กลับมาทวงคืนกระแสความร้อนแรงบนหน้าสื่ออีกครั้งสำหรับ STARK เมื่อล่าสุด แจ้งข่าวผลการประชุมผู้ถือหุ้นกู้ ที่จัดขึ้นวันที่ 31 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยระบุว่า ที่ประชุมผู้ถือหุ้นกู้ หมายเลข STARK239A และ STARK249A เงินต้นค้างชำระรวม 2,241 บาท ไม่ยกเว้นเหตุผิดนัดที่มาจากการส่งแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี 2565 ล่าช้ากว่าที่กฎหมายกำหนดและข้อกำหนดสิทธิกำหนด และใช้สิทธิเรียกให้ชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยภายใต้หุ้นกู้โดยพลันนั้น
และจากผลการประชุมนี้เอง จะทำให้เกิดเหตุผิดนัดไขว้ (Cross Default) ภายใต้สัญญาทางการเงินอื่น ๆ ทำให้เจ้าหนี้ทางการเงินอื่นใช้สิทธิเรียกร้องให้หนี้ทางการเงินเหล่านั้นถึงกำหนดชำระทันทีได้ด้วย ฉะนั้นก็จะส่งผลต่อเนื่องทำให้เกิดการผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้อีก 3 ชุด ตามไปด้วย ประกอบด้วย หุ้นกู้หมายเลข STAR245A STARK255A และ STARK242A ซึ่งมีเงินต้นค้างชำระรวมกัน 5,635.4 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังระบุว่า บริษัทกำลังเตรียมแผนธุรกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงแผนธุรกิจสำรอง รองรับผลประกอบการตามงบการเงินประจำปี 2565 ที่จะเปิดเผยวันที่ 16 มิ.ย. นี้ ซึ่งก็คงจะรวมการดำเนินงานเกี่ยวกับหุ้นกู้ในแผนธุรกิจและแผนสำรอง รวมถึงเปิดเผยแนวทางการดำเนินงานของบริษัทเพิ่มเติมอีกในภายหลัง
ส่วนระหว่างนี้ บริษัทก็จะขอเจรจาเจ้าหน้าที่ทางการเงินที่สำคัญทั้งหมด เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ เพื่อไม่ให้เจ้าหนี้อื่นๆ ใช้สิทธิแบบเดียวกัน
ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ ก็ออกมาเตือนผู้ลงทุนให้ระมัดระวังการซื้อขายหลักทรัพย์นี้ทันที ซึ่งในการกลับมาเปิดเทรดอีกครั้งวันที่ 1 มิ.ย. 2566 หุ้น STARK ก็ปรับตัวลดลงทันที 92.44% จาก 2.38 บาท เมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2566 มาปิดตลาดวันแรกของการกลับมาซื้อขายที่ราคา 0.18 บาท หรือลดลง 2.20 บาท
วันนี้พี่ทุยขอพามาย้อนดูเรื่องราวของ STARK ที่เกิดขึ้น ก่อนจะมาถึงจุดนี้ ว่ามีอะไรบ้าง ?
เกิดอะไรขึ้นกับ หุ้น STARK ?
ย้อนไปไม่นานมานี้ หลังจากฉลองสงกรานต์กันชุ่มฉ่ำได้ไม่กี่วัน พอตลาดหุ้นเปิดทำการปุ๊บ ก็มีเรื่องร้อนแรงให้นักลงทุนตามติด เม้ากันสนั่นเมืองอีกแล้ว เมื่ออยู่ดี ๆ หุ้น STARK ประเดิมวันทำการแรกหลังสงกรานต์ด้วยการ แจ้งข่าวกรรมการลาออก 1 ท่าน และตามติดด้วยการลาออกของกรรมการแบบยกชุด พร้อมการแต่งตั้งกรรมการใหม่ทดแทน
บางคนอาจจะสงสัยว่า แค่กรรมการลาออก ตื่นเต้นตรงไหน ?
หากย้อนเวลาไปเมื่อปลาย ก.พ. นั้น มีเหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้น คือ เมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2566 ทาง STARK ออกมาแจ้งว่า จะขอเปลี่ยนแปลงเวลาการนำเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ซึ่งครบกำหนดไถ่ถอน ปี 2567 มูลค่า 3,934.3 ล้านบาท ไปใช้ชำระเงินกู้ยืมสถาบันการเงิน และเป็นเงินทุนหมุนเวียน
จากเดิมระบุไว้ว่าจะใช้ในปี 2565 เป็นภายในปี 2566 พร้อมกับแจ้งขอส่งงบการเงินล่าช้า ครั้งที่ 1 โดยระบุว่า จะส่งภายในไม่เกิน 31 มี.ค. 2566
1 มี.ค. ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขึ้น SP หุ้น STARK จากกรณีไม่ส่งงบการเงินปี 2565
31 มี.ค. STARK แจ้งเปลี่ยน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ให้ นายวรุณ อัตถากร ดำรงตำแหน่งนี้แทน นายประกรณ์ เมฆจำเริญ พร้อมแต่งตั้ง นายกิตติพัฒน์ อินทรเกษตร เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน (CFO) แทน นายศรัทธา จันทรเศรษฐเลิศ
และแต่งตั้งนางสาว พาณิภัค วงษ์เสาวศุภ เป็นรักษาการเลขานุการบริษัท แทน นายศรัทธา จันทรเศรษฐเลิศ พร้อมกับแจ้งขอเลื่อนส่งงบการเงินเป็นภายใน 21 เม.ย. 2566
17 เม.ย. แจ้งกรรมการลาออก คือ นายชินวัฒน์ อัศวโภคี เนื่องจากข้อจำกัดด้านสุขภาพ
19 เม.ย. 2566 แจ้งกรรมการลาออกรวม 7 ท่าน ได้แก่ นายชนินทร์ เย็นสุดใจ ประธานกรรมการบริษัท พร้อมด้วย กรรมการ ได้แก่ นายศรัทธา จันทรเศรษฐเลิศ นายกุศล สังขนันท์ นายประกรณ์ เมฆจำเริญ นายนิรุทธ เจียกวธัญญู นายทรงภพ พลจันทร์ และนายนิติ จึงนิจนิรันดร์
เหตุผลมาจาก ไม่สามารถจัดทำงบการเงินประจำปี 2565 ให้เสร็จสมบูรณ์ภายใต้ระยะเวลาและเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด พร้อมแต่งตั้งกรรมการชุดใหม่มาแทน ได้แก่
- พันตำรวจโทปกรณ์ สุชีวกุล เป็นประธานกรรมการบริษัทและกรรมการอิสระ
- นายอภิชาติ ตั้งเอกจิต เป็นกรรมการและกรรมการสรรหาและพิจารณาค่าตอบแทน
- นายเสนธิป ศรีไพพรรณ เป็นกรรมการอิสระ กรรมการตรวจสอบ ประธานกรรมการสรรหาและพิจารณาค่าตอบแทน
- นายสุวัฒน์ เชวงโชติ เป็นกรรมการอิสระ กรรมการตรวจสอบ
- และนายนพดล ธีระบุตรวงศ์กุล เป็นกรรมการอิสระ ประธานกรรมการตรวจสอบ
พี่ทุย ต้องบอกว่า ความน่าติดตามมันอยู่ที่ บริษัทนี้ เลื่อนส่งงบการเงินปี 2565 มาแล้ว 2 รอบ รอบแรก วันที่ 28 ก.พ. 2566 บอกว่า จะส่งภายใน 31 มี.ค. และรอบสอง 31 มี.ค. บอกว่าจะส่งไม่เกิน 21 เม.ย. 2566
แต่ก่อนถึงวันเส้นตายนี้ กรรมการก็เด้งออกจากตำแหน่งกันยกชุดเสียก่อน แบบนี้ นักลงทุนก็เลยเกิดอาการ วอ เอ๊ะ เอ๊ะ ว่าตกลงมันยังไงกัน ทำไมลาออกกันยกชุด แล้วทำไมส่งงบการเงินปี 2565 ไม่ได้ ต้องเลื่อนแล้วเลื่อนอีก และที่สำคัญไปกว่านั้น ก็จะยังมีเรื่องคาราคาซังเกี่ยวกับการใช้เงินทุนที่ระดมทุนไปในปี 2565 อีกด้วย
เอาเป็นว่า พี่ทุยจะมาสรุปให้ฟังเป็นฉาก ๆ เกี่ยวกับ STARK ว่า ก่อนเดินเรื่องมาถึงจุดนี้ มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง เผื่อหลายคน ยังต่อไม่ติด
ไทม์ไลน์ มหากาพย์ หุ้น STARK
31 มี.ค. 2565 – คณะกรรมการบริษัท มีมติ เพิ่มวงเงินการออกและเสนอขายตราสารหนี้ของบริษัท จากเดิมไม่เกิน 150 ล้านดอลลาร์ เป็นไม่เกิน 450 ล้านดอลลาร์ พร้อมกับงดจ่ายปันผลผลการดำเนินงานปี 2564
23 พ.ค. 2565 – คณะกรรมการบริษัท มีมติเห็นชอบซื้อหุ้นบริษัทเป้าหมาย คือ LEONI Kable GmbH บริษัทจำกัดที่จดทะเบียนภายใต้กฎหมายประเทศเยอรมนี และ LEONIsche Holding Inc บริษัทที่จดทะเบียนภายใต้กฎหมายรัฐเดลาแวร์ ซึ่งทำธุรกิจสายเคเบิลยานยนต์ โดยซื้อ 100% ของหุ้นสามัญทั้งหมดของบริษัทเป้าหมาย
1 ส.ค. 2565 – คณะกรรมการบริษัท มีมติ เพิ่มทุนจดทะเบียน รองรับการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้บุคคลในวงจำกัด (Private Placement : PP) จุดประสงค์ นำเงินไปลงทุนบริษัทเป้าหมายให้ได้ตามกำหนด
5 ต.ค. 2565 – STARK จดทะเบียนเพิ่มทุนบริษัท จาก 15,875.2 ล้านบาท เป็น 17,375.2 ล้านบาท
10 ต.ค. 2565 – STARK แจ้งชื่อนักลงทุนในวงจำกัดที่ได้รับการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนไป ได้แก่
- Credit Suisse (Singapore) Limited 74,399,900 หุ้น
- The Hongkong and Shanghai Banking Corporation 353,000,000 หุ้น
- UOB Kay Hian Private Limited 58,500,000 หุ้น
- บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมบัวหลวง จำกัด 320,000,000 หุ้น
- บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด 268,817,200 หุ้น
- บริษัทเอสซีบี แอสเซ็ท แมเนจเม้นท์ จำกัด 182,000,000 หุ้น
- บริษัท หลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด 53,763,000 หุ้น
- บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) 51,000,000 หุ้น
- บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วรรณ จำกัด 47,029,800 หุ้น
- บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) 30,000,000 หุ้น
- บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด 29,000,000 หุ้น
- บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุน อเบอร์ดีน 32,490,100 หุ้น
รวม 1,500,000,000 หุ้น
นักลงทุนสถาบันเหล่านี้ ได้ซื้อหุ้นเพิ่มทุน STARK (ราคาซื้อ 3.72 บาท) ซึ่งประกาศว่าจะเอาเงินไปลงทุนซื้อบริษัทเยอรมนี แล้วสุดท้ายก็ไม่ได้ใช้เงิน (ที่มา)
13 ธ.ค. 2565 – STARK ประกาศเพิกถอนสัญญาซื้อขายหุ้นและธุรกรรมการซื้อขายหุ้นที่ทำกับบริษัทเป้าหมายในเยอรมนี โดยให้เหตุผลว่า มีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงทางลบเกิดขึ้นหลายอย่างซึ่งกระทบสถานการณ์การเงินโดยรวมของบริษัทเป้าหมาย พร้อมประกาศเปลี่ยนวัตถุประสงค์การใช้เงินเพิ่มทุนที่เสนอขายหุ้นแบบ PP ไป โดยระบุว่าจะนำไปใช้วัตถุุประสงค์อื่นทดแทน
ประเดิมศักราชใหม่ 2566 ก็ยังแก้ปัญหาไม่ตก
27 ม.ค. 2566 – แต่งตั้งและเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร
นายประกรณ์ เมฆจำเริญ เดิมเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ถูกแต่งตั้งเป็น กรรมการผู้จัดการใหญ่
นายมงคล ตั้งใจพิทักษ์ ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แทน นายประกรณ์ เมฆจำเริญ
30 ม.ค. – STARK ยังสรุปไม่ได้ว่า จะใช้เงินเพิ่มทุนที่ไม่ได้ใช้ตามวัตถุประสงค์เดิมไปทำอะไร
10 ก.พ. 2566 – ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ที่เพิ่งแต่งตั้งมาไม่นาน ลาออกโดยระบุว่าเป็นเหตุผลส่วนตัว ส่วนนายประกรณ์ เมฆจำเริญ ที่เคยเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แล้วไปดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ ได้รับแต่งตั้งกลับมานั่งควบตำแหน่งนี้ด้วย
28 ก.พ. – STARK แจ้งว่า จะขอเปลี่ยนแปลงเวลาการนำเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ซึ่งครบกำหนดไถ่ถอน ปี 2567 มูลค่า 3,934.3 ล้านบาท ไปใช้ชำระเงินกู้ยืมสถาบันการเงิน และเป็นเงินทุนหมุนเวียน จากเดิมระบุไว้ว่าจะใช้ในปี 2565 เป็นภายในปี 2566 พร้อมแจ้งขอส่งงบการเงินล่าช้า ครั้งที่ 1 โดยระบุว่า จะส่งภายในไม่เกิน 31 มี.ค. 2566
1 มี.ค. ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขึ้น SP หุ้น STARK จากกรณีไม่ส่งงบการเงินปี 2565
31 มี.ค. STARK แจ้งเปลี่ยน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ให้ นายวรุณ อัตถากร ดำรงตำแหน่งนี้แทน นายประกรณ์ เมฆจำเริญ พร้อมแต่งตั้ง นายกิตติพัฒน์ อินทรเกษตร เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน (CFO) แทน นายศรัทธา จันทรเศรษฐเลิศ
และแต่งตั้ง นางสาว พาณิภัค วงษ์เสาวศุภ เป็นรักษาการเลขานุการบริษัท แทน นายศรัทธา จันทรเศรษฐเลิศ พร้อมกับแจ้งขอเลื่อนส่งงบการเงินเป็นภายใน 21 เม.ย. 2566
17 เม.ย. 2566 แจ้งกรรมการลาออก คือ นายชินวัฒน์ อัศวโภคี เนื่องจากข้อจำกัดด้านสุขภาพ
19 เม.ย. 2566 แจ้งกรรมการลาออกรวม 7 ท่าน ได้แก่
- นายชนินทร์ เย็นสุดใจ ประธานกรรมการบริษัท
- นายศรัทธา จันทรเศรษฐเลิศ
- นายกุศล สังขนันท์
- นายประกรณ์ เมฆจำเริญ
- นายนิรุทธ เจียกวธัญญู
- นายทรงภพ พลจันทร์
- นายนิติ จึงนิจนิรันดร์
(วันที่ 20 เม.ย. บริษัทแจ้งว่า การลาออกมีเหตุผลมาจาก ไม่สามารถจัดทำงบการเงินประจำปี 2565 ให้เสร็จสมบูรณ์ภายใต้ระยะเวลาและเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด)
STARK แต่งตั้งกรรมการชุดใหม่แทนชุดที่ลาออก ได้แก่
- พันตำรวจโทปกรณ์ สุชีวกุล เป็นประธานกรรมการบริษัท /กรรมการอิสระ
- นายอภิชาติ ตั้งเอกจิต เป็นกรรมการ /กรรมการสรรหาและพิจารณาค่าตอบแทน
- นายเสนธิป ศรีไพพรรณ เป็นกรรมการอิสระ/ กรรมการตรวจสอบ /ประธานกรรมการสรรหาและพิจารณาค่าตอบแทน
- นายสุวัฒน์ เชวงโชติ เป็นกรรมการอิสระ /กรรมการตรวจสอบ
- นายนพดล ธีระบุตรวงศ์กุล เป็นกรรมการอิสระ /ประธานกรรมการตรวจสอบ
ล่าสุด STARK เลื่อนส่งงบการเงินปี 2565 และ Q1/2566 – ผิดนัดชำระหุ้นกู้ 5 ชุด
STARK ขอเลื่อนส่งงบการเงินรอบสาม ไปเป็นเดือน พ.ค.-มิ.ย. 2566
โดย 26 เม.ย. 2566 STARK ก็ออกมาประกาศว่า มีหุ้นกู้ที่ปรากฎเหตุผิดนัด 5 ชุด อันเนื่องจากประเด็นการส่งงบการเงินประจำปี 2565 ล่าช้า ได้แก่
- STARK239A ครบกำหนดไถ่ถอน 2 ก.ย. 2566 จำนวน 1,291.5 ล้านบาท
- STARK249A ครบกำหนดไถ่ถอน 2 ก.ย. 2567 จำนวน 949.5 ล้านบาท
- STARK245A ครบกำหนด 12 พ.ค. 2567 จำนวน 1,701.1 ล้านบาท
- STRAK255A ครบกำหนด 12 พ.ค. 2568 จำนวน 1,322 ล้านบาท
- STARK242A ครบกำหนด 17 ก.พ. 2567 จำนวน 3,934.3 ล้านบาท
พร้อมระบุว่าจะจัดประชุมผู้ถือหุ้นกู้ 28 เม.ย. 2566 เพื่อพิจารณา การยกเว้นเหตุผิดนัดชำระหนี้ จากการที่ผู้ออกหุ้นกู้ ส่งงบการเงินประจำปี 2565 ล่าช้ากว่าที่กฎหมายกำหนด รวมถึงเรื่องการเรียกให้หนี้เงินต้นและดอกเบี้ยภายใต้หุ้นกู้ทั้งหมดถึงกำหนดชำระโดยพลันด้วย ซึ่งในรอบการประชุมนี้ มติยังออกมา ยกเว้นการผิดนัดถึง 59% จึงเพียงพอสำหรับการอนุมัติที่กำหนดไว้ว่าจะต้องมีผู้ถือหุ้นกู้ที่มาประชุมและออกเสียงลงคะแนนอนุมัติเกิน 50%
อย่างไรก็ตามเข้าสู่เดือน พ.ค. 2566 ก็แล้ว STARK ก็ยังไม่มีวี่แววจะส่งงบการเงินเลย และงบไตรมาสแรกสิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค. 2566 ก็ยังไม่มีการส่งเช่นกัน
16 พ.ค. 2566 ตลาดหลักทรัพย์ขึ้นเครื่องหมาย SP คือห้ามซื้อขายหุ้น STARK กรณีไม่ส่งงบการเงินสิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค. 2566
17 พ.ค. 2566 ก.ล.ต. สั่งให้ STARK ชี้แจงข้อเท็จจริงและความคืบหน้าการดำเนินการต่างๆ และให้ตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ (special audit) เกี่ยวกับการขายลูกหนี้ รายการบัญชีอื่นที่เกี่ยวข้อง และการรับโอนเงินของกลุ่มบริษัท โดยให้ชี้แจงใน 7 วัน รวมถึงส่งสรุปผลการตรวจสอบเพิ่มเติมใน 30 วัน พร้อมทั้งเปิดเผยข้อมูลผ่านระบบสารสนเทศของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยด้วย
18 พ.ค. 2566 STARK ก็เจอตลาดหลักทรัพย์ขึ้นเครื่องหมาย C เตือนผู้ลงทุนกรณีบริษัทจดทะเบียนมีเหตุการณ์ที่อาจมีผลกระทบต่อฐานะการเงินและการดำเนินธุรกิจ ซึ่งผู้ลงทุนจะต้องซื้อหลักทรัพย์ดังกล่าวด้วยบัญชีแคชบาลานซ์ (Cash Balance) เท่านั้น
24 พ.ค. 2566 STARK ชี้แจงข้อมูลเบื้องต้นที่ ก.ล.ต. สั่งการมา พร้อมบอกว่าจะส่งสรุปผลตรวจสอบเพิ่มเติมให้ภายในวันที่ 16 มิ.ย. 2566
ส่วนหลังจากนั้นก็มีการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นกู้ รวมถึงประชุมผู้ถือหุ้นตามมา เพื่อชี้แจงเรื่องเหล่านี้
สรุปความอลหม่าน
สรุปก็คือ ปี 2565 บริษัทมีแผนจะไปซื้อหุ้นบริษัทเยอรมนีที่ทำธุรกิจสายเคเบิลยานยนต์ ซึ่งก็มีการออกหุ้นเพิ่มทุน เพื่อระดมเงินมาซื้อแบบอลังการดาวล้านดวง โดยมีนักลงทุนสถาบันเข้าไปซื้อหุ้นเพิ่มทุน
แต่พอระดมทุนเสร็จปุ๊บ ไม่นานก็ประกาศยกเลิกดีลนี้ไป สร้างความคาใจให้นักลงทุนที่ซื้อหุ้นเพิ่มทุนไปว่า ไม่ใช้เงินก้อนนี้ตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้ แล้วตกลงจะเอาไปทำอะไร ซึ่ง ก็ยังไม่สามารถตอบประเด็นนี้ได้แบบชัดเจน บอกแต่เพียงว่าพิจารณาอยู่
ระหว่างที่ยังตอบประเด็นนี้ไม่ได้ จากการที่บริษัทไปออกหุ้นกู้เอาไว้ในปี 2565 ซึ่งเดิมตั้งใจจะใช้เงินนี้ไปชำระคืนเงินกู้ยืมสถาบันการเงิน และเป็นเงินทุนหมุนเวียน ภายในปี 2565 จึงออกมาระบุว่า จะขอเลื่อนเป็นใช้เงินภายในปี 2566 แทน
นอกจากตอบข้อสงสัยเรื่องวัตถุประสงค์การใช้เงินยังไม่ได้ ระหว่างนี้บริษัทก็มีปัญหาไม่สามารถส่งงบการเงินปี 2565 ได้ทันเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยออกมาขอเลื่อนการส่งงบการเงินออกไปแล้วถึง 3 ครั้ง ซึ่งในครั้งล่าสุด ก็ประกาศว่าขอเลื่อนส่งเป็นเดือน พ.ค. – มิ.ย. 2566
และจากความอลหม่าน ที่มีแต่เรื่องให้นักลงทุน เอ๊ะ ไม่ว่าจะเป็น ตกลงจะเอาเงินเพิ่มทุนที่ไม่ได้ใช้ตามวัตถุประสงค์ที่บอกไว้แต่แรกไปทำอะไร หุ้นกู้ที่ออกไปแล้วจะเอาไปชำระคืนหนี้สถาบันการเงินปี 2565 แล้วเปลี่ยนมาเป็นการนำเงินมาใช้ในปี 2566 ตกลงจะได้ใช้เมื่อไหร่ อย่างไร และที่พีคสุด ๆ ก็คือ ทำไมต้องเลื่อนส่งงบการเงินรอบแล้วรอบเล่า หรือในงบการเงินนี้ มีอะไรที่นักลงทุนต้องเป็นห่วง
2 แบงก์ เจ้าหนี้ STARK เจอ Aftershock ราคาหุ้นร่วง หลังนักลงทุนกังวลเรื่องการตั้งสำรอง
พี่ทุย จะบอกว่า ระหว่างที่นักลงทุน กำลัง เอ๊ะ กับเรื่องราวของ STARK นี่เอง บรรดาหุ้นอื่น ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับประเด็นของ STARK ก็เลยตกกระไดพลอยโจนไปด้วย ราคาหุ้นร่วงจากพิษ STARK
โดยเฉพาะ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ปล่อยสินเชื่อให้ STARK รวมกันประมาณ 8,000 ล้านบาท เพราะนักลงทุนเกิดความกังวลว่า STARK ไม่ส่งงบการเงิน แถมมีการเปลี่ยนผู้บริหารองค์กรกันแบบยกชุดขนาดนี้ จะทำให้แบงก์ที่ปล่อยสินเชื่อเผชิญความเสี่ยงโดนเบี้ยวหนี้รึเปล่า แบงก์เหล่านี้ต้องตั้งสำรองเพิ่มเติมไว้รองรับมั้ย
หลังจากนี้ ก็คงต้องมารอดูกันว่า STARK จะเอายังไงต่อ ผู้บริหาร กรรมการชุดใหม่ ที่เข้ามาทำงาน จะทำภารกิจส่งงบการเงินปี 2565 ได้สำเร็จลุล่วงหรือไม่ ซึ่งก็คงต้องติดตามกันตอนต่อไป
ย้อนประวัติ หุ้น STARK คือใคร ตีท้ายครัวเพื่อเข้าตลาดหุ้น
สุดท้ายนี้ ระหว่างที่เรายังไม่รู้ว่า อนาคต STARK จะเป็นยังไง พี่ทุย ขอพาย้อนอดีตกันเล็กน้อยว่า STARK เป็นบริษัทจดทะเบียนมานานแค่ไหนแล้ว และ STARK ทำธุรกิจอะไรกันแน่
พี่ทุย ต้องบอกว่า STARK หรือ บริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ด้วยกลยุทธ์ การเข้าจดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยอ้อม (Backdoor Listing)
จุดกำเนิดของ STARK นั้น ก็คือ บริษัท สยามอินเตอร์มัลติมีเดีย จำกัด (มหาชน) (SMM) ซึ่งดำเนินธุรกิจสื่อ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ ตั้งแต่วันที่ 22 มี.ค. 2548
อยู่ไปเรื่อย ๆ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท SMM ก็มีมติปรับโครงสร้างและลักษณะการประกอบธุรกิจ โดยมีการซื้อและรับโอนกิจการบริษัท ทีม เอ โฮลดิ้ง 2 จำกัด รวมถึงหุ้นในบริษัท เฟ้ลปส์ ดอด์จอินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ประกอบธุรกิจหลักมา
จากนั้นก็ปรับ SMM เป็น Holding Company พร้อมทั้งจัดสรรหุ้นตอบแทนการซื้อและรับโอนกิจการทั้งหมด ให้ นายวนรัชต์ ตั้งคารวคุณ และ Stark Investment Corporation Limited ซึ่งเป็นนิติบุคคลของวนรัชต์ พร้อมจัดสรรให้บุคคลวงจำกัด นายรีวิน เพทายบรรลือ นำเงินไปชำระหนี้เดิมของ SMM
เมื่อเคลียร์กันลงตัวเรื่องหุ้น เรื่องเงินที่จัดสรรมา ก็มีการแต่งตั้งบริษัทกลับเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อีกครั้ง โดยคราวนี้มาในนาม STARK หรือ บริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทที่ลงทุนในบริษัทอื่น (Holding Company)
โดยลงทุนในบริษัท เฟ้ลปส์ ดอด์จ ที่ก่อตั้งเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2511 เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัทผลิตสายไฟฟ้ารายใหญ่ในไทย และกลุ่มบริษัท Phelps Dodge ในสหรัฐฯ ซึ่งทำธุรกิจเหมืองแร่ทองแดง
หลังจากนั้น เมื่อเป็น STARK แล้ว ก็มีการรับโอนกิจการบริษัทเข้ามาเป็นครั้งคราว เช่น รับโอนบริษัท อดิสรสงขลา ที่ทำธุรกิจบริการงานก่อสร้างทั่วไป ขยายไปให้บริการทรัพยากรบุคคลหาช่างแรงงานฝีมือ บริการงานสร้างประกอบธุรกิจปิโตรเลียม บริการจ้างแรงงานบุคคล แรงงานไทย ต่างประเทศ ให้เช่าโกดังเก็บสินค้า
ทั้งนี้ ในปี 2563 STARK ถูกกดดันให้เร่งเพิ่มปริมาณการถือหุ้นของรายย่อย ให้เป็นไปตามเกณฑ์ ซึ่งก็ใช้เวลาอยู่นานกว่าจะทำได้
จะเห็นได้ว่าประวัติของ STARK ในการเข้าตลาดหุ้น ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว จึงไม่น่าแปลกใจ ที่ทุกสายตาจะจับจ้องติดตามข่าวล่าสุดการแบบใกล้ชิดติดขอบจอ
