นรายได้ทั้งสิ้น 43,800 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโตเพิ่มขึ้น 86.9% เลยทีเดียว
ที่สำคัญกว่านั้น คือ อุปกรณ์เหล่านี้ไม่ได้เชื่อมต่อกับแอปพลิเคชั่น Mi Home ของเค้าธรรมดาๆ ให้ผู้ใช้งานรู้สึกว่ามีลูกเล่น แต่เมื่อเชื่อมต่อกันแล้ว อุปกรณ์เหล่านั้นสามารถทำงานได้ล้ำยุคเหมือนเราหลุดไปอยู่ในหนังวิทยาศาสตร์เลยยังไงอย่างงั้น ถึงเราไม่จะไม่ได้ใช้สมาร์ทโฟน Xiaomi ก็โหลดสามารถโหลดแอปพลิเคชั่น Mi Home มาใช้ได้นะ โดยแอปพลิเคชั่นนี้จะทำหน้าที่เหมือนสมุดสะสมแสตมป์ ที่เมื่อเปิดออกมา เราจะสามารถดูรายการอุปกรณ์เครื่องมือ-เครื่องใช้ต่าง ๆ ของ Xiaomi ทุกชิ้นได้ และถ้าซื้อของ Xiaomi มาเพิ่มก็สามารถเพิ่มรายการลงไปใหม่ได้
พี่ทุยขอข้ามพวก Gadget ต่าง ๆ ที่เราพอรู้จักกันอยู่แล้ว อย่างสมาร์ทวอทหรือหูฟังไร้สาย แต่จะขอเจาะไปที่การพยายามสร้าง Ecosystem ที่ผ่านมา การทำให้ลูกค้าเกิดความภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) จนเค้าอยากใช้สินค้าของแบรนด์นั้น ๆ ซ้ำ ๆ ในชีวิตประจำวันอาจจะเป็นเรื่องพื้น ๆ ไปซะแล้ว เพราะสิ่งที่ Xiaomi พยายามทำคือ การเข้าไปเป็นชีวิตประจำวันของลูกค้าเลย
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อตื่นนอนในตอนเช้า ก่อนจะไปเรียนหรือทำงาน ลูกค้าก็จะดื่มกาแฟจากเครื่องชงกาแฟของ Xiaomi ที่เราสามารถสั่งงานได้ผ่านแอปพลิเคชั่นทั้งหมดว่าต้องการกาแฟอะไร ปริมาณเท่าไหร่ ร้อนเย็นแค่ไหน และถ้าหากอยากกินอาหารเช้าก็หุงข้าวด้วยหม้อหุงข้าวของ Xiaomi ที่ให้ความร้อนสม่ำเสมอ ไม่มีปัญหาข้าวติดหม้อให้เราต้องแช่น้ำทิ้งไว้เป็นชั่วโมง
ต่อจากนั้นก็ขับรถยนต์ Redmi ไปทำงานหรือถ้าที่ทำงานอยู่ไม่ไกลบ้าน ก็สามารถปั่นสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าของ Xiaomi ไปทำงานได้ ไม่ต้องกลัวช้าเหมือนสกู๊ตเตอร์ทั่วไป เพราะเค้ามีความเร็วสูงถึง 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเลยแหละ และระหว่างที่อยู่นอกบ้านก็สามารถสำรวจดูความเรียบร้อยภายในบ้านได้ด้วยกล้องวงจรปิดของเค้า หลังจากนั้นเมื่อกลับบ้านในตอนเย็น พอเปิดประตูบ้านปั๊ป เครื่องฟอกอากาศก็จะทำงานทันที อยากให้บ้านสว่างก็ไม่ต้องเดินคลำหาสวิตช์เพราะเราสั่งงานผ่านมือถือได้ ตอนจะนอนก็ไม่ต้องกลัวขโมยเข้าบ้านเพราะมีระบบเซนเซอร์คอยตรวจจับความร้อน และถ้าลุกมาเข้าห้องน้ำกลางดึกก็จะเปิดไฟทางให้เราโดยอัตโนมัติ แค่คิดก็ฟินแล้วใช่มั้ยละ…
เรียกได้ว่า Xiaomi มีอุปกรณ์รองรับความต้องการของเราตั้งแต่ตื่นนอนยันหลับเลย เทคโนโลยีล้ำยุคที่เหนือเมฆกว่าแบรนด์อื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัดถือเป็นการฉีกภาพลักษณ์เดิม ๆ ของจีนโดยสิ้นเชิง เพราะก่อนหน้านี้คนมักมองว่าจีนเป็นประเทศที่เน้นก็อปปี้ ส่วนเรื่องเทคโนโลยีต้องยกให้ญี่ปุ่น เรื่องนี้สะท้อนให้เราเห็นว่า อะไรที่ใช่เมื่อวาน อาจจะไม่ใช่อีกแล้วในวันนี้ก็ได้
Comment