"Value Trap" กับดักที่ต้องระวังในภาวะเศรษฐกิจถดถอย

“Value Trap” กับดักที่ต้องระวังในภาวะเศรษฐกิจถดถอย

3 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • “Value Trap” หรือกับดักมูลค่า ซึ่งเกิดจากการที่เราคิดว่าสินทรัพย์สักอย่างหนึ่ง อาทิ หุ้น มีราคาถูกลงกว่าระดับปกติ จนเราคิดว่ากำลังมีโอกาสที่จะได้ซื้อของถูก ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วมันกลับไม่ได้ถูกลงแม้แต่น้อย
  • สาเหตุของ “Value Trap” มีหลากหลายประการ อาทิเช่น ความสามารถในการทำกำไรที่เปลี่ยนแปลงไป (เทียบกับอดีต) ธุรกิจเปลี่ยนวงรอบของวัฏจักรจากดีเป็นแย่ หรือธุรกิจอาจมีความเสี่ยงที่มองไม่เห็นซ่อนอยู่อีก
  • เราอาจจะหลีกเลี่ยง “Value Trap” ได้จากการกระจายความเสี่ยงไปยังกองทุนที่อิงกับดัชนี ควบคู่ไปกับการใช้กลยุทธ์ Dollar-cost averaging (DCA) หรือการเลือกลงทุนในบริษัทที่เป็นผู้นำตลาด และมีผลประกอบการเติบโตสม่ำเสมอมาต่อเนื่องหลายปี

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

เส้นทางของการลงทุนไปสู่เป้าหมายแห่งความสำเร็จ ทุกคนคงจะมีโอกาสได้เผชิญทั้งช่วงเวลาที่ดี เศรษฐกิจบูม ตลาดหุ้นวิ่งขึ้นต่อเนื่อง และแน่นอนในบางช่วงเวลาเศรษฐกิจก็กลับมาซบเซา ตลาดหุ้นก็พลอยซึมตามไปด้วย ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงของภาวะเศรษฐกิจหรือตลาดหุ้น ซึ่งกำลังกลับทิศ จากดีมาเป็นแย่ กับดักที่เราต้องพึงระวังไว้อย่างหนึ่งคือ “กับดักมูลค่า (Value Trap)”

เจ้ากับดักมูลค่านี้ หากจะอธิบายให้เข้าใจง่ายขึ้น อาจจะหมายถึง การที่เราคิดว่าสินทรัพย์สักอย่างหนึ่ง อาทิ หุ้น มีราคาถูกลงกว่าระดับปกติ จนเราคิดว่ากำลังมีโอกาสที่จะได้ซื้อของถูก ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วมันกลับไม่ได้ถูกลงแม้แต่น้อย สำหรับสาเหตุที่ทำให้ “กับดักมูลค่า” เกิดขึ้น มีอยู่ด้วยกันหลากหลายประการ โดยในที่นี้พี่ทุยจะขอยกตัวอย่างบางส่วนซึ่งเราอาจจะพบเจอกันได้บ่อยครั้ง

1. ความสามารถในการทำกำไรที่เปลี่ยนแปลงไป (เทียบกับอดีต)

โดยเราอาจจะลองจินตนาการถึงธุรกิจผลิตรถม้าโดยสารในสมัยก่อน ในช่วงเวลาก่อนที่ Henry Ford จะคิดค้นรถยนต์ Model T ได้สำเร็จ เชื่อว่าเดิมทีบริษัทผลิตรถม้าก่อนการมาของรถยนต์ ก็น่าจะเป็นหนึ่งในธุรกิจที่สร้างกำไรได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ แต่เมื่อคนส่วนใหญ่ค่อย ๆ ทยอยเลิกใช้รถม้าและหันมาใช้รถยนต์ เท่ากับว่ายอดขายของธุรกิจผลิตรถม้าย่อมต้องลดลงเช่นกัน ในขณะที่ราคาหุ้นของธุรกิจมักจะตอบสนองอย่างรวดเร็วก่อนที่เราจะได้เห็นตัวเลขกันจริง ๆ ว่ายอดขายที่แย่ลงนั้น แย่ลงขนาดไหน และในช่วงที่ทุกคนยังไม่ได้เห็นตัวเลขนั่นเอง ที่ทำให้ราคาหุ้นของธุรกิจผลิตรถม้าดูเหมือนจะถูกลงมากกว่าปกติ หากเรายังคงนำราคาปัจจุบันไปเทียบกับสิ่งที่เคยทำได้ในอดีต

2. ธุรกิจแบบวัฏจักร

หากมองในตลาดหุ้นส่วนมากก็จะเป็นหุ้นที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีลักษณะไม่ได้แตกต่างกันไม่ว่าใครจะเป็นผู้ผลิต ทำให้ราคาสินค้ามักจะแปรผันไปตามอุปสงค์อุปทาน ในช่วงวัฏจักรขาขึ้น เราอาจจะเห็นกำไรของบริษัทเหล่านี้เติบโตอย่างสุดขีด จนเรียกได้ว่าเป็นจุดพีคของธุรกิจในรอบนั้น ทำให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นสูงมาก แต่เมื่อผ่านจุดนั้นไปแล้วบริษัทอาจจะไม่สามารถทำกำไรในระดับนั้นได้อีกเลย ในอีก 5 – 10 ปีต่อมา เท่ากับว่า นักลงทุนที่เข้าซื้อ ณ จุดที่ราคาเริ่มตกลงมาจากจุดพีคได้ไม่นาน เพราะเห็นว่าราคาหุ้นถูกลง เมื่อเทียบกับผลงานล่าสุด ย่อมมีโอกาสที่จะติดกับดักหรือติดดอยไปอีกหลายปี

3. ความเสี่ยงธุรกิจที่มองไม่เห็น

ในบางกรณีบริษัทที่ประสบปัญหาทางธุรกิจอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งดูเหมือนว่าจะน่าจะเป็นปัญหาเพียงแค่ชั่วครั้งชั่วคราว หากเป็นเช่นนั้นจริง ราคาของหุ้นที่ปรับตัวลดลงก็น่าจะเป็นโอกาสในการเข้าซื้อ แต่บางครั้งปัญหาที่เกิดขึ้นกลับฝังรากลึกมากกว่าที่คิด อย่างเช่น บริษัทหนึ่งประสบปัญหาการผลิตหยุดชะงัก ทำให้ยอดขายมีแนวโน้มจะลดลง 20% แต่ในระหว่างนั้นกลับเป็นการเปิดโอกาสให้คู่แข่งเข้ามาแย่งชิงตลาดไปได้ หรือปัญหาเรื่องโครงสร้างการเงินบางบริษัทในช่วงวิกฤต ซึ่งก่อนที่ทุกคนจะรู้ว่ามันคือวิกฤตก็ต่อเมื่อบางบริษัทอาจจะล้มละลายหายไปแล้ว ซึ่งก่อนที่บริษัทเหล่านั้นจะล้มลงไป หลายคนอาจจะไม่ได้คาดคิดว่าท้ายที่สุดแล้วมันจะเป็นเช่นนั้น

ตัวอย่างของ “Value Trap” ในตลาดหุ้นไทย

หุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ของไทยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา อาจจะสะท้อนให้เห็นกับดักมูลค่าที่เกิดขึ้นได้ โดยพี่ทุยขอยกตัวอย่างหุ้น LPN ในปี 2561 ซึ่งราคาหุ้นลดลงมาเท่าตัวจาก 12 – 13 บาท เป็น 6 – 7 บาท ทำให้ P/E ลดลงมาเหลือ 8 เท่า ส่วน P/BV ลงมาเหลือ 0.75 เท่า ขณะที่กำไรก็เพิ่มขึ้นจาก 1 พันล้านบาท เป็น 1.3 พันล้านบาท แต่ถ้าย้อนกลับไปดูก่อนหน้านั้นจะเห็นว่ากำไรก็ยังต่ำกว่าที่เคยทำได้ถึง 2 พันล้านบาท และตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยังคงแย่ลง สุดท้ายแล้วราคาหุ้น LPN ก็ยังคงลดลงต่อเนื่อง แม้ราคาหุ้นจะลดลงมาต่ำกว่าที่เคยเป็นอยู่มากแล้วก็ตาม

แล้วเราจะหลีกเลี่ยง “Value Trap” ได้อย่างไร ?

หนึ่งในแนวทางที่หลายคนเลือกใช้คือ การกระจายความเสี่ยงไปยังกองทุนที่อิงกับดัชนี ซึ่งเท่ากับว่าเรากำลังซื้อหุ้นโดยค่าเฉลี่ยที่อิงกับดัชนีรวม ควบคู่ไปกับการใช้กลยุทธ์ Dollar-cost averaging (DCA) เพื่อลดโอกาสของการเจอกับดักมูลค่า อีกทางเลือกหนึ่งคือ การเลือกลงทุนในบริษัทที่เป็นผู้นำตลาด และมีผลประกอบการเติบโตสม่ำเสมอมาต่อเนื่องหลายปี ยิ่งยาวนานเท่าไหร่ ก็จะยิ่งช่วยให้เรามั่นใจได้มากขึ้น แต่ทั้งนี้ก็ควรจะติดตามการเปลี่ยนแปลงควบคู่กันไปด้วย

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply