"เลือกตั้งสหรัฐ" โดนัลด์ ทรัมป์ vs โจ ไบเดน ใครได้ใครเสีย ?

“เลือกตั้งสหรัฐ” โดนัลด์ ทรัมป์ vs โจ ไบเดน ใครได้ใครเสีย ?

3 min read  

ฉบับย่อ

  • “โดนัลด์ ทรัมป์” จากพรรครีพับลิกัน และ “โจ ไบเดน” จากพรรคเดโมแครตกำลังชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐ ที่จะถึงวันเข้าคูหาในวันที่ 3 พ.ย.นี้ 
  • ทรัมป์ยังไม่มีทีท่าจะเปลี่ยนแปลงจุดยืนต่อสงครามการค้า ขณะที่ไบเดนแม้จะไม่สนับสนุนการค้าเสรีมาก แต่ก็ไม่ได้แข็งกร้าวเท่าทรัมป์ 
  • บรรดานักวิเคราะห์มองว่าหุ้นกลุ่มพลังงานฟอสซิลและธนาคารจะได้รับความสนใจหากทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดี ตรงกันข้ามกับไบเดนที่สนับสนุนพลังงานทดแทนและการกำกับดูแลธนาคาร

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
Krungsri Asset "กองทุน"
Krungsri Asset "กองทุน"

การ “เลือกตั้งสหรัฐ” ปี 2020 ที่จะถึงในวันที่ 3 พ.ย.นี้ เป็นการต่อสู้ระหว่างประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” จากพรรครีพับลิกัน และตัวแทนจากพรรคเดโมแครตอย่าง “โจ ไบเดน” อดีตรองประธานาธิบดีคู่บุญในของรัฐบาลโอบามา โดยทั้งสองฝ่าย มีนโยบายในด้านเศรษฐกิจที่ทั้งเหมือนและแตกต่างกันในเวลาเดียวกัน  

พี่ทุยเองก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า นโยบายทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจโลก การทำสงครามการค้ากับจีนของสหรัฐฯ กลายเป็นปัจจัยที่นำมาพูดถึงแทบทุกครั้งที่เกิดความผันผวนของตลาดหุ้นทั่วโลก 

ขณะที่ในแง่ของผู้บริโภคเองก็ได้รับผลกระทบเข้าไปเต็ม ๆ เช่น กรณีที่ Huawei ต้องโบกมือลาแอปพลิเคชันติดเครื่องของ Google จนทำให้ผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือของ Huawei ต้องประสบความยุ่งยากในการใช้งาน ซึ่งพี่ทุยก็เคยใช้ Huawei และเจอปัญหาหลายอย่างเวลาจะใช้แอปพลิเคชันของ Google 

สงครามการค้าจะยังคงมีอยู่หรือไม่ หลัง “เลือกตั้งสหรัฐ” เสร็จสิ้น​ ?

ในขณะที่การดำรงตำแหน่งเทอมแรก ทรัมป์ได้เดินหน้าเจรจาแก้ไขสนธิสัญญาค้าเสรีไปแล้ว ทั้งกับแคนาดาและเม็กซิโก หรือที่เรียกกันว่า “นาฟต้า” และยังทำตามที่ให้สัญญาไว้เมื่อตอนหาเสียงในปี 2016 ด้วยการลาออกจากการเป็นสมาชิกการค้าเสรีขนานใหญ่ระหว่างสหรัฐและเอเชียอย่าง Trans-Pacific Partnership หรือ TPP 

นโยบาย “อเมริกามาก่อน” (America First) ของทรัมป์ยังเป็นฉนวนทำให้เกิด “สงครามการค้า” กับจีน และก่อให้เกิดการตั้งภาษีนำเข้าตอบโต้กันไปมาอย่างหนักหน่วงเป็นระยะเวลาตลอด 4 ปีที่ผ่านมา พร้อมกับความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนไปถึงกรณีของ Huawei และ TikTok ที่ยังคงไม่ได้บทสรุปจนถึงทุกวันนี้ 

ในขณะที่ทรัมป์ไม่มีท่าทีจะเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าในปัจจุบันของตัวเอง ไบเดนกลับมีท่าทีที่อ่อนกว่าอย่างชัดเจนเมื่อต้องดีลกับนานาชาติ โดยไบเดนเคยกล่าวไว้ว่าจะไม่ใช้การตั้งกำแพงภาษีเพื่อกดดันคู่ค้า แต่จะใช้วิธี “สันติ” อย่างการเจรจาจัดตั้งพันธมิตรและคู่ค้าแทน

แต่ดูเหมือนไบเดนจะไม่ได้สนับสนุนการค้าเสรีในระดับเดียวกับอดีตประนาธาธิบดีบารัก โอบามา ผู้ริเริ่มโครงการ TPP เนื่องจากนโยบายการค้าหลักของไบเดน คือการลงทุนในเศรษฐกิจประเทศ โดยเฉพาะด้านนวัตกรรมและช่วยเหลือชนชั้นกลางเป็นอันดับแรก 

เหตุผลที่ทั้งคู่ยังไม่ให้ความสนใจกับการค้าระหว่างประเทศในตอนนี้ เป็นเพราะภารกิจอย่างแรกในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐไม่ว่าจะเป็นทรัมป์หรือไบเดน ก็ต้องมุ่งไปที่การแก้ไขเศรษฐกิจภายในประเทศที่ได้ผลกระทบรุนแรงจากการระบาดของโควิด-19 ก่อน 

ใครได้เป็นประธานาธิบดี อุตสาหกรรมไหนได้-เสีย ?

ในหมวดของพลังงาน หากไบเดนสามารถคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ จะทำให้หุ้นของ “พลังงานทางเลือก” ได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องจากพรรคเดโมแครตเป็นที่รู้กันดีว่าให้การสนับสนุนพลังงานทางเลือกและไม่สนับสนุนพลังงานฟอสซิลหรือถ่านหินที่ก่อให้ภาวะเรือนกระจก ซึ่งการสนับสนุนนี้อาจรวมไปถึง “รถยนต์พลังงานไฟฟ้า” ด้วย

อย่างที่พี่ทุยได้เล่าให้ฟังไปแล้วว่าไบเดนแข็งกร้าวน้อยกว่าทรัมป์ในเรื่องสงครามการค้า จึงทำให้หุ้นของบริษัทที่มี Supply Chain อยู่ที่จีนได้รับความน่าสนใจมากขึ้น

ก่อนหน้านี้ JP Morgan ระบุว่า Procter & Gamble (P&G) และ 3M จะเป็นหนึ่งในบริษัทที่น่าจับตามองมาก เพราะต่างเคยได้รับผลกระทบจากการทำสงครามการค้า 

เมื่อปี 2019 David Taylor ซีอีโอของ P&G ได้บอกว่า ภาษีนำเข้าที่ทรัมป์ตั้ง ทำให้ต้นทุนในการผลิตมีดโกนแบรนด์ Gillette สูงขึ้น ขณะที่ Mike Roman ซีอีโอของ 3M ผู้ผลิต Post-it ก็เคยบอกเหมือนกันว่า 3M จำเป็นต้องลดการผลิตและลดคนงานลง 2,000 คน เพราะต้นทุนที่สูงขึ้นจากสงครามการค้า ดังนั้น หากสงครามการค้าทุเลาลง จะช่วยลดปัจจัยกดดันต่อบริษัทเหล่านี้ได้มาก

อย่างไรก็ตาม ไบเดนต้องการขึ้นภาษี ทั้งภาษีเงินได้ในอัตราสูงสุดให้กลับไปในระดับเดิมที่ 39.6% หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ปรับลดลงมาเหลือ 37% ขณะที่ขึ้นภาษีนิติบุคคลจาก 21% เป็น 28% รวมถึงขึ้นภาษีกับบริษัทต่างชาติที่มีบริษัทลูกอยู่ในสหรัฐเป็น 21% เพิ่มขึ้นถึงเท่าตัวเลยทีเดียว พี่ทุยว่าเรื่องนี้ เราก็คงต้องจับตามองเหมือนกันว่าตลาดจะให้ผลตอบรับแบบไหน

ในทางกลับกัน ทรัมป์จะยังคงเดินหน้าลดภาษีให้กับชาวอเมริกันและบริษัทต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยจะขยายการลดภาษีในครั้งก่อนที่จะสิ้นสุดในปี 2025 ออกไปอีก การลดอัตราภาษีของทรัมป์นั้นรวมถึงการใช้อัตราภาษีเดียวสำหรับนิติบุคคลที่ 21% ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับระดับเดิมก่อนหน้าที่ทรัมป์จะรับตำแหน่งที่อยู่สูงถึง 39%  

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังมีท่าทีผ่อนปรนต่อการกำกับดูแลภาคธนาคารมาโดยตลอด เช่น การยกเลิกกฎหมายการกำกับดูแลธนาคาร Dodd-Frank เมื่อปี 2018 ซึ่ง Dodd-Frank เป็นกฎหมายที่เกิดขึ้นมาเพื่อควบคุมบรรดาธนาคารไม่ให้เข้าไปลงทุนเสี่ยง ๆ จนซ้ำรอยวิกฤตการเงินเมื่อปี 2008 อีก โดยเป็นจุดยืนที่ต่างกับพรรคเดโมแครตอย่างชัดเจน

ในทางตรงกันข้ามกับพรรคเดโมแครตอีกเช่นเคย ทรัมป์บอกเสมอว่าไม่เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะเป็นเรื่องจริง และนั่นทำให้ทรัมป์สนับสนุนบริษัทผู้ผลิตพลังงานฟอสซิลมาโดยตลอด

ตอนนี้โพลให้ไปทางไบเดนเฉือนชนะทรัมป์อยู่ ซึ่งหากทรัมป์พ่ายแพ้ในครั้งนี้ จะเป็นประธานาธิบดีคนแรกนับตั้งแต่จอร์จ บุช คนพ่อ ที่ไม่สามารถไปต่อในสมัยที่สองได้ในการเลือกตั้งปี 1992 

แต่พี่ทุยได้บทเรียนจากเลือกตั้งครั้งก่อน ตอนปี 2016 ฮิลลารี คลินตัน ก็นำทรัมป์แบบนี้แหละ และใคร ๆ ก็เชื่อว่าเธอจะได้รับชนะ แต่ผลกลับออกมาพลิกโพลล์จากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว เพราะของแบบนี้ พี่ทุยว่าเราต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดเลยทีเดียว

เปรียบเทียบนโยบาย โดนัลด์ ทรัมป์ vs โจ ไบเดน

เลือกตั้งสหรัฐ

ด้านการค้าระหว่างประเทศ

  • โดนัลด์ ทรัมป์
    • ไม่มีท่าทีเปลี่ยนแปลงการทำสงครามการค้า
  • โจ ไบเดน
    • เลือกวิธีสันติกว่าด้วยการเจรจามากกว่าตั้งกำแพงภาษี

การฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด-19

  • โดนัลด์ ทรัมป์
    • เซ็นต์กฎหมายช่วยเหลือไปแล้ว 4 ฉบับ
    • ช่วยเหลือวงเงิน 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
  • โจ ไบเดน
    • ให้สัญญาจะช่วยเหลือด้วยวงเงินที่มากกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ พร้อมเปิดแผน 7 จุด
    • รณรงค์ให้สวมหน้ากาก

พลังงานและสิ่งแวดล้อม

  • โดนัลด์ ทรัมป์
    • ไม่เชื่อในภาวะโลกร้อน
    • ให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลและถ่านหิน
  • โจ ไบเดน
    • ต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเหลือศูนย์ภายในปี 2050 
    • สนับสนุนพลังงานทางเลือก

ภาษี

  • โดนัลด์ ทรัมป์
    • ต้องการขยายระยะเวลาลดภาษีบุคคลธรรมดาและบริษัท
  • โจ ไบเดน
    • ต้องการขึ้นภาษีรายได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล

การกำกับดูแลธนาคาร

  • โดนัลด์ ทรัมป์
    • เป็นผู้เดินหน้ายกเลิกกฎหมายควบคุมธนาคารลงทุนเสี่ยง
  • โจ ไบเดน
    • สมาชิกพรรคเป็นตัวตั้งตัวตีสนับสนุนการควบคุมธนาคาร

กลุ่มหุ้นที่คาดจะได้รับประโยชน์

  • โดนัลด์ ทรัมป์
    • ธนาคาร
    • พลังงานฟอสซิล 
    • กิจการทั่วไปที่ได้รับประโยชน์จากการลดภาษี
  • โจ ไบเดน
    • พลังงานทางเลือก
    • พาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (EV)
    • บริษัทที่มี Supply Chain อยู่ในจีน

ถ้าใครอยากอ่านกรณีที่ โดนัลด์ ทรัมป์ เลี่ยงภาษีมามากกว่า 10 ปี เข้าไปอ่านต่อได้เลย ที่นี่

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"Forex" FXTM
"Forex" FXTM

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: