การกระพือปีกของผีเสื้อตัวเล็ก ๆ ตัวนึงยังมีส่วนทำให้เกิดพายุได้ ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่การล้มของยักษ์ตัวโตจะสะเทือนมาถึงเราแม้ว่าจะอยู่ไกลคนละซีกโลกก็ตาม และยักษ์ใหญ่ที่พี่ทุยพูดถึงก็คือบริษัทท่องเที่ยวสัญชาติอังกฤษที่มีชื่อว่า “Thomas Cook” ซึ่งเป็นข่าวดังไปทั่วโลก จากการที่วันจันทร์ที่ผ่านมา เค้าปิดร้านพร้อมประกาศว่าบริษัทจะปิดตัวและถูกฟ้องล้มละลาย
เมื่อมีประกาศออกมาอย่างนี้ ลูกค้าที่ซื้อทัวร์ของทางบริษัท คงรู้สึกเหมือนถูกลอยคออยู่กลางทะเลกว่า 150,000 คน และอันดับต่อมาคือพนักงานราว 22,000 คนของเค้า
วันนี้พี่ทุยจะพาไปเปิดม่านดูหลังเวทีกันว่าทำไมบริษัทที่มีฉากหน้าอันแสนมั่นคงและสวยงามอย่าง Thomas Cook ถึงล้มละลายและเหลือทิ้งไว้แต่เพียงสโลแกนแสนติดหูที่ว่า “Don’t just book it… Thomas Cook it” (อย่าสักแค่จอง… มาลองโทมัส คุกสิ) มาเรียนรู้จากความผิดพลาดของเค้ากันเถอะ!
Thomas Cook เป็นชื่อผู้ก่อตั้งและกลายมาเป็นชื่อบริษัท
การเดินทางอันยาวนานของ Thomas Cook เริ่มต้นเมื่อ 178 ปีที่แล้วเมื่อปี ค.ศ.1841 ทริปแรกของเค้าคือทริปการเดินทางโดยรถไฟจาก Leicester(เลสเตอร์) ไปยัง Loughborough (ลัฟบะระ) เป็นระยะทาง 12 ไมล์ หลังจากนั้นในปี ค.ศ.1845 Thomas Cook ก็ได้จัดทริปเดินทางในระยะทางที่ไกลขึ้นและจัดทำคู่มือพกพาเล็ก ๆ ให้ลูกค้าด้วย ซึ่งคู่มือฉบับพกพานี้ถือเป็นต้นกำเนิดของคู่มือท่องเที่ยวในทุกวันนี้
ต่อมาในปีค.ศ.1855 จากดักแด้ตัวน้อย ๆ ก็สยายปีกกลายเป็นผีเสื้อออกบินในครั้งแรก เมื่อเค้าได้จัดทัวร์ระยะไกลข้ามทวีปในรูปแบบแพ็คเกจทัวร์ ค่าทริปที่เค้าเก็บรวมหมดทั้งค่าเดินทาง ค่าอาหารและค่าสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหลาย พี่ทุยขอข้ามมาอีกร้อยกว่าปี เมื่อปี ค.ศ. 2003 Thomas Cook ก็มีสายการบินของตัวเอง
และล่าสุดเมื่อวันจันทร์ที่ 23 กันยายน 2019 ที่ผ่านมา ได้ประกาศปิดตัวลง อีกทั้งกำลังจะถูกฟ้องล้มละลายด้วยหนี้ก้อนมหาศาล 1.71 พันล้านปอนด์หรือคิดเป็น 2.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ
ความผิดพลาดของThomas Cook
1.ไม่วิ่งตามความเปลี่ยนแปลงของโลก
หลายคนคงเคยได้ยิน ได้อ่าน ได้ฟังกันจนนับครั้งไม่ถ้วนเเล้วว่า ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจในปัจจุบันนี้ คือ เรื่องของ Technology disruption หรือคือการที่ธุรกิจถูกบ่อนทำลายด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่
ในกรณีความผิดพลาดนี้ ก็คือการที่เค้าเน้นเปิดให้บริการทางหน้าร้าน ในขณะที่คู่แข่งหลายรายกลับเลือกที่จะย่อธุรกิจของตัวเองให้เป็นรูปแบบออนไลน์ทาง website และ application ซึ่งการทำเช่นนั้นก็เป็นผลดีทั้ง 2 ฝ่าย ฝ่ายผู้ซื้อบริการเองก็สะดวกและเข้าถึงบริการได้ง่ายขึ้น คงจะดีกว่าไม่น้อยถ้าเราสามารถจองทริปในฝันได้เลยบนเตียง แทนที่จะต้องเสียเวลา เสียค่าน้ำมันไปซื้อถึงสำนักงาน
ส่วนผู้ให้บริการเองก็จะประหยัดงบในการเปิดหน้าร้าน ทั้งค่าเช่าพื้นที่ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าพนักงานและค่าดูแลรักษา
แต่ Thomas Cook กลับเลือกที่จะเปิดหน้าร้านถึง 600 สาขาทั่วโลกและให้บริการทางโทรศัพท์มากกว่า ถึงแม้จะมีการร่วมมือกับ Expedia เมื่อปี2017 ก็ตาม แต่ก็ไม่ได้มุ่งเน้นทางนั้นเท่าไหร่ และคู่เเข่งของเค้าเเต่ละรายล้วนเเล้วเเต่ใช้งานแพลตฟอร์มออนไลน์ทั้งนั้น เช่น บริการทัวร์ตามเว็บไซต์แต่ละท้องถิ่นต่าง ๆ Skyscanner, Airanb, Agoda
พูดให้เห็นภาพง่าย ๆ การไม่ใช้ Internet กับการทำธุรกิจในโลกไซเบอร์อย่างทุกวันนี้ ก็เหมือนกับการเอาดาบธรรมดาออกไปสู้กับศัตรูที่ใช้ดาบเลเซอร์กันหมดแล้ว
2.พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป
Internet มีเกิดขึ้นในโลกนี้เมื่อปี ค.ศ.1969 ลองจินตนาการดูสิว่าถ้าเราเกิดในปี 1900 เวลานึกอยากจะไปเที่ยวไกล ๆ สักครั้งคงจะลำบากไม่น้อยถ้าต้องจัดการทุกอย่างเอง เช่น ต้องเดินทางไปจองตั๋วเครื่องบิน ติดต่อหาโรงแรมล่วงหน้า จนการท่องเที่ยวที่ตั้งใจว่าควรจะเป็นการเดินทางผ่อนคลายกลายเป็นเรื่องเครียดแทน ตอนนั้นบริการที่รวบรวมทุกอย่างเสร็จแบบ one-stop service อย่าง Thomas Cook จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมาก ๆ
ในขณะที่ปัจจุบันนี้ถ้าเราอยากจะไปเที่ยวอีกซีกโลกหนึ่งก็ทำได้ง่ายเเค่ปลายนิ้วเท่านั้น แถมยังสนุก คุ้มค่าเเละเหมาะกับเรามากกว่าด้วย เพราะจะเลือกได้ว่าอยากจะใช้เวลาที่ไหนมากเป็นพิเศษหรือไม่อยากแวะที่ไหน ดังนั้นก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งบริการ one-stop service อย่าง Thomas Cook แล้ว
นอกจากนี้ อีกเทรนด์นึงที่กำลังมาแรงแซงโค้งและเป็นคู่เเข่งของการท่องเที่ยวแบบทัวร์ก็คือ การไปเที่ยวคนเดียวหรือ Solo Travel ที่เป็นกระแสที่มาแรงทีเดียวในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ ซึ่งเห็นได้จากกระทู้รีวิวการท่องเที่ยวแนวแบกเป้ลุยเดี่ยว และสถิติก็ตอกย้ำความจริงข้อนี้ด้วย เว็บไซต์สำหรับจองที่พักประเภท hostel ชื่อดัง อย่าง hostelworld.com ระบุว่าในช่วง2ปีมานี้มียอดจอง hostel เพิ่มขึ้นมากถึง 42% และการท่องเที่ยวแบบแบกเป้ลุยเองก็เป็นที่นิยมมากกว่าการท่องเที่ยวแบบอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด คนทุกช่วงอายุ 93.6 % ชอบที่จะเที่ยวเอง ในขณะที่มีเพียง 20.2 % เท่านั้นที่ชอบการท่องเที่ยวแบบหรูหรา
เทรนด์ของผู้บริโภคเปลี่ยนไปมากมายขนาดนี้ ไม่ว่าจะเป็นยักษ์เล็กหรือยักษ์ใหญ่ถ้าปรับตัวไม่ทัน ก็ล้มทั้งยืนได้ทั้งนั้นแหละเนอะ
3.จับปลาหลายมือแต่จับไม่แน่นสักมือ
ลางร้ายเริ่มปรากฏอย่างชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อ Thomas Cook ตัดสินใจทำสายการบินของตัวเองในปี 2003 โดยมีเครื่องบินของตัวเองอยู่ 34 ลำ บินใน 82 เส้นทาง ซึ่งหลายคนได้ให้น้ำหนักว่านี่แหละคือเนื้อร้ายก้อนโตที่ทำให้ Thomas Cook เจอมรสุมครั้งใหญ่จนล้มละลาย เพราะการบริหารบริษัททัวร์ให้ดีไปพร้อม ๆ กับบริหารสายการบินไปด้วยเป็นเรื่องที่ยากมาก ทั้ง 2 อย่างนี้ล้วนแล้วแต่มีรายละเอียดเฉพาะตัวที่ซับซ้อนและต้องการการดูแลอย่างเต็มที่ อีกทั้งทั้ง 2 ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่จะได้รับผลจากฤดูกาลเหมือนๆ กัน
เช่น หน้าหนาวสำหรับบางประเทศถือเป็น low season คนจะไม่อยากไปเที่ยว ขายทัวร์ไม่ได้และก็ขายตั๋วเครื่องบินไม่ได้เหมือนกัน ซึ่งเมื่อทำไปเรื่อย ๆ นอกจากจะสร้างกำไรให้ Thomas Cook ไม่ได้แล้ว ยังทำให้เกิด “ภาวะต้นทุนจม(sunk cost)” ด้วย เพราะนับวันค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา เงินเดือนพนักงานและอื่น ๆ ย่อมเพิ่มขึ้น และยิ่งเพิ่มมากก็ยิ่งเกิดความเสียดายไม่กล้าเลิกทำ จนสุดท้ายเนื้อร้ายเล็ก ๆ นี้ก็ลามเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย จนchemotherapy หรือยาใด ๆ ก็รักษาไม่หาย ใครที่กำลังเสียดายอะไร ลองพิจารณาดูนะว่ากำลังโดนต้นทุนจมเล่นงานอยู่หรือเปล่า
4.BREXIT
การขอออกจาก EU ของอังกฤษส่งผลถึงหลายเรื่องด้วยกัน ทั้งเรื่องของสภาพจิตใจที่คนอังกฤษย่อมรู้สึกตึงเครียดและเรื่องของค่าเงินปอนด์ที่ดิ่งลงเหว การที่คนอังกฤษรู้สึกเครียดกับปัญหา BREXIT ส่งผลให้มีคนจำนวนมากยกเลิกแผนการท่องเที่ยวไป ซึ่งเเน่นอนว่าส่งผลถึงรายได้ของ Thomas Cook และการที่เงินปอนด์อ่อนค่าลง ก็ส่งผลให้คนอังกฤษไม่อยากออกไปเที่ยวนอกประเทศเข้าไปใหญ่และอีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ สายการบินส่วนใหญ่ล้วนต้องชำระหนี้เป็นสกุลเงินดอลลาร์ เช่น ค่าเชื้อเพลิง เป็นต้น
ที่ว่าอ่อนค่านี่จะอ่อนลงแค่ไหนกันเชียว มาดูกัน!
ข้อมูลจาก TradingView
ค่าเงินปอนด์เมื่อเทียบกับดอลลาร์ ดูใน Timeframe week จะพบว่าช่วงต้นปี2016 ก่อนหน้าที่จะเกิดเรื่อง BREXIT อัตราการแลกเปลี่ยนอยู่ที่ประมาณ 1.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 ปอนด์และก็ค่อย ๆ ลดต่ำมาเรื่อย ๆ จนต่ำสุดที่ประมาณ 1.20 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 ปอนด์เลยหรือคิดเป็นอ่อนค่าลงประมาณ30% ในเวลา 3 ปีเลยทีเดียว พูดง่าย ๆ ว่าอยู่เฉย ๆ ไม่ทำอะไร คนอังกฤษก็จนลงเรื่อย ๆ
ตอนนี้พี่ทุยได้ยินมาว่าลูกค้าหลายรายเริ่มทยอยได้รับเงินคืนจากการจองทัวร์ของ ล่วงหน้าแล้ว พี่ทุยขอเอาใจช่วยทุกฝ่ายเเละจะตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดนะ เรื่องราวการล่มสลายของอดีตยักษ์ใหญ่รายนี้เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจมากเลยและสอนเรารู้ว่า สิ่งที่ยากกว่าการได้มงกุฎมาครอง ก็คือการรักษามงกุฎบนหัวไว้นั่นเอง เพราะฉะนั้นมงลงแล้วจงอย่าหยุดวิ่ง ในโลกที่ทุกสิ่งไม่เคยหยุดนิ่ง อย่าหยุดพัฒนาตัวเองกันนะ
Comment