สรุปปม ITD ขาดสภาพคล่อง จ่ายค่าแรงช้า ผิดนัดชำระหนี้

สรุปปม ITD ขาดสภาพคล่อง จ่ายค่าแรงช้า ผิดนัดชำระหนี้

3 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • มีรายงานข่าวแรงงานต่างด้าวชุมนุมภายในไซต์งาน ITD เพื่อเรียกร้องให้บริษัทจ่ายค่าจ้างที่ค้างอยู่ ซึ่งมีปัญหานี้มาตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2566 จนถึงงวดวันที่ 5 มี.ค. 2567 แรงงานยังไม่ได้รับค่าจ้าง จึงเกิดการประท้วง
  • วันที่ 1 มี.ค. 2567 ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขึ้นเครื่องหมาย SP หุ้น ITD หลังเลื่อนส่งงบปี 2567 ด้านทริสเรทติ้ง ประกาศคงแนวโน้มเครดิตไว้ที่ติดลบ โดยมองว่าความล่าช้าดังกล่าวทำให้มีความกังวลเกี่ยวกับสถานะการเงินของบริษัทเพิ่มขึ้น
  • มีข่าว ITD ต้องการขายโครงการเหมืองแร่โปรแตซ ซึ่ง ITD เปิดเผยว่ากำลังพิจารณาคัดเลือกและเจรจากับผู้ร่วมทุนที่จะเข้ามาลงทุนบางส่วน ซึ่งคาดกันว่าการขายครั้งนี้อาจนำมาชำระหนี้หุ้นกู้บางรุ่นที่ขอเลื่อนไป 2 ปี

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

ข่าวการเลื่อนชำระหุ้นกู้และสภาพการเงินของบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) (ITD) เป็นกระแสที่นักลงทุนไทยต่างติดตามมาตลอดตั้งแต่ต้นปี ล่าสุดมีข่าวว่า ITD ค้างค่าจ้างแรงงานแถมไม่มีเงินจ่ายค่าวัสดุจนโครงการต้องชะงักไปกว่า 2 เดือน วันนี้พี่ทุยขออาสาสรุปปม ITD ขาดสภาพคล่อง จนเกิดสถานการณ์ล่าสุดที่แย่ลงต่อเนื่อง พร้อมส่องดูว่างานนี้อิตาเลี่ยนไทยมีโอกาสรอดหรือไม่?

ITD ขาดสภาพคล่อง เลื่อนจ่ายหนี้หุ้นกู้ แค่ต่อลมหายใจ

เมื่อเดือน ม.ค. 67 ที่ผ่านมา ITD ได้มีการจัดประชุมผู้ถือหุ้นกู้เพื่อขอยืดชำระเงินต้นหุ้นกู้ออกไป 2 ปี พร้อมเพิ่มอัตราดอกเบี้ยที่จะจ่ายให้ผู้ถือหุ้นกู้ โดยที่ประชุมมีมติอนุมัติขยายเวลาจ่ายคืนเงินต้นหุ้นกู้ออกไปอีก 2 ปี พร้อมเห็นชอบการเพิ่มอัตราดอกเบี้ย

หลังที่ประชุมอนุมัติ ราคาหุ้น ITD ปรับตัวขึ้นในวันเดียวถึง 4.05% แต่ดูเหมือนนักวิเคราะห์จะมองว่าเป็นเพียงการซื้อเวลาต่อลมหายใจ

นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ให้ความเห็นไว้ชัดเจนกับฐานเศรษฐกิจว่า กำไรขั้นต้นไม่ถึง 2 หลัก ทำให้ไม่มีความสามารถชำระหนี้ เมื่อเทียบกับต้นทุนดอกเบี้ยเฉลี่ยที่ 5.5% การเลื่อนเวลาออกไป 2 ปี เป็นเพียงการซื้อเวลา โดยหวังว่าเมื่อสถานการณ์ดีขึ้น จะกลับมาจ่ายหรือรีไฟแนนซ์ง่ายขึ้น

โดยบมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ หรือ ITD เป็นบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างเจ้าใหญ่ของไทย มี ‘เจ้าสัวเปรมชัย กรรณสูต’ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และประธานบริหาร ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา ITD ไปลงทุนในต่างประเทศหลายโครงการ ส่วนใหญ่เป็นโครงการที่ยื่นประมูลเพื่อเป็นผู้พัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม (developer) หรือไปก่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานขนาดใหญ่ในต่างประเทศ เช่น เมียนมา อินโดนิเซีย อินเดีย

ซึ่งเป็นโครงการที่บริษัทต้องควักเงินลงทุนไปก่อนเป็นจำนวนมาก ทว่าโครงการเหล่านั้นประสบภาวะขาดทุน ผลที่เกิดขึ้นคือ บริษัทขาดสภาพคล่องหนัก ประกอบกับช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเป็นภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น ทำให้ต้นทุนทางการเงินของบริษัทสูงขึ้นมากอีกด้วย

ขายเหมืองโปแตซ ต่อลมหายใจ(อีกเฮือก)

จากนั้นมีข่าว ITD ต้องการขายโครงการเหมืองแร่โปรแตซซึ่งไม่ใช่ธุรกิจหลักที่มึถนัด โดย ITD ลงผ่านกลุ่มบริษัทย่อยที่ ITD ถือหุ้นอยู่ 90% และกระทรวงการคลังถือหุ้น 10%

ที่ผ่านมาโครงการนี้ยังอยู่ในขั้นตอนพัฒนาและไร้ความชัดเจน ซึ่ง ITD เปิดเผยว่ากำลังพิจารณาคัดเลือกและเจรจากับผู้ร่วมทุนที่จะเข้ามาลงทุนบางส่วน ซึ่งคาดกันว่าการขายครั้งนี้อาจนำมาชำระหนี้หุ้นกู้บางรุ่นที่ขอเลื่อนไป 2 ปี แต่ดูเหมือนว่าน่าจะทำได้เพียงแค่ต่อลมหายใจไปอีกเฮือก

จับตาเลื่อนส่งงบปี 2566 หุ้นโดนแขวน SP งดซื้อขาย

วันที่ 1 มี.ค. 67 ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขึ้นเครื่องหมาย SP หุ้นบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) (ITD) หลัง ITD ส่งงบการเงินสิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 66 ไม่ทันภายในเวลาที่กำหนด บริษัทแจ้งว่าจะสามารถนำส่งงบการเงินนี้ได้ภายในวันที่ 29 มี.ค. 67 ซึ่งการโดนแขวนเครื่องหมาย SP เป็นการแจ้งให้นักลงทุนทราบว่าหุ้นอยู่ระหว่างห้ามซื้อขาย

ด้านทริสเรทติ้ง ประกาศคงแนวโน้มเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันเป็นลบ เนื่องจากการเลื่อนส่งงบปี 2566 โดยมองว่าความล่าช้าดังกล่าวทำให้มีความกังวลเกี่ยวกับสถานะการเงินของบริษัทเพิ่มขึ้น

ล่าสุดเบี้ยวค่าจ้าง ผู้ว่าจ้างหวั่นสร้างงานไม่เสร็จ

สถานการณ์ยังไม่มีสัญญาณว่าจะดีขึ้นแต่อย่างใด ล่าสุดมีรายงานข่าวแรงงานต่างด้าวชุมนุมภายในไซต์งาน ITD เพื่อเรียกร้องให้บริษัทจ่ายค่าจ้างที่ค้างอยู่

ซึ่งมีปัญหานี้มาตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2566 บริษัทจ่ายไม่ครบตามจำนวน ส่วนที่เหลือจ่ายงวดถัดไป เดือน ม.ค. 2567 ยังมีปัญหาเดิม

จนมาถึงงวดวันที่ 20 ก.พ. 2567 หลายไซต์ไม่ได้รับค่าจ้าง เลื่อนมาถึงงวดวันที่ 5 มี.ค. 2567 แต่ก็ยังไม่ได้รับค่าจ้าง จึงเกิดการประท้วง

ไม่ได้มีแค่ปัญหาค้างค่าจ้าง แต่ยังมีข่าวว่าบริษัทไม่มีเงินซื้อวัสดุจนทำให้การก่อสร้างหยุดไปกว่า 2 เดือน ก่อนจะกลับมาดำเนินการต่อช่วงต้นเดือน มี.ค.

ข่าวนี้สะท้อนปัญหาสภาพคล่องชัดเจน ซึ่งปัญหานี้ทำให้ผู้ว่าจ้างบางโครงการเริ่มกังวลว่า ITD จะดำเนินงานแล้วเสร็จตามกำหนดหรือไม่ ปัจจุบัน ITD มีโครงการในมือรวมมูลค่า 370,000 ล้านบาท โดยมีโครงการที่สำคัญต่อประเทศ เช่น

  • โครงการทางด่วนพระราม 3 – ดาวคะนอง (สัญญา 3) วงเงิน 4,814 ล้านบาท
  • โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) วงเงิน 92,512 ล้านบาท
  • โครงการรถไฟทางคู่เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ (สัญญา 1) วงเงิน 22,347 ล้านบาท
  • โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม งานโยธาส่วนตะวันตก (ศูนย์วัฒนธรรมฯ-บางขุนนนท์) งานเดินรถทั้งระบบ (มีนบุรี-บางขุนนนท์) มูลค่า 140,000 ล้านบาท
  • โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ มูลค่า 78,000 ล้านบาท

ก่อนหน้านี้มีข่าวว่าบริษัทได้ขายทรัพย์สินที่ไม่จำเป็นไปหลายอย่างเพื่อคลายปัญหาสภาพคล่อง แต่การเบี้ยวจ่ายค่าจ้างอาจเป็นเพียงแค่การเริ่มต้น?

จะมีทางรอดวิกฤต ITD ขาดสภาพคล่อง มั้ย?

สถานะการเงินของบริษัทจำเป็นต้องเพิ่มเงินทุน แต่ด้วยสภาพราคาหุ้นที่ตอนนี้โดนแขวน SP ไปแล้ว ทางเลือกเพิ่มเงินทุนคงลำบาก 

ส่วนการเลื่อนชำระหนี้หุ้นกู้ก็ดูเหมือนจะต่อลมหายใจเท่านั้นจริง ๆ เพราะปัญหาสภาพคล่องยังโผล่อย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่าถ้าจะดำเนินธุรกิจต่อโดยหาจุดเปลี่ยน ก็คงหนีไม่พ้นการได้งานโครงการใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการรัฐที่การเข้าร่วมประมูลต้องมีความพร้อมทางการเงินตามคุณสมบัติ จุดนี้ ITD ไม่น่าผ่านเช่นกัน

ทางเลือกตอนนี้คงได้แค่ประคองธุรกิจให้รอดแบบเฉพาะหน้า แต่ถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้อยู่ อาจมีการผิดชำระเจ้าหนี้การค้า ต่อมาผิดชำระหนี้หุ้นกู้ สุดท้ายอาจต้องเข้าแผนฟื้นฟูกิจการ

ที่ผ่านมามีหลายบริษัทนำร่องเส้นทางนี้มาก่อน ITD กรณีดังเช่น

บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ALL บริษัทพัฒนาอสังหาฯ ที่ดำเนินธุรกิจผิดพลาดเกิดผลขาดทุนมหาศาล แถมมีคดีความที่กรรมการและบริษัทถูกฟ้องร้อง ทำให้ผิดชำระหนี้หุ้นกู้มูลค่ารวม 2,334.20 ล้านบาท ซึ่งล่าสุดศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีล้มละลายหนี้เงินกู้ 46 ล้าน

บริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STARK ที่เป็นดาวรุ่งพุ่งแรง ผลกำไรน่าสนใจ มีการออกหุ้นกู้ระดุมทุน จากนั้นหันเข้าซื้อ LEONI Kabel GmbH  บริษัทผลิตเคเบิลใยแก้ว สัญชาติเยอรมัน แต่ดีลล่ม สุดท้ายพบว่างบปี 63-65 มีการตกแต่งบัญชีและธุรกรรมอำพราง แท้จริงแล้วกลับดำเนินธุรกิจขาดทุน จนผิดชำระหนี้หุ้นกู้ มีการออกหมายจับอดีตผู้บริหาร

จะเห็นว่าแม้จะผิดชำระหนี้จนกลายเป็นคดีความ แต่ก็ต้องใช้เวลากว่าเจ้าหนี้จะได้เงินคืน นอกจากนี้ถ้าบริษัทเหลือสินทรัพย์ไม่พอ เจ้าหนี้อาจได้รับเงินคืนไม่เต็มจำนวน

กรณีเหล่านี้ให้บทเรียนว่าแม้จะเป็นบริษัทชื่อดังแค่ไหนก็ตาม ก็อาจประสบปัญหาได้เช่นกัน ดังนั้นนักลงทุนควรนึกถึงกรณีเลวร้ายที่สุดในการลงทุนแต่ละครั้งและมีกระจายการลงทุนอยู่เสมอ

อ่านเพิ่ม

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile