ทำไม Facebook ปลดพนักงาน 11,000 คน - ทุ่มเงินกับ Metaverse จะคุ้มมั้ย ?

ทำไม Facebook ปลดพนักงาน 11,000 คน – ทุ่มเงินกับ Metaverse จะคุ้มมั้ย ?

4 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • Facebook หรือ Meta สร้างความฮือฮาอีกครั้งด้วยการประกาศปลดพนักงาน 11,000 คน แล้วบอกว่าจะเอาต้นทุนที่ลดลงนี้ ไปใช้พัฒนา Metaverse
  • มูลค่าตลาด Metaverse อาจจะแตะ 8 แสนล้านดอลลาร์ ในปี 2024 โดยเวลานี้มีบริษัทเทคฯ หลายเจ้าที่ตบเท้าเข้าไปมีส่วนร่วมวางโครงสร้าง Metaverse แล้ว
  • ธุรกิจดังทั้งระดับโลกและในไทย จำนวนหนึ่งเข้าไปทดลองทำกิจกรรม หรือเปิดสำนักงานในโลกเสมือนอย่าง Metaverse เพื่อสร้างตัวตนในโลกดิจิทัล
  • ผู้บริหารระดับโลกมองว่า Metaverse อยู่ในช่วงตั้งไข่เท่านั้น หลังจากนี้ เรายังเห็นวิวัฒนาการของ Metaverse ได้อีกไกล

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

ปี 2022 นี้ เป็นปีที่วงการเทคฯ สร้างแรงสั่นสะเทือนให้ตลาดมากทีเดียว ล่าสุดเป็นคิวของ Meta บริษัทแม่ของ Facebook ที่ประกาศปลดพนักงานครั้งใหญ่กว่า 11,000 คน เพื่อลดต้นทุน ลดการขาดทุน แล้วก็ต้นทุนส่วนที่ลดลงนี้ ไปลงทุนปั้น Metaverse ที่ Mark Zuckerberg ซีอีโอ มองว่าเป็นอนาคตของการเติบโต

พี่ทุยก็เลยอดสงสัยไม่ได้ว่า Metaverse ต้องมีอนาคตขนาดไหน Zuckerberg ถึงทุ่มชีวิตจิตใจ และยอมปลดระวางพนักงานเยอะขนาดนี้ วันนี้พี่ทุยจะพามาวิเคราะห์กัน 

ถ้าพูดถึง Metaverse คำนี้ถูกพูดถึงในวงกว้างตั้งแต่ปี 2021 ที่ Facebook เจ้าพ่อโซเชียลเน็ตเวิร์คประกาศตัวว่าจะมุ่งหน้าสู่ Metaverse หรือโลกเสมือนที่จะทำให้ทุกคนปฏิสัมพันธ์กันบนอินเทอร์เน็ตในสภาพแวดล้อมเสมือนจริงสามมิติได้ โดยที่ Facebook ถึงขั้นลงทุนเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Meta เพื่อย้ำจุดยืนนี้ทีเดียว

และตลอดปี 2022 Facebook ก็โฟกัสการลงทุนไปที่ Metaverse อย่างเช่นครั้งล่าสุดนี้ ที่ยอมปลดคนในส่วนธุรกิจอื่นที่นิ่ง ๆ หรือเป็นขาลง ก็เพื่อเอาเงินไปทุ่มให้ Metaverse อีกเช่นกัน

คราวนี้ พี่ทุยก็เลยสงสัยว่า เอ๊ะ! แล้วบริษัทอื่น ๆ ในโลกนี้ล่ะ ให้ความสำคัญกับ Metaverse แค่ไหน ซึ่งก็พบว่า ทั้งบริษัทเทคโนโลยีและบริษัทที่ทำธุรกิจอื่น ต่างก็กระโจนกันเข้ามาจับเทรนด์ Metaverse เยอะทีเดียว เพราะมองว่า นี่จะเป็นโลกใหม่ที่ผู้บริโภคจะเข้าไปอยู่ในนั้น ใครที่ยึดครองพื้นที่บนโลกเสมือนได้ก่อน ย่อมได้เปรียบกว่า

มาอัปเดตกันว่า เรื่องราวของโลก Metaverse เป็นยังไงแล้วบ้าง

มูลค่าตลาด Metaverse โดยคาดการณ์

จากการคาดการณ์ของBloomberg Intelligence, Newzoo, IDC, PWC, Two Circles เเละ Statista

ปี 2024 : 800,000 ล้านดอลลาร์ (+13.1% ต่อปี)

  • ฮาร์ดแวร์เกม อุปกรณ์ AR และ VR
  • ซอฟต์แวร์เกม บริการและโฆษณา
  • โฆษณาบนโซเชียลมีเดีย
  • การรับชมความบันเทิงสด

ปี 2020 : 500,000 ล้านดอลลาร์

ตัวอย่างธุรกิจที่เข้าไปยึดพื้นที่ตลาด Metaverse แล้ว

ข้อมูลจาก Bloomberg Intelligence ได้รวบรวมธุรกิจที่เข้าไปยึดพื้นที่ตลาด Metaverse ในช่วงปีที่ผ่านมาเเล้ว มีหลายวงการเลย 

ผู้ผลิตเกมออนไลน์ 

  • Roblox
  • Epic Games
  • Microsoft
  • Activision Blizzard
  • Electronic Arts
  • Take-Two
  • Tencent
  • NetEase
  • Nexon
  • Valve

ผู้ออกแบบซอฟต์แวร์

  • Unity
  • Epic Games
  • Adobe
  • Autodesk
  • Ansys

เครือข่ายสังคมออนไลน์

  • Facebook
  • Tencent

ฮาร์ดแวร์เกม อุปกรณ์ AR และ VR

  • Facebook
  • Lenovo
  • HP
  • Logitech
  • Acer
  • Valve
  • Razer

การชมสดความบันเทิง

  • Live Nation
  • Theme Parks
  • Sports Teams

ตัวอย่างแนวทางที่ภาคส่วนต่าง ๆ จะนำ Metaverse ไปใช้

อี-คอมเมิร์ซ – สร้างประสบการณ์เสมือนจริง ทำให้นักชอปดื่มด่ำกับการชอปบนโลกเสมือน ผ่านโฮโลแกรม 3 มิติ หรือร่างอวตาร เช่น ทำให้ผู้ใช้งานเสมือนได้เข้าร้านอาหารไปสั่งอาหารและรับอาหารออกมาได้จริง

การศึกษาและฝึกอบรม – สร้างระบบจำลองที่มีสภาพแวดล้อมเสมือนจริงขึ้นมา เพื่อให้พนักงานเข้าไปฝึกอบรมเสมือนจริง ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้พนักงานได้

สุขภาพ – ส่งมอบประสบการณ์การดูแลสุขภาพราคาถูกลง และทั่วถึงขึ้น ด้วยการดูแลสุขภาพทางไกล การบำบัดทางไกล และยังสามารถใช้ฝาแฝดดิจิทัลของคนไข้ในโลกเสมือนเป็นหุ่นทดสอบ เพื่อคาดการณ์ว่าแต่ละคนจะฟื้นตัวจากการผ่าตัดยังไง ตอบสนองต่อการรักษายังไง และระบุปัญหาก่อนเกิดขึ้นจริงได้

ท่องเที่ยว – ทำให้นักท่องเที่ยวได้ทดลองประสบการณ์การท่องเที่ยวเสมือนจริง ในจุดหมายที่มีคนชื่นชอบมาก ๆ ได้ดื่มด่ำบรรยากาศผ่านโลกเสมือน และโต้ตอบได้อย่างเต็มที่

บริการสาธารณะ – ทำให้ผู้ใช้งานเข้าถึงบริการสาธารณะบนโลกเสมือนได้

สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง – จัดการปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงได้ผ่านโลกเสมือนที่เป็นฝาแฝดดิจิทัลของโลกจริง ด้วยการจำลองอาคาร เมือง และโลก เพื่อทำความเข้าใจผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ช่วยในการพัฒนาวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศ

การเงิน – สร้างประสบการณ์ใหม่ให้ลูกค้า ด้วยการทำธุรกรรมบนโลกเสมือน

โดยรวมแล้ว ต้องบอกว่า แค่เทรนด์นี้มา ภาคธุรกิจก็กางแผนรอกันเรียบร้อยแล้ว ทั้งกลุ่มธุรกิจที่เข้าไปลงทุนใน ecosystem หรือส่วนประกอบต่าง ๆ ที่จะทำให้เกิดเป็น Metaverse และภาคธุรกิจที่วางแผนสำหรับการใช้ประโยชน์จากโลก Metaverse เพื่ออัปเลเวลให้มีความล้ำเหนือคู่แข่ง

โดยส่วนใหญ่แล้วจะเน้นการไปจับจองพื้นที่ใน Metaverse เพื่อเปิดหน้าร้านของตัวเองบนโลกคู่ขนานนี้ มีทั้งธุรกิจร้านอาหาร แบรนด์แฟชั่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงสถาบันการเงิน

ตัวอย่าง 9 แบรนด์ธุรกิจระดับโลกที่ไปปักหมุดบน Metaverse แล้ว

Samsung

นำโครงร่างหน้าร้านในนิวยอร์คไปสร้างเป็นหน้าร้านในแพลตฟอร์ม Decentraland จัดงานแสดงผลิตภัณฑ์ในนั้น และวางแผนตั้งหน้าร้านในแพลตฟอร์ม Metaverse อื่น

Coca Cola

จัดกิจกรรมปาร์ตี้ ณ อาคารกระป๋องโค้กบนโลกเสมือนที่สร้างขึ้นมาใน Decentraland ให้ผู้เยี่ยมชมประกวดเครื่องแต่งกายบนโลกเสมือน พร้อมกับจัดประมูลแพ็กเกจ Coca Cola Friendship Box NFT package และล่าสุดเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ Coca-Cola Zero Sugar Byte ในโลกเสมือนก่อนเปิดตัวในโลกจริง

Nike

ซื้อสตูดิโอ RTFKT แบรนด์แฟชั่นดิจิทัลที่รู้จักกันดีในชุมชน NFT จากนั้นเปิดตัวอุปกรณ์สวมใส่หลายรายการ รวมถึง NFT ที่จะใช้ในแพลตฟอร์ม Decentraland เพื่อแลกซื้อสินค้าที่จับต้องได้จริง

ร่วมมือกับ Roblox สร้าง Nikeland โดยนำรูปแบบอาคารสำนักงานใหญ่มาสร้างในโลกเสมือน โดยให้ผู้ใช้งานนำร่างอวตารไปลองสินค้าดิจิทัล และเล่นเกมได้

Adidas

ซื้อที่ดินใน The Sandbox รวมทั้งร่วมมือกับ Bored Ape Yacht Club, PUNKS Comic และ gmoney เปิดตัวคอลเลคชั่น NFT ที่มีจำนวนจำกัด โดยผู้ซื้อนำ NFT มาแลกสินค้าจริงได้

Louis Vuitton

ฉลองครบรอบ 200 ปี ด้วยการเปิดตัวแพลตฟอร์ม Louis The Game เป็นเกมปริศนาผจญภัยให้ผู้เล่นเก็บสะสม NFT โดยผู้เล่นดาวน์โหลดได้จาก Google Play และ App Store

Burberry

ร่วมมือกับ Mythical Games นำแบรนด์ NFT เข้าไปในเกม Blankos Block Party มีการจำหน่ายสินค้ารุ่นที่มีจำนวนจำกัดในเกม

Chiptole

แบรนด์ร้านอาหารแม็กซิกันตั้งหน้าร้านเสมือนในแพลตฟอร์ม Roblox ให้ผู้ใช้งานสั่งอาหารบนโลกเสมือนแล้วรับอาหารที่สถานที่ในโลกจริงได้

J.P.Morgan

สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่อเมริกาที่เข้าไปเปิดเลาจน์ในดินแดนโลกเสมือน Decentraland

HSBC

ผู้ให้บริการทางการเงินอังกฤษที่เข้าไปเปิดสำนักงานบนโลกเสมือนใน The Sandbox

หันกลับมามองที่ไทยกันบ้าง จากข้อมูลของ D.OASIS คาดการณ์ว่า จะมีคนไทยจำนวน 1 ใน 3 ที่เข้าสู่โลก Metaverse ภายในปี 2027 ซึ่งถ้าดูจากความเคลื่อนไหวเรื่อง Metaverse ในไทย พี่ทุยก็มองว่า ก็อาจจะมีความเป็นไปได้ที่ตัวเลขนี้จะเป็นจริง

พี่ทุยติดตามข้อมูลแล้ว ก็พบว่า ในไทยมีทั้งการสร้างอาณาจักร Metaverse ของตัวเองแบบเดี่ยวๆ ขึ้นมา การเข้าไปซื้อพื้นที่ในอาณาจักร Metaverse ระดับโลกที่มีอยู่แล้ว รวมถึงการสร้างตัวตนเพื่อเป็นตัวแทนของแบรนด์ในโลกเสมือน ได้แก่  

Metaverse Thailand

เกิดขึ้นภายใต้แนวคิดการสร้างโลกเสมือนของประเทศไทย โดยมีทองหล่อและเอกมัย เป็นย่านหลักที่นำมาใช้สร้างโลกเสมือนนี้ เพื่อโปรโมทอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

โดยในแพลตฟอร์มนี้เปิดให้มีการซื้อขายที่ดินในโลกเสมือนด้วย NFT เปิดให้ผู้ใช้งานเข้ามาเล่นเกม หาเพื่อนได้ เปิดให้ธุรกิจมาตั้งสำนักงานเสมือน และนำเสนอเกมบนโลกเสมือนได้ ซึ่งล่าสุดภายใต้แพลตฟอร์ม Metaverse Thailand ก็มีเปิดตลาดซื้อขายทุเรียนด้วย NFT ของสวนต่าง ๆ ในนี้อยู่ (ที่มา : https://metaversethailand.io/event/durian#6.88/14.457/101.401)

D.OASIS

ชุมชน Metaverse ที่เกิดจาก 30 องค์กรธุรกิจในไทยกับคนดัง 25 คน ใน Human X Club รวมตัวกันไปปักหมุดพื้นที่ไว้ใน The Sandbox โดยหวังว่าจะผลักดันแพลตฟอร์มนี้ให้เป็นผู้นำ Web3 ของเอเชีย และจะขยายชุมชนนี้ให้มีพันธมิตรทั้งในไทยและเอเชียให้ครอบคลุม 100 บริษัท ภายในปี 2030 (ที่มา : https://thestandard.co/d-oasis-the-sandbox-metaverse/)

SCB 10X ที่ไปสร้างสำนักงานใหญ่ในโลกเสมือนบน The Sandbox  

นันยาง ที่เข้าไปซื้อที่ดินในแพลตฟอร์ม Metaverse Thailand สร้างอาคารรองเท้าแตะในโลกเสมือน

แอสเซทไวส์ บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่นำคอนโดมิเนียม Modiz Sukhumvit 50 ไปสร้างคอนโดมิเนียมบนโลกเสมือนใน Metaverse Thailand

บุญรอดบริวเวอรี่ หรือสิงห์ ที่นำธุรกิจอาหารภายใต้บริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ ไปร่วมลงทุนสร้างพื้นที่โลกเสมือนบน Jakaverse อาณาจักรโลกเสมือนที่พัฒนาโดยสตาร์ทอัพคนไทยและชาวต่างชาติ

อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ ที่เปิดตัวอินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริง “น้องวันนี้”

AIS ที่เปิดตัว อินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริง “น้องไอรีน”

ทรู คอร์ปอเรชั่น ที่เปิดตัวอินฟลูเอนเซอร์โลกเสมือนจริง อิมมะ

จะเห็นได้ว่า ธุรกิจทั้งระดับโลกและไทยที่เป็นบริษัทชั้นนำล้วนทดลองก้าวเข้าไปลองตลาดในโลก Metaverse แล้วทั้งสิ้น ซึ่งถ้าถามว่าจะประสบความสำเร็จมั้ย ณ เวลานี้ พี่ทุยก็อาจจะให้คำตอบแทนไม่ได้ แต่ก็อยากหยิบมุมมองของผู้บริหารธุรกิจระดับโลกมาแชร์ว่า เขามอง Metaverse กันยังไงบ้าง

มุมมองของผู้บริหารธุรกิจระดับโลกเกี่ยวกับ Metaverse

จากงาน World Economic Forum ผู้บริหารธุรกิจระดับโลกได้กล่าวถึง Metaverse ดังนี้ 

Nick Clegg ประธานกิจการระดับโลก Meta Platforms, Inc. – Metaverse อยู่ในช่วงพัฒนาขั้นต้น ซึ่งภาคเอกชน ฝ่ายผู้ออกกฎหมาย ประชาสังคม ภาควิชาการ และประชาชน ต้องร่วมมือกัน เพื่อการใช้เทคโนโลยีนี้

Cher Wang ผู้ก่อตั้งและประธาน HTC Corporation. – Metaverse เป็นวิวัฒนาการขั้นต่อไปของอินเทอร์เน็ต ที่ต้องการความร่วมมือจากทุกส่วน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมแบบเปิด ปลอดภัย และมั่นคง

Brad Smith ประธาน และรองประธาน Microsoft Corporation. – Metaverse อยู่ในช่วงตั้งไข่ มีศักยภาพจะทำให้การเชื่อมต่อของทุกคนดีขึ้น

Stephanie Burns รองประธานอาวุโส และที่ปรึกษา Sony Interactive Entertainment. – Metaverse จะเป็นสถานที่ที่จะทำให้เราใกล้ชิดผู้คนมากขึ้น โลกเสมือนจะสร้างความประทับใจให้แฟน ๆ สร้างความตื่นเต้นให้นักสร้างสรรค์ทั่วโลก เมื่อคนใช้งานเพิ่มขึ้น การกำกับดูแล ให้เข้าถึงได้ปลอดภัย เป็นประชาธิปไตย จึงสำคัญ

สุดท้ายนี้ พี่ทุยมองว่า ไม่มีใครรู้หรอกว่า Metaverse จะมาแล้วปังเหมือนโซเชียลมีเดียที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนในยุคนี้มั้ย เพราะเทคโนโลยีมีโอกาสพัฒนาไปได้อีกไกล ก็เหมือนกับ Hi5 ที่มาอยู่แป๊บนึง แล้วถูก Facebook กวาดผู้ใช้งานไปเรียบ จนสุดท้าย Hi5 ก็ต้องบ๊ายบายไป

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่า Metaverse จะไปได้ถึงขั้นไหน แต่การที่แบรนด์ต่าง ๆ มุ่งหน้าเข้ามายึดพื้นที่ Metaverse เวลานี้ ก็เป็นสัญญาณหนึ่งที่สะท้อนว่า นี่คือพัฒนาการขั้นต่อไปของโลกดิจิทัลแน่นอน และการที่แบรนด์ไหนก้าวเข้ามาสู่เทรนด์อนาคตแบบนี้ ก็สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นแบรนด์ที่ทันสมัย ก้าวได้เร็ว ลงมือทำไว มีภาพลักษณ์ด้านดิจิทัลที่น่าสนใจ

อ่านเพิ่ม

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile