รู้จัก “Metaverse” โอกาสเติบโตมหาศาลของ Facebook

รู้จัก “Metaverse” โอกาสเติบโตมหาศาลของ Facebook

3 min read  

ฉบับย่อ

  • นักลงทุนให้ความสนใจกับเป้าหมายของ Mark Zuckerberg ที่ต้องการเปลี่ยน Facebook จาก Social Media Company ไปสู่ Metaverse Company 
  • Metaverse เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างระบบ VR (Virtual Reality) กับ AR (Augmented Reality) ให้กลายเป็นโลกเสมือนจริง
  • Facebook ตั้งเป้าขาย Hardware เอง โดยมีเป้าหมายขาย Headsets ด้วยราคาต่ำที่สุดเพื่อดึงดูดผู้คนให้เข้าสู่ Metaverse สร้างระบบเศรษฐกิจดิจิตอลขนาดยักษ์ขึ้นมา Facebook เล็งเห็นโอกาสสร้างรายได้จากการโฆษณาในโลกเสมือนจริง
  • การจะทำให้ Metaverse เกิดขึ้นและใช้งานได้จริงต้องใช้เวลาอีกหลายปี และมีความเสี่ยงคือเทคโนโลยีด้าน Hardware ที่จะประสานโลกจริงกับโลกเสมือนจริงเพื่อให้ทุกคนใช้งานได้อย่างง่ายดาย

Facebook เปิดเผยผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ของปี 2021 รายได้เติบโตถึง 56% ซึ่งมาจากการโฆษณาเป็นหลัก นอกจากรายได้ที่เติบโตมากที่สุดตั้งแต่ปี 2016 แล้ว นักลงทุนก็ให้ความสนใจกับการเปิดเผยเป้าหมายของ Mark Zuckerberg ที่ต้องการเปลี่ยน Facebook จาก Social Media Company ไปสู่ Metaverse Company

Metaverse โลกเสมือนจริงที่ทำงานระหว่างระบบ VR และ AR

คำว่า “Metaverse” ถูกพูดถึง 20 ครั้ง ตลอดการเปิดเผยผลประกอบการ ส่วนคำว่า “Advertising” หรือการโฆษณาอันเป็นรายได้หลักของ Facebook ถูกพูดถึง 28 ครั้ง สะท้อนความสำคัญที่ Facebook ให้กับ Metaverse (เมทาเวิร์ส) ได้เป็นอย่างดี

รู้จัก “Metaverse” โอกาสเติบโตมหาศาลของ Facebook

ที่มา: CNBC.com

แล้ว Metaverse คืออะไร? ทำไม Facebook ให้ความสำคัญถึงขนาดเป็นเป้าหมายของบริษัทที่มีมูลค่าเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์?

เมทาเวิร์ส เป็นคำอธิบายแนวคิดอันเป็นเป้าหมายของระบบอินเตอร์เน็ตที่จะพัฒนาไปสู่โลกเสมือนจริง (Virtual world) แนวคิดนี้ปรากฏขึ้นครั้งแรกในปี 1992 ในนิยายวิทยาศาสตร์สุดคลาสสิคที่ชื่อ Snow Crash เขียนโดย Neal Stephenson นักเขียนนิยายชาวอเมริกัน

ในปัจจุบันเมทาเวิร์สเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างระบบ VR (Virtual Reality) กับ AR (Augmented Reality) ให้กลายเป็นโลกเสมือนจริง โดยมีอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงซึ่งในปัจจุบันมีระบบ 5G เป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างโลกความเป็นจริงกับโลกเสมือนจริง

ยุคโควิด-19 ทำให้วิถีชีวิตผู้คนเปลี่ยนไป ซึ่งกลายเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เมทาเวิร์สขยับเข้ามาในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น เมทาเวิร์สที่สร้างโลกเสมือนจริงทำให้เข้าไปเล่นเกม Call of Duty ได้เหมือนเข้าไปอยู่กลางสนามรบ จากนั้นไปเดินซื้อเสื้อผ้าและอาหารให้มาส่งถึงบ้าน หรือไปดูคอนเสิร์ตได้โดยไม่ต้องลุ้นว่าบัตรจะหมด พร้อมกับนัดเพื่อนวิ่งออกกำลังกายได้เหมือนไปวิ่งด้วยกันอยู่ที่ Central park ในเมือง New York เรียกได้ทำลายข้อจำกัดทางกายภาพสร้างความสะดวกสบายอีกมหาศาล

รู้จัก “Metaverse” โอกาสเติบโตมหาศาลของ Facebook

ที่มา: www.3rockar.com

จากการเปิดเผยผลประกอบการ Facebook ส่งสัญญาณเตือนว่ารายได้จากโฆษณาอาจเติบโตช้าลง และกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านการกำกับดูแล ดังนั้นในความสะดวกสบายที่เมทาเวิร์สสร้างขึ้นก็ทำให้ Facebook เล็งเห็นโอกาสสร้างการเติบโตได้อีกมหาศาลเช่นกัน และล่าสุด Facebook เดินหน้าตั้งทีมเมทาเวิร์สเป็นส่วนหนึ่งของ VR Team และ Reality Labs ใน Facebook เพื่อบรรลุเป้าหมาย Metaverse Company ให้เป็นจริง

Mark Zuckerberg เปิดเผยวิสัยทัศน์การลงทุนเมทาเวิร์สของ Facebook ไว้อย่างน่าสนใจว่า Facebook จะขาย Hardware เอง โดยมีเป้าหมายขาย Headsets ด้วยราคาต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้ ดึงดูดผู้คนเข้าสู่เมทาเวิร์ส ซึ่ง Facebook ได้ซื้อกิจการ Oculus VR เข้ามาเมื่อปี 2014 เรียกได้ว่าเตรียมความพร้อมด้าน Hardware ไว้แล้ว แต่ Facebook ต้องพัฒนา Headsets ให้เหมือนกับแว่นตาปกติมากกว่าในปัจจุบันที่ดูเหมือนหมวกกันน็อค

อีกเหตุผลที่ Facebook ต้องการขาย Hardware เองนั้น เพราะไม่ต้องการถูกควบคุมเหมือนอย่างที่ทุกวันนี้แพลตฟอร์มทั้งหมดของ Facebook ถูกกำหนดด้วยกฎใน App Store ของ Apple และ Google

อย่างไรก็ตามโมเดลธุรกิจไม่ได้วางแผนให้การขาย Hardware เป็นแหล่งรายได้หลัก การดึงดูดผู้คนจำนวนมหาศาลให้เข้ามาในเมทาเวิร์สต่างหากจะสร้างระบบเศรษฐกิจดิจิตอลขนาดยักษ์ขึ้นมา เพราะจะมีทั้งสกุลเงิน พื้นที่ค้าขาย และมีกลไกทางเศรษฐกิจที่เหมือนโลกจริง แน่นอนว่า Facebook เล็งเห็นโอกาสสร้างรายได้จากการโฆษณาในโลกเสมือนจริง มากไปกว่านั้นธุรกิจ e-commerce ในโลกเสมือนจริงเป็นอีกโอกาสที่จะเพิ่มรายได้ให้ Facebook ด้วยการแบ่งค่าธรรมเนียมจากทุกรายการซื้อขาย

ส่วนตัวพี่ทุยก็ยังนึกไปถึงการประชุมในโลกเมทาเวิร์สอยู่เหมือนกันนะ ถ้าสามารถทำได้จริง ๆ ไม่แน่เหมือนกันว่า อนาคตอาจจะไม่จำเป็นต้องเช่าออฟฟิศ นั่งอยู่บ้านก็สามารถประชุมเสมือนจริงได้เลย อยากให้ออฟฟิศสวยขนาดไหนก็สามารถทำได้ ซึ่งก็เชื่อว่าน่าจะมีการประยุกต์ใช้กับอีกหลาย ๆ บริบทหลังจากวันที่เมทาเวิร์สถูกนำมาใช้จริงแล้วก็เป็นได้

Facebook ลงทุนกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ไปกับการพัฒนาเมทาเวิร์สซึ่งเป็นยุคต่อไปต่อจากสมาร์ทโฟน และมีบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อีกหลายแห่งที่สนใจเทคโนโลยีนี้ด้วยทั้ง Apple, Google, Microsoft และ Amazon รวมไปถึงบริษัทเทคโนโลยีจากประเทศจีนเป็นคู่แข่ง นอกจากนี้ Epic games ผู้พัฒนาเกมส์ Fortnite Battle Royale ประกาศว่าได้ระดมทุน 1,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งช่วยในการพัฒนาโปรเจค เมทาเวิร์สอันเป็นเป้าหมายระยะยาว

ด้านโลกคริปโทก็มีการพัฒนาโลกเสมือนจริงขึ้นมา ชื่อว่า Decentraland ซึ่งทำงานบน Ethereum Blockchain เปิดให้ผู้ใช้สามารถซื้อขายที่ดิน ซื้อเสื้อผ้า สร้างคอนเสิร์ตหรืองานแสดงศิลปะ โดยสินทรัพย์ภายใน Decentraland ทั้งหมดจะเป็น NFTs คือมีความเฉพาะตัวไม่มีใครลอกเลียนแบบได้ และมีเหรียญ MANA เป็นสกุลเงินที่ใช้เพื่อซื้อขายสินทรัพย์ของแพลตฟอร์ม Decentraland

Metaverse ความฝันที่ห่างไกล?

แม้จะเริ่มมีเมทาเวิร์สเกิดขึ้นบ้างแล้ว แต่ต้องยอมรับว่ายังห่างไกลจากการเป็นชีวิตประจำวันของคนธรรมดามาก ซึ่งเป็นปกติที่บริษัทเทคโนโลยีจะใช้แนวคิดทางสุดล้ำที่เป็นไปได้ยากให้เป็นเป้าหมายของบริษัท เช่น AI และเมทาเวิร์สก็เป็นหนึ่งในเป้าหมาย (ที่ยังห่างไกลความเป็นจริง) เช่นกัน 

หากเป็นไปตามแผนทั้งหมด การจะทำให้เมทาเวิร์สเกิดขึ้นและใช้งานได้จริงคงต้องบอกว่าใช้เวลาอีกหลายปี และความเสี่ยงก็คือการพัฒนาเทคโนโลยีด้าน Hardware ที่ประสานโลกจริงกับโลกเสมือนจริงได้ลงตัว ให้ทุกคนสามารถใช้งานได้อย่างง่ายดาย

พี่ทุยคิดว่าถึงแม้ไอเดียเมทาเวิร์สจะยังดูห่างไกลจากชีวิตประจำวัน แต่อย่าลืมว่า iPhone ที่ทุกวันนี้ทำได้ทุกสิ่งอย่างทั้งเข้าสู่โลกโซเชียล ส่งข้อมูล ทำธุรกรรมการเงิน หรือแม้กระทั่งเข้าถึงโลกคริปโทก็เพิ่งจะถือกำเนิดเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ดังนั้น เมทาเวิร์สก็มีโอกาสทำได้อย่างที่ iPhone ประสบความสำเร็จมาแล้ว และจะเป็นการเปิดระบบเศรษฐกิจในโลกเสมือนจริงที่เติบโตได้อีกมหาศาล

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"Forex" FXTM
"Forex" FXTM
error: