20 พ.ย. ถึง 18 ธ.ค. 2022 นี้ พี่ทุยก็เหมือนกับคอบอลทั่วโลกที่รอคอยจะได้เชียร์การกลับมาของมหกรรมการแข่งขันฟุตบอลระดับโลก ที่ชาติแถวหน้าด้านการแข่งฟุตบอลจะกลับมาดวลแข้งกันอีกครั้ง ซึ่งปีนี้อีกชื่อที่พูดถึงบ่อยมาก ๆ ในข่าวฟุตบอลโลก ก็คือ FIFA เพราะห้ามทุกสิ่งอย่าง ทั้งห้ามจำหน่ายแอลกอฮอล์ ห้ามนักกีฬาแสดงออกประเด็นทางสังคม หนักข้อถึงขั้นขู่จะให้ใบเหลืองกันทีเดียว จนหลายคนเริ่มสงสัย สรุปแล้ว FIFA คือใคร มีปูมหลังยังไง
ทำไม FIFA ถึงได้เป็นองค์กรที่อยู่เบื้องหลังการจัดแข่งขันกีฬาฟุตบอลโลกมาอย่างยาวนาน และสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำจากธุรกิจการบริหารจัดการการแข่งขันกีฬามาตลอด รวมถึงยังเป็นองค์กรกีฬาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
FIFA คือใคร สร้างรายได้จากการแข่งขันกีฬาได้อย่างไร ทำรายได้ไปมากขนาดไหน และนอกจาก FIFA แล้ว ประเทศเจ้าภาพฟุตบอลโลกยังทำรายได้ไปมากขนาดไหน ทำไมทุกประเทศชั้นนำจึงต่างแข่งขันกันเพื่อให้ได้เป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาระดับโลก วันนี้พี่ทุยมีเรื่องราวทั้งหมดนี้มาเล่าให้ฟัง
FIFA คือใคร ?
ชื่อ FIFA (ฟีฟ่า) ที่เราเรียกกัน คือ ชื่อขององค์กรที่ย่อมาจาก Football Association or International Federation of Association Football หรือในภาษาไทยก็คือ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ
ก่อตั้งขึ้นที่กรุงปารีส ฝรั่งเศส เมื่อปี 1904 ดำเนินการบริหารจัดการจัดกีฬาฟุตบอลระหว่างประเทศ และเป็นองค์กรกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในโลกปัจจุบัน มีสำนักงานตั้งอยู่ที่เมืองซูริก สวิตเซอร์แลนด์ ที่คอยจัดการแข่งขันกีฬาในรายการใหญ่ ๆ ต่าง ๆ ได้แก่
ฟุตบอลโลก, คอนเฟเดอเรชันส์คัพ, ฟุตบอลโลกหญิง, ฟุตบอลโลกเยาวชน ยู 20, ฟุตบอลโลกเยาวชน ยู 17, ฟุตบอลโลกเยาวชนหญิง ยู 19, ฟุตบอลในโอลิมปิก, ฟีฟ่าคลับเวิลด์คัพหรือฟุตบอลสโมสรโลก
นอกจากฟุตบอลพื้นฐานแล้ว FIFA ยังคงจัดการแข่งขันฟุตซอลชิงแชมป์โลก หรือฟุตซอลโลก เริ่มตั้งแต่ปี 1989 ด้วย
FIFA ได้รายได้จากไหน?
รายได้หลักของ FIFA ได้มาจากการขายโฆษณาให้สปอนเซอร์ต่าง ๆ อย่างที่แฟนบอลได้เห็นป้ายต่าง ๆ ในสนาม รวมถึงรายได้จากสิทธิในการถ่ายทอดสดการแข่งขันภายใต้แบรนด์ FIFA World Cup™ รายได้จากการขายแพ็กเกจการให้บริการและการขายสินค้าต่าง ๆ
ทางด้านการตลาด เอกสารทางการเงินของ FIFA รายงานตัวเลขว่า
ในปี 2018 FIFA ทำรายได้จากการขายลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์สูงขึ้น 2% นั่นคือเพิ่มขึ้นราว 3,000 ล้านดอลลาร์จากที่ตั้งเป้าไว้ และยังมีรายได้จากค่าสิทธิต่อเนื่องรายปี (Royalties) เพิ่มขึ้น 233% จาก EA Sports ผู้ผลิตเกมยักษ์ใหญ่ที่จ่ายให้ FIFA ซึ่งในปีก่อนได้จ่ายเงินไป 160 ล้านดอลลาร์
ส่วนการขายโฆษณาให้กับสปอนเซอร์ก็มีมูลค่า สูงขึ้น 200 ล้านดอลลาร์ซึ่งส่วนใหญ่มาจากบริษัทจีน โดยจำนวน 7 ใน 20 บริษัทที่ซื้อโฆษณาเป็นบริษัทจีน เพิ่มขึ้นมากจากที่มีเพียง 1 รายในการแข่งขันเมื่อ 4 ปีก่อน
ยกตัวอย่างข้อมูลรายได้จากการแข่งขันเมื่อปี 2014 ที่ประเทศบราซิล ครั้งนั้น FIFA ทำรายได้ราวไปมากกว่า 5,700 ล้านดอลลาร์ โดยมีรายได้จากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดจำนวน 2,400 ล้านดอลลาร์ จากแคมเปญการตลาดอีก 2,000 ล้านดอลลาร์ รวมเป็น 4,000 ล้านดอลลาร์ และยังมีรายได้จากการขายบัตรเข้าชม 527 ล้านดอลลาร์ และรายได้จากค่าโฆษณาต่าง ๆ อีก 1,600 ล้านดอลลาร์
การรายงานงบการเงินของ FIFA นั้นใช้มาตรฐานทางบัญชี International Financial Reporting Standards (IFRS) ที่มีรอบของการรายงานงบทุก 4 ปี ต้องผ่านการตรวจสอบของผู้สอบบัญชี
รวมทั้งต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการการเงินสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA Council) และสภาคองเกรส FIFA (FIFA Congress) ของสหรัฐฯ ด้วย โดยในปี 2015-2018 FIFA มีรายได้รวมทั้งหมดอยู่ที่ 5,656 ล้านดอลลาร์ ซึ่งส่วนใหญ่ของรายได้ก้อนนี้มาจากการลงทุนจากกองทุนใหญ่ช่วงปี 2016
FIFA ได้เงินเท่าไรจากการจัดแข่งขันฟุตบอลโลก?
ส่วนรายได้จากการแข่งฟุตบอลโลกครั้งที่ผ่านมาเมื่อปี 2018 FIFA ทำรายได้ไปราว 6,500 ล้านดอลลาร์ รายได้ส่วนใหญ่มาจากประเทศกาตาร์ผู้ชนะประมูลเป็นเจ้าภาพที่จัดในปี 2022 หรือปีนี้นั่นเอง นอกจากนี้ การแข่งขันฟุตบอลโลกในปี 2026 ซึ่งประเทศสหรัฐ แคนาดา และเม็กซิโกร่วมกันเป็นเจ้าภาพ ชนะการประมูลด้วยตัวเลขที่เสนอต่อ FIFA จำนวน 11,000 ล้านดอลลาร์
ย้อนไปเมื่อปี 2015 มีกรณีศึกษาที่น่าสนใจด้วย นั่นคือการที่ธุรกิจจีนหันมาสนใจการแข่งขันฟุตบอลโลก หลังจากที่ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เรียกร้องให้ภาคธุรกิจของจีนร่วมกันผลักดันจีนให้เป็น Sport Economy โดยมุ่งไปที่การทำธุรกิจกับกีฬาฟุตบอลเป็นหลัก
ขณะเดียวกันในเวลานั้น ธุรกิจในประเทศฝั่งตะวันตกก็ชะลอการทำธุรกิจกับ FIFA มากขึ้น หลังจากกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐสอบสวนกรณีทุจริตการฟอกเงินที่เกิดขึ้นกับ FIFA ปี 2015 สังเกตได้ว่า FIFA ไม่ได้มีการเซ็นสัญญาใหม่กับประเทศตะวันตกมาตั้งแต่ปี 2011 แล้ว
ทำไมประเทศไหนก็อยากเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก?
ฟุตบอลโลกที่จัดขึ้นในแต่ละครั้งล้วนเกี่ยวข้องกับจำนวนเงินมหาศาล ไล่ตั้งแต่การที่ประเทศเจ้าภาพต้องจ่ายเงินที่ชนะการประมูลสิทธิการเป็นเจ้าภาพให้แก่ FIFA ไปจนถึงเงินที่ประเทศเจ้าภาพนั้น ๆ ต้องใช้ในการลงทุนก่อสร้างสนามแข่งขันใหญ่โต ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานขึ้นมาให้ทันสมัยสำหรับการจัดการแข่งขัน แลกมากับผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
ในระยะสั้นคือ รายได้จากการถูกกระตุ้นให้มีกิจกรรม มีการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นในช่วง 1 เดือนตลอดของการแข่งขัน ซึ่งประเทศเจ้าภาพประเมินแล้วว่าคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายให้กับ FIFA เพื่อจะได้เป็นเจ้าภาพ
ส่วนผลระยะยาวจากการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ยังเป็นโอกาสแสดงโลกเห็นว่าประเทศเจ้าภาพได้รับโอกาสในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน และแสดงให้โลกเห็นว่า ประเทศของพวกเขาเป็นสถานที่ที่เหมาะสมกับการลงทุนทางเศรษฐกิจอีกด้วย
ยกตัวอย่างเจ้าภาพฟุตบอลโลกประเทศล่าสุดอย่างรัสเซียในปี 2018 มีการประเมินว่า รายได้ทางเศรษฐกิจที่ประเทศเจ้าภาพได้รับสูงถึง 30,000 ล้านดอลลาร์ และเป็นรายได้ที่ครอบคลุมยาวไปจนถึงปี 2023 เลยทีเดียว ซึ่งรายได้ที่รัสเซียได้รับนี้สูงกว่าที่เจ้าภาพครั้งก่อนหน้าอย่างประเทศบราซิลได้ราว 15,000 ล้านดอลลาร์ เรียกว่าเกือบเท่าตัว
ลงทุนเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก.. ยังไงก็คุ้ม?
ในปี 2018 Boston Consulting Group (BCG) บริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจระดับโลกเปิดเผยผลการวิจัยว่า การเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกของ 3 ประเทศจากทวีปอเมริกาเหนือในปี 2026 จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจระยะสั้นเป็นมูลค่ามากกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์
โดยจะเกิดการสร้างงานและจ้างงานมากกว่า 40,000 ตำแหน่ง ทำให้แรงงานมีรายได้เพิ่มขึ้นทั่วภูมิภาคอเมริกาเหนือ นอกจากนี้ เมืองที่ใช้เป็นสถานที่จัดการแข่งขันจะสร้างมูลค่ากิจกรร,เศรษฐกิจเพิ่มขึ้นราว 160-620 ล้านดอลลาร์หรือราว 90-480 ล้านดอลลาร์ต่อเมือง
มูลค่าทางเศรษฐกิจที่ดูแล้วยังไงก็มีแต่แง่บวก เป็นเหตุผลที่ทำให้แต่ละประเทศแข่งขันกันเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ ซึ่งในการแข่งขันฟุตบอลโลกที่ญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ร่วมเป็นเจ้าภาพปี 2002 สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไปกว่า 9,000 ล้านดอลลาร์
ส่วนเยอรมนีเจ้าภาพปี 2006 ก็สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 12,000 ล้านดอลลาร์และแอฟริกาใต้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไปราว 5,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2010 ซึ่งสังเกตได้ว่า มูลค่าทางเศรษฐกิจมีแต่จะเพิ่มมากขึ้นตามเวลาที่ผ่านไป
พันธมิตรทางธุรกิจของ FIFA ก็ได้ประโยชน์จากฟุตบอลโลกเช่นกัน มีรายงานว่าในปี 2010 Adidas (อาดิดาส) ผู้จัดจำหน่ายเสื้อฟุตบอลสามารถขายเสื้อกีฬาได้ถึง 6 ล้านตัว เพิ่มขึ้นจาก 3 ล้านตัวจากที่จำหน่ายได้ในปี 2006 ซึ่งเยอรมนีเป็นเจ้าภาพ
นอกจากนั้นการแข่งขันยังเป็นปัจจัยที่สร้างความรู้สึกที่ดีให้กับผู้คนในประเทศ สร้างตัวอย่างที่ดีให้กับเยาวชน ส่งเสริมให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่หันมาสนใจกีฬามากขึ้น มีบทวิเคราะห์ของโกลด์แมน แซคส์ เมื่อปี 2014 ระบุว่า ตลาดหุ้นของประเทศเจ้าภาพและประเทศที่ชนะเลิศมักจะปรับตัวขึ้นในระยะสั้น
การจัดการแข่งขันยังเป็นช่องทางให้ประเทศเจ้าภาพส่งสัญญาณบางอย่างต่อชาวโลก เพราะนอกจากจะพัฒนาอุตสาหกรรมกีฬาแล้วยังเป็นการขยายนโยบายด้านการเมืองด้วย เนื่องจากการพัฒนาเศรษฐกิจที่หลากหลายมากขึ้นทำให้มีบทบาทในเวทีระหว่างประเทศมากขึ้น
ย้อนดูฟุตบอลโลกครั้งก่อน ๆ เจ้าภาพได้เงินไปเท่าไร
รัสเซียเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ทำให้จีดีพีของประเทศเพิ่มขึ้นได้ถึง 1.92 ล้านล้านรูเบิลหรือราว 31,000 ล้านดอลลาร์ ตลอด 10 ปีคือ ตั้งแต่ปี 2013-2023 โดยเป็นรายได้ที่มาจากการท่องเที่ยว การใช้จ่ายและการก่อสร้างโครงการและผลต่อเนื่องจากการลงทุนของภาครัฐ เกิดการสร้างงาน 220,000 ตำแหน่ง
ส่วนค่าใช้จ่ายในการจัดการแข่งขัน รัสเซียใช้เงินไปราว 683 พันล้านรูเบิลสำหรับการแข่งขันระยะเวลา 1 เดือน แต่เงินก้อนนี้ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายก่อสร้างสนามแข่งขันและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ
และหากย้อนไปดูในฟุตบอลโลกปี 2014 เจ้าภาพประเทศบราซิล FIFA ก็ทำกำไรจากการจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกที่บราซิลปี 2014 ครั้งนั้นถึง 2,600 ล้านดอลลาร์ โดยอ้างอิงจากรายงานทางการเงินปี 2014 เฉพาะปี 2014 ทำรายได้ถึง 2,000 ล้านดอลลาร์
และฟุตบอลโลกปี 2014 ทำรายได้ให้ FIFA ถึง 85% ช่วงปี 2011-2014 สื่อ CNNMoney ระบุว่าการแข่งขันฟุตบอลโลกที่ประเทศแอฟริกาใต้ ปี 2010 มีผู้ชมทั่วโลก 3,200 ล้านคน ขณะที่การแข่งขันที่บราซิลดึงคนดูได้มากกว่านั้น โดยเฉพาะรอบที่ทีมชาติเยอรมนีแข่งกับทีมชาติอาร์เจนตินา แมตช์นั้นเพียงแมทช์เดียวมีคนดูมากถึง 1,000 ล้านคนทั่วโลก
ทางด้านประเทศบราซิล เจ้าภาพฟุตบอลโลกปี 2014 มีภาระค่าใช้จ่ายราว 15,000 ล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่มาจากงบประมาณภาครัฐ โดยใช้งบไป 3,600 ล้านดอลลาร์ในการสร้างและปรับปรุง 12 สนามแข่ง ซึ่งหลังจบการแข่งขันไปแล้วพบว่า สนามต่าง ๆ เหล่านั้นถูกใช้ประโยชน์ต่อน้อยมาก เช่น สนามอเมโซเนียที่มีมูลค่า 300 ล้านดอลลาร์ ใช้จัดงานเพียง 11 ครั้งเท่านั้นในช่วง 5 เดือนหลังจากการแข่งขัน
เจ้าภาพบราซิลปี 2014 มีการประเมินว่าการจัดแข่งขันฟุตบอลโลกสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 14,000 ล้านดอลลาร์ โดยทำให้จีดีพีของประเทศระหว่างปี 2010-2014 ไปได้ราว 30,000 ล้านดอลลาร์ สร้างงานมากกว่า 3 ล้านตำแหน่งต่อปี เก็บภาษีได้มากขึ้นถึง 8,000 ล้านดอลลาร์ มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศมากกว่า 3.7 ล้านคน โดยแต่ละคนใช้จ่ายเฉลี่ย 2,488 ดอลลาร์
ฟุตบอลโลกปี 2022 ที่ประเทศกาตาร์ FIFA ได้เงินไปเท่าไร?
คาดว่าในรอบ 4 ปีของการแข่งขันปี 2022 ที่กาตาร์ FIFA จะสร้างรายได้ราว ๆ 6,500 ล้านดอลลาร์ แม้รายได้จากการขายตั๋วและการขายแพ็กเกจบริการมีจำนวนเพียง 500 ล้านดอลลาร์ น้อยกว่ารอบการแข่งขันปี 2013-2018 ราว 75 ล้านดอลลาร์ เพราะสนามของกาตาร์มีขนาดเล็กกว่าประเทศเจ้าภาพอื่น ๆ ที่เคยจัดกันมา
แต่ FIFA จะได้รายได้จากการถ่ายทอดสดและการตลาดจะเพิ่มขึ้นอย่างละ 400 ล้านดอลลาร์จากเมื่อการแข่งขันตอนปี 2018 ที่ประเทศรัสเซียเป็นเจ้าภาพ ส่วนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของ FIFA รอบปี 2019-2022 คาดการณ์ว่าอยู่ที่ 6,400 ล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะมีเงินทุนสำรองสิ้นปี 2022 อยู่ที่ 1,900 ล้านดอลลาร์
แง่มุมอื่นของการลงทุนจัดฟุตบอลโลก มีแต่ได้…ไม่มีเสียจริงหรือ?
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในแง่ลบของการลงทุนจัดงาน ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ เมื่อตอนบราซิลเป็นเจ้าภาพที่มีการประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจไว้ที่ 3,000 ล้านดอลลาร์ แต่มองข้ามต้นทุนของประเทศที่มีจำนวนถึง 11,500 ล้านดอลลาร์ซึ่งภาครัฐต้องออกเงิน เฉพาะค่าก่อสร้างสนามแข่งฟุตบอลก็ต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก
ในปัจจุบัน FIFA กำหนดให้ประเทศเจ้าภาพต้องมีสนามแข่งขัน 12 แห่ง เป็นสนามที่ทันสมัย สนามหลักต้องรองรับคนดูได้มากกว่า 80,000 คน ส่วนสนามรองต้องจุคนได้ 40,000 คน และกระจายออกไปในหลายเมือง
มีงานวิจัยเปิดเผยในเวลาต่อมาว่า การลงทุนจัดฟุตบอลโลกนั้นสร้างผลดีต่อประเทศพัฒนาแล้วมากกว่าประเทศกำลังพัฒนา เนื่องจากประเทศกำลังพัฒนาต้องใช้เงินจำนวนมากกว่าประเทศพัฒนาแล้วในการก่อสร้างสนามแข่ง เพราะประเทศพัฒนาแล้วมีสนามแข่งขันที่พร้อมใช้งานรองรับการแข่งขันฟุตบอลโลกจำนวนมาก และใช้เงินไม่มากนักที่จะปรับปรุงหรือสร้างเพิ่ม
นอกจากนี้ประเทศที่พัฒนาแล้วมีข้อได้เปรียบในการทำเงินจากการแข่งขัน เนื่องจากมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการกีฬา การบริการ และการขนส่งอยู่แล้ว เพียงปรับปรุงอีกเล็กน้อยเท่านั้น
ว่าด้วยต้นทุนค่าเสียโอกาส เจ้าภาพคุ้มจริงรึเปล่า
การก่อสร้างขนาดใหญ่มีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะสั้น การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานมีผลต่อสังคมในระยะยาว แต่โครงสร้างพื้นฐานด้านกีฬามีต้นทุนการก่อสร้างและบริหารจัดการที่สูง รวมทั้งต้องใช้พื้นที่ก่อสร้างที่มีราคาสูงและมีจำกัด และมีการใช้งานไม่มากพอที่จะหาเงินมาสำหรับการบำรุงรักษา สนามแข่งไม่มีความจำเป็นต่อความเป็นอยู่ของแรงงานปกติของประเทศ
รายงานวิจัยยังชี้ให้เห็นตัวอย่างจากแอฟริกาใต้และบราซิลที่สนามแข่งหลายที่ไม่ได้มีการใช้งานหลังจบการแข่งขัน ในแอฟริกาใต้ก่อนปี 2010 มีกลุ่มรายได้น้อยที่อาศัยในพื้นที่ใกล้สนามแข่งเรียกร้องและตั้งคำถามกับรัฐบาลประเทศตัวเองว่า ทำไมจึงไม่ใช้เงินที่ลงทุนกับฟุตบอลโลกไปกับการปรับปรุงคุณภาพชีวิตชุมชนให้ดีขึ้นแทน
ส่วนสนามแข่งขันครั้งที่บราซิลเป็นเจ้าภาพได้กลายสภาพเป็นที่จอดรถ จากที่ได้ใช้เงินไปราว 1,100-1,400 ล้านดอลลาร์ ซึ่งองค์กร National Court of Auditors ของประเทศบราซิลได้มีข้อสรุปว่าเงินจำนวนนี้มากพอที่จะใช้ในกับให้สวัสดิการประชาชนแต่ละปีได้มากกว่า 2 เท่า เมื่อเทียบกับมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ได้มาราว 3,000 ล้านดอลลาร์ มองจากมุมของประชาชนบราซิลแล้วคงต้องมองว่า ไม่คุ้มค่าการลงทุนเอาเสียเลย
ที่สุดแล้วพี่ทุยคงต้องขอสรุปว่า คุ้มหรือไม่คุ้มสำหรับมูลค่าที่ลงทุนไปของแต่ละประเทศเจ้าภาพก็คงขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน แต่สำหรับการได้เป็นประเทศเจ้าภาพฟุตบอลโลกก็ยังเป็นผลประโยชน์ก้อนใหญ่และเสน่ห์อันหอมหวลของการได้โชว์ศักยภาพการเป็นประเทศชั้นนำซึ่งตลอดมาในประวัติศาสตร์มีเพียงไม่กี่ประเทศที่ได้รับสิทธิให้จัดการแข่งขันที่จะดึงผู้คนจากทั่วโลกให้เดินทางมาร่วมชม กระตุ้นเม็ดเงินด้านการท่องเที่ยวอย่างงาม
ส่วน FIFA นั้นก็เป็นองค์กรที่มีแต่จะทำรายได้เพิ่มขึ้นกับการจัดการแข่งขัน เรียกว่าเจ้าภาพจะได้จะเสีย แต่ FIFA นั้นเองที่เป็นผู้ชนะในทุกแมตช์ เพราะมีแต่ได้กับได้ แถมยังได้เงินเพิ่มขึ้นทุก 4 ปีที่มีการจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกนั่นเอง
อ่านเพิ่ม