ทำไม Thomas Cook ถึงล้มละลาย

ทำไม “Thomas Cook” ถึงล้มละลาย ?

3 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • เมื่อวันจันทร์​ที่​ 23​ กันยายน บริษัททัวร์​สัญชาติ​อังกฤษที่มีความเป็นมายาวนานกว่า​ 178 ปีชื่อว่า​ Thomas Cookได้ประกาศปิดตัวลง​ พร้อมบอกว่ากำลังจะถูกฟ้องล้มละลาย​ ลอยคอลูกค้ากว่า​ 150,000 ชีวิตและพนักงานราว 22,000 คน
  • ความผิดพลาดที่ทำให้​ Thomas​ ​Cook มาถึงกาลอวสาน​ ก็คือ​การที่ไม่วิ่งตามความเปลี่ยนแปลง​ของโลก​และพฤติกรรม​ของผู้บริโภค​ที่เปลี่ยนแปลงไป​ รวมถึงการพยายามทำหลายอย่างมากเกินไป​ ซึ่งในที่นี้คือการทำสายการบินของตัวเอง​และการออกจากสหภาพยุโรปของอังกฤษ (Brexit)
  • BREXIT​ ทำให้ค่าเงินปอนด์อ่อนค่าลงประมาณ 30% ในรอบ​ 3 ปีนี้​ ชาวอังกฤษจึง​ไม่ค่อยอยากออกมาจับจ่ายใช้สอยนอกประเทศ​นอกจากนี้การที่สายการบินต้องชำระหนี้ด้วยสกุลเงินดอลลาร์​เป็นปัจจัยสำคัญ​ที่ซ้ำเติม Thomas Cook

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

การกระพือปีกของผีเสื้อตัวเล็ก ๆ​ ตัวนึงยังมีส่วนทำให้เกิดพายุได้​ ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่การล้มของยักษ์ตัวโตจะสะเทือนมาถึงเรา​แม้ว่าจะอยู่ไกลคนละซีกโลกก็ตาม​ และยักษ์​ใหญ่ที่พี่ทุยพูดถึงก็คือบริษัท​ท่องเที่ยวสัญชาติอังกฤษ​ที่มีชื่อว่า​ “Thomas Cook” ซึ่งเป็นข่าวดังไปทั่วโลก​ จากการที่วันจันทร์​ที่ผ่านมา​ เค้าปิดร้านพร้อมประกาศ​ว่า​บริษัทจะปิดตัวและถูกฟ้องล้มละลาย

เมื่อมีประกาศออกมาอย่างนี้​ ลูกค้าที่ซื้อทัวร์ของทางบริษัท ​คงรู้สึกเหมือนถูกลอยคออยู่กลางทะเล​กว่า​ 150,000 คน​ และอันดับต่อมาคือพนักงานราว 22,000 คนของเค้า

วันนี้พี่ทุยจะพาไปเปิดม่านดูหลังเวทีกันว่าทำไมบริษัทที่มีฉากหน้าอันแสนมั่นคงและสวยงามอย่าง​ Thomas Cook ถึงล้มละลายและเหลือทิ้งไว้แต่เพียงสโลแกนแสนติดหูที่ว่า​ “Don’t just book it… Thomas Cook it” (อย่าสักแค่จอง…  มาลองโทมัส​ คุกสิ) ​มาเรียนรู้จากความผิดพลาด​ของเค้ากันเถอะ!

Thomas Cook เป็นชื่อผู้ก่อตั้งและกลายมาเป็นชื่อบริษัท​

การเดินทางอันยาวนานของ Thomas Cook เริ่มต้นเมื่อ​ 178 ปีที่แล้วเมื่อปี ค.ศ.1841 ทริปแรกของเค้าคือทริปการเดินทางโดยรถไฟจาก Leicester(เลสเตอร์) ​ไปยัง Loughborough (ลัฟบะระ) เป็นระยะทาง​ 12​ ​ไมล์​  หลังจากนั้นในปี​ ค.ศ.1845 Thomas Cook ก็ได้จัดทริปเดินทางในระยะทางที่ไกลขึ้น​และจัดทำคู่มือพกพาเล็ก ๆ​ ให้ลูกค้าด้วย​ ซึ่งคู่มือฉบับพกพานี้ถือเป็นต้นกำเนิดของคู่มือท่องเที่ยว​ในทุกวันนี้

ต่อมาในปีค.ศ.1855 จากดักแด้ตัวน้อย ๆ​  ก็สยายปีกกลายเป็นผีเสื้อออกบินในครั้งแรก​ เมื่อเค้าได้จัดทัวร์ระยะไกลข้ามทวีป​ในรูปแบบ​แพ็คเกจทัวร์​ ค่าทริปที่เค้าเก็บรวมหมดทั้งค่าเดินทาง​ ค่าอาหารและค่าสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหลาย พี่ทุยขอข้ามมาอีกร้อยกว่าปี​​​ เมื่อปี ค.ศ. 2003 Thomas Cook ก็มีสายการบินของตัวเอง​

และล่าสุดเมื่อวันจันทร์​ที่​ 23​ กันยายน​ 2019​ ที่ผ่านมา​  ได้ประกาศ​ปิดตัวลง​ อีกทั้ง​กำลังจะถูกฟ้องล้มละลายด้วยหนี้ก้อนมหาศาล​ 1.71 ​ พันล้านปอนด์​หรือคิดเป็น​ 2.1 พันล้านเหรียญ​สหรัฐ

ความผิดพลาดของThomas Cook

1.ไม่วิ่งตามความเปลี่ยนแปลง​ของโลก

หลายคนคงเคยได้ยิน​ ได้อ่าน​ ได้ฟังกันจนนับครั้งไม่ถ้วนเเล้วว่า​ ปัจจัยสำคัญ​ที่ส่ง​ผลกระทบ​ต่อธุรกิจ​ในปัจจุบันนี้​ คือ​ เรื่องของ​ Technology disruption หรือคือการที่ธุรกิจ​ถูกบ่อนทำลายด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่

ในกรณีความผิดพลาดนี้ ก็คือการที่เค้าเน้นเปิดให้บริการทางหน้าร้าน​ ในขณะที่​คู่แข่งหลายรายกลับเลือกที่จะย่อธุรกิจของตัวเองให้เป็นรูปแบบออนไลน์​ทาง website และ application​ ซึ่งการทำเช่นนั้นก็เป็นผลดีทั้ง​ 2 ฝ่าย​ ฝ่ายผู้ซื้อบริการเองก็สะดวกและเข้าถึงบริการได้ง่ายขึ้น​ คงจะดีกว่าไม่น้อยถ้าเราสามารถจองทริปในฝันได้เลยบนเตียง​ แทนที่จะต้องเสียเวลา​ เสียค่าน้ำมันไปซื้อถึงสำนักงาน

ส่วนผู้ให้บริการเองก็จะประหยัดงบในการเปิดหน้าร้าน​ ทั้งค่าเช่าพื้นที่​ ค่าน้ำ​ ค่าไฟ ค่าพนักงานและค่าดูแลรักษา

แต่​ Thomas Cook กลับเลือกที่จะเปิดหน้าร้านถึง​ 600 สาขาทั่วโลกและให้บริการทางโทรศัพท์​มากกว่า​ ถึงแม้จะมีการร่วมมือกับ Expedia เมื่อปี2017 ก็ตาม​ แต่ก็ไม่ได้มุ่งเน้นทางนั้นเท่าไหร่​ และคู่เเข่ง​ของเค้าเเต่ละรายล้วนเเล้วเเต่ใช้งานแพลตฟอร์ม​ออนไลน์​ทั้งนั้น​ เช่น​ บริการทัวร์​ตามเว็บไซต์​แต่ละท้องถิ่นต่าง ๆ​ Skyscanner, Airanb, Agoda

​พูดให้เห็นภาพง่าย ๆ​ การไม่ใช้ Internet กับการทำธุรกิจ​ในโลกไซเบอร์อย่างทุกวันนี้​ ก็เหมือนกับ​การเอาดาบธรรมดาออกไปสู้กับศัตรูที่ใช้ดาบเลเซอร์​กันหมดแล้ว

2.พฤติกรรม​ของผู้บริโภค​เปลี่ยนไป

Internet ​มีเกิดขึ้น​ในโลกนี้เมื่อปี ค.ศ.1969 ลองจินตนาการ​ดูสิ​ว่าถ้าเราเกิดในปี 1900 เวลานึกอยากจะไปเที่ยวไกล ๆ​ สักครั้ง​คงจะลำบากไม่น้อยถ้าต้องจัดการทุกอย่างเอง​ เช่น​ ต้องเดินทางไปจองตั๋วเครื่องบิน​ ติดต่อหาโรงแรม​ล่วงหน้า​ จนการท่องเที่ยว​ที่ตั้งใจว่าควรจะเป็นการเดินทางผ่อนคลาย​กลายเป็นเรื่องเครียดแทน​ ตอนนั้นบริการที่รวบรวมทุกอย่างเสร็จ​แบบ​ one-stop service อย่าง​ Thomas Cook จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมาก ๆ​

ในขณะที่​ปัจจุบันนี้ถ้าเราอยากจะไปเที่ยวอีกซีกโลกหนึ่งก็ทำได้ง่ายเเค่ปลายนิ้วเท่านั้น​ แถมยังสนุก​ คุ้มค่าเเละเหมาะกับเรามากกว่าด้วย​ เพราะจะเลือกได้ว่าอยากจะใช้เวลาที่ไหนมากเป็นพิเศษ​หรือไม่อยากแวะที่ไหน​ ดังนั้นก็ไม่จำเป็น​ต้อง​พึ่งบริการ one-stop service อย่าง​ Thomas Cook แล้ว

นอกจากนี้​​ อีกเทรนด์​นึงที่กำลังมาแรงแซงโค้งและเป็นคู่เเข่งของการท่องเที่ยว​แบบทัวร์ก็คือ​ การไปเที่ยวคนเดียวหรือ​ Solo Travel ที่เป็นกระแสที่มาแรงทีเดียว​ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้​ ซึ่งเห็นได้จากกระทู้รีวิวการท่องเที่ยวแนวแบกเป้ลุยเดี่ยว​ และสถิติก็ตอกย้ำความจริงข้อนี้ด้วย​ เว็บไซต์​สำหรับจองที่พักประเภท​ hostel ชื่อดัง​ อย่าง​ hostelworld.com ระบุว่าในช่วง2ปีมานี้มียอดจอง hostel เพิ่มขึ้นมากถึง​ 42% และการท่องเที่ยวแบบแบกเป้ลุยเองก็เป็นที่นิยมมากกว่าการท่องเที่ยว​แบบอื่น ๆ​ อย่างเห็นได้ชัด​ คนทุกช่วงอายุ​ 93.6 % ชอบที่จะเที่ยวเอง​ ในขณะที่มีเพียง​ 20.2 % เท่านั้นที่ชอบการท่องเที่ยวแบบหรูหรา

เทรนด์ของผู้บริโภค​เปลี่ยนไปมากมายขนาดนี้​ ไม่ว่าจะเป็นยักษ์​เล็กหรือยักษ์ใหญ่ถ้าปรับตัวไม่ทัน​ ก็ล้มทั้งยืนได้ทั้งนั้นแหละเนอะ

3.จับปลาหลายมือ​แต่จับไม่แน่นสักมือ

ลางร้ายเริ่มปรากฏ​อย่างชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อ​ Thomas Cook ตัดสินใจทำสายการบินของตัวเอง​ในปี ​2003 โดยมีเครื่องบินของตัวเองอยู่​ 34​ ลำ​ บินใน​ 82​ เส้นทาง​ ซึ่งหลายคนได้ให้น้ำหนักว่านี่แหละคือเนื้อร้ายก้อนโตที่ทำให้​ Thomas Cook เจอมรสุมครั้งใหญ่จนล้มละลาย​ เพราะการบริหารบริษัท​ทัวร์ให้ดีไปพร้อม ๆ​ กับบริหารสายการบินไปด้วยเป็นเรื่องที่ยากมาก​ ทั้ง 2 อย่างนี้ล้วนแล้วแต่​มีรายละเอียดเฉพาะตัว​ที่ซับซ้อนและต้องการการดูแลอย่างเต็มที่​ อีกทั้งทั้ง​ 2 ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจ​ที่จะได้รับผลจากฤดูกาลเหมือน​ๆ​ กัน​

เช่น​ หน้าหนาวสำหรับบางประเทศ​ถือเป็น​ low season คนจะไม่อยากไปเที่ยว​ ขายทัวร์ไม่ได้และก็ขายตั๋วเครื่องบินไม่ได้เหมือน​กัน​ ซึ่งเมื่อทำไปเรื่อย ๆ​ นอกจากจะสร้างกำไรให้ Thomas Cook ไม่ได้แล้ว​ ยังทำให้เกิด​ “ภาวะต้นทุนจม(sunk cost)” ด้วย​ เพราะนับวันค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา​ เงินเดือนพนักงานและอื่น ๆ​ ย่อมเพิ่มขึ้น​ และยิ่งเพิ่มมากก็ยิ่งเกิดความเสียดายไม่กล้าเลิกทำ​ จนสุดท้ายเนื้อร้ายเล็ก ๆ​ นี้ก็ลามเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย​ จนchemotherapy หรือยาใด ๆ​ ก็รักษาไม่หาย​ ใครที่กำลังเสียดายอะไร​ ลองพิจารณา​ดูนะว่ากำลังโดนต้นทุนจมเล่นงานอยู่หรือเปล่า

4.BREXIT

การขอออกจาก​ EU ของอังกฤษส่งผลถึงหลายเรื่องด้วยกัน​ ทั้งเรื่องของสภาพจิตใจที่คนอังกฤษย่อมรู้สึกตึงเครียดและเรื่องของค่าเงินปอนด์ที่ดิ่งลงเหว​ การที่คนอังกฤษรู้สึกเครียดกับปัญหา BREXIT ส่งผลให้มีคนจำนวนมากยกเลิกแผนการท่องเที่ยวไป​ ซึ่งเเน่นอนว่าส่งผลถึงรายได้ของ Thomas Cook และการที่เงินปอนด์อ่อนค่าลง​ ก็ส่งผลให้คนอังกฤษ​ไม่อยากออกไปเที่ยวนอกประเทศ​เข้าไปใหญ่และอีกเรื่องที่สำคัญ​ไม่แพ้กันก็คือ​ สายการบินส่วนใหญ่ล้วนต้องชำระหนี้เป็นสกุลเงินดอลลาร์​ เช่น​ ค่าเชื้อเพลิง​ เป็นต้น​

ที่ว่าอ่อนค่านี่จะอ่อนลงแค่ไหนกันเชียว​ มาดูกัน!

ทำไม "Thomas Cook" ถึงล้มละลาย ?

ข้อมูลจาก TradingView

ค่าเงินปอนด์เมื่อเทียบกับดอลลาร์​ ดูใน​ Timeframe week จะพบว่าช่วงต้นปี2016 ก่อนหน้าที่จะเกิดเรื่อง​ BREXIT​ อัตราการแลกเปลี่ยน​อยู่ที่ประมาณ​​ 1.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อ​ 1 ปอนด์​และ​ก็ค่อย ๆ​ ลดต่ำมาเรื่อย ๆ​ จนต่ำสุดที่​ประมาณ​ 1.20​ ดอลลาร์​สหรัฐต่อ​ 1 ปอนด์​เลย​หรือคิดเป็นอ่อนค่าลงประมาณ​30% ในเวลา 3 ปีเลยทีเดียว​ พูดง่าย ๆ​ ว่าอยู่เฉย ๆ​ ไม่ทำอะไร​ คนอังกฤษก็จนลงเรื่อย ๆ​

ตอนนี้พี่ทุยได้ยินมาว่าลูกค้าหลายรายเริ่มทยอยได้รับเงินคืนจากการจองทัวร์​ของ​  ล่วงหน้า​แล้ว​ พี่ทุยขอเอาใจช่วยทุกฝ่ายเเละจะตามสถานการณ์​อย่างใกล้ชิด​นะ​ เรื่องราวการล่มสลายของอดีตยักษ์​ใหญ่รายนี้เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจมากเลย​และสอนเรารู้ว่า​ สิ่งที่ยากกว่าการได้มงกุฎ​มาครอง​ ก็คือการรักษามงกุฎบนหัวไว้​นั่นเอง​ เพราะฉะนั้น​มงลงแล้วจงอย่าหยุดวิ่ง​ ในโลกที่ทุกสิ่งไม่เคยหยุดนิ่ง​ อย่าหยุดพัฒนาตัวเองกันนะ

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply