ไทยเบฟฯ ผู้ปกครองคนใหม่ของสตาร์บัคส์ในไทย

ไทยเบฟฯ ผู้ปกครองคนใหม่ของสตาร์บัคส์ในไทย

4 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • เจ้าสัวเจริญ​ ​สิริวัฒนภักดี​ แห่งบริษัท​ไทยเบฟฯ เข้าซื้อสิทธิ์​ในการบริหารงานร้านกาแฟ Starbucks ทั้งหมด 720 สาขาในไทย​ คิดเป็นมูลค่า​ 500​ ล้านเหรียญสหรัฐ​หรือ​ 16,000 ล้านบาทไทย
  • ก่อนหน้านี้เจ้าสัวเจริญ​ได้เทคโอเวอร์กิจการต่างๆ​ มากมาย​ จนได้รับฉายา​ “ราชาเทคโอเวอร์​” และแต่ละกิจการที่ท่านเข้าซื้อก็สร้างผลตอบแทน​ได้อย่างมหาศาล​ ภายในระยะเวลาอันสั้น
  • เจ้าสัวเจริญ​เลือกเข้าซื้อกิจการส่วนใหญ่ในกลุ่มกิจการเกี่ยวกับเครื่องดื่มและอาหาร​ และประสบความสำเร็จ​ ​เพราะมีประสบการณ์​และชำนาญในธุรกิจ​ทางนี้ดีอยู่แล้ว

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

การกระหน่ำช็อปปิ้งของแบรนด์เนมหรือไปเที่ยวในทริปสุดหรูอาจจะดูจืดและเอ้าท์ไปสำหรับมหาเศรษฐีบางคน แน่นอนว่ามหาเศรษฐีที่พี่ทุยจะพูดถึงวันนี้ คงเป็นใครไปใม่ได้ นอกจาก เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี แห่งบริษัท “ไทยเบฟฯ” เจ้าพ่อเทคโอเวอร์ที่เข้าซื้อกิจการหลายอย่าง เช่น​

โออิชิ​ กรุ๊ป (หุ้น OSIHI)​
แผ่นดินทอง​ พร๊อพเพอร์ตี้​ ดีเวลลอปเมนท์ (หุ้น GOLD)
เบอร์ลี่​ ยุคเกอร์ (BJC)​

และล่าสุดที่เป็นข่าวร้อนในตอนนี้​ ก็คือการ​ขอเทคโอเวอร์ร้านกาแฟ Starbucks สาขาประเทศไทยมาด้วยราคากว่า​ 500​ เหรียญสหรัฐ​ หรือ​ คิดเป็น​ 16,000 ล้านบาทไทย

หลายคนคงคุ้นหูกันดีอยู่แล้วว่ามหาเศรษฐีคนนี้คือใคร และคงไม่ใช่แต่คนไทยที่รู้จักเขาคนนี้ เพราะข้อมูลจากนิตยสาร Forbes ประจำปี2562 ได้จัดอันดับให้เจ้าสัวเจริญเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 2 ของไทย ด้วยทรัพย์สินมูลค่า 14,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 4.6 แสนล้านบาท อีกทั้งยังได้ขึ้นแท่นเป็นมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดอันดับที่ 87 ของโลก ในไทยจะเป็นรองก็เพียงแค่เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์หรือที่เราชอบเรียกกันว่า เจ้าสัวซีพีเท่านั้น

เจาะลึกเรื่องดีลของ “ไทยเบฟฯ” ​และ ​”Starbucks”

เมื่อวานนี้ (วันที่​ 23​ พฤษภาคม) ​Starbucks Coffee Company ได้ประกาศให้สิทธิ์บริหารร้านจำนวน​ 372 สาขาในไทยให้กลุ่มไทยเบฟฯ ของเจ้าสัวเจริญ​ สิริวัฒนภักดี​ ภายใต้ชื่อ Coffee Concepts Thailand ซึ่งเป็นธุรกิจ​ร่วมทุนระหว่างบริษัท​ Maxim’s Caterers และ​ ​F&N Retail Connection ​และดีลนี้จะสรุปผลเรียบร้อยในปลายเดือนพฤษภา​นี้แหละ​

มาลองดูกันว่าเมื่อ Starbucks Thailand เปลี่ยนไปเป็นลูกหม้อของเจ้าสัวเจริญ​แล้วจะเป็นยังไงต่อไป​ เพราะถึงแม้ว่า Starbucks จะเป็นร้านกาแฟระดับโลก​ แต่ในตลาดร้านกาแฟ​ เค้าก็แพ้ให้กับกาแฟเจ้าบ้านอย่าง ​Amazon​ ของปั๊ม​ ปตท. เมื่อหลายปีก่อนหน้านี้​ Starbucks ครองส่วนแบ่งการตลาดร้านกาแฟสูงสุดเป็นอันดับ​ 1 มาตลอด​ จนกระทั่งตั้งแต่ปี​ 2558​ นี้​ กาแฟ​ Amazon ก็มาแย่งบัลลังก์​ไป​ ในปี 2560 Amazon มีส่วนแบ่งการตลาดในตลาดร้านกาแฟอยู่​ 40% ส่วน​ Starbucks มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 30%

จริงๆ​แล้ว​เรื่องการขายสิทธิ์การบริหาร​ Starbucks เกิดขึ้นหลายครั้งแล้วในตลาดที่มีความสำคัญ​น้อย​ เช่น​ ฝรั่งเศสและยุโรปบางประเทศ​ เพราะ​ Starbucks ต้องการโฟกัสที่ตลาดที่มีความสำคัญ​มากอย่างจีนและอเมริกามากกว่า

โดยเฉพาะตลาดกาแฟในจีน​ที่อาจจะต้องโฟกัสเป็นพิเศษ​ เพราะเค้าเป็นตลาดใหญ่เป็นอันดับ​ 2 รองจากอเมริกา​ของ Starbucks มาตลอด​ แต่เมื่อเร็วๆ​นี้ก็มีแบรนด์กาแฟน้องใหม่​​มาท้าชิง​ แบรนด์กาแฟน้องใหม่ที่พี่ทุยกำลังพูดถึง​นี้​ มีชื่อว่า​ “Luckin Coffee” ซึ่งเพิ่ง​ IPO​ เข้าตลาดหุ้นอเมริกา​ ร้านกาแฟโลโก้กวางนี้ประกาศกร้าวว่าจะโค่น Starbuck ด้วยจำนวนสาขาที่มากกว่าให้ได้​ มาจับตาดูกันว่า​ ศึกครั้งนี้กวางหรือนางเงือกจะชนะกันนะ ถ้าเทียบมูลค่าตลาดจริงๆแล้ว ตลาดจีนใหญ่กว่าบ้านเรามาก เป็นพี่ทุยก็คงวิ่งเข้าตลาดจีนไปก่อนน่าจะดีกว่าอยู่แล้วล่ะ

ทีนี้พอเรารู้ถึงพูดเรื่องการเทคโอเวอร์แล้ว​ เรามาดูประวัติการช็อปปิ้งกิจการของราชาน้ำเมาแห่งไทยเบฟฯกันหน่อยดีกว่าว่าเป็นยังไงบ้าง บอกได้เลยว่า “ราชาเทคโอเวอร์” ไม่ได้มาเพราะโชคช่วยแน่นอน

ไทยเบฟฯ ผู้ปกครองคนใหม่ของสตาร์บัคส์ในไทย

ถ้า​จะพูดถึงแนวโน้มของหุ้นทุกตัวที่เจ้าสัวเจริญ​เทคโอเวอร์ไปคงจะไม่พอเนื้อที่บทความแน่ๆ​ งั้นพี่ทุยขอยกตัวอย่างมาสักตัวสองตัวแทนแล้วกันนะ​ ตัวแรกก็คือ​ หุ้น Oishi​ ที่เจ้าสัวเจริญเข้าเทคโอเวอร์เมื่อปี ​2549 ในราคาหุ้นละ​ 32.50 บาท​ และบริษัท​ไทยเบฟฯของเจ้าสัวเจริญ​ก็ยังเป็นผู้ถือหุ้นถือหุ้นใหญ่​ถึง​ 79.66% อยู่ในตอนนี้​

แม้ว่าตอนนี้ราคาหุ้น Oishi จะปรับตัวลดลงมาพอสมควร​ ​จากปัจจัยต่างๆ​รวมถึงปัจจัยเฉพาะของสินค้าในกลุ่ม​ ซึ่งก็คือเรื่องภาษีน้ำตาลในเครื่องดื่ม​ แต่ถ้าดูราคาต้นทุนที่เจ้าสัวเจริญ​ได้มาและราคาที่หุ้นทำจุดสูงสุดที่ 234 บาทเมื่อปี​ 2555 แล้ว​ ก็เท่ากับว่าเจ้าสัวเจริญ​ทำผลตอบแทน​ได้จากหุ้นตัวนี้ได้กว่า​ 6 เด้งภายในระยะเวลา​ 6 ปี​ หรือคิดเป็น​ 720% ทีเดียว

อีกเคสหนึ่ง​ คือเรื่องของหุ้นบริษัท​เสริมสุขหรือ​ SSC ที่เจ้าสัวเจริญ​ได้เข้าซื้อเมื่อปี​ 2554 ในราคา​ 42​ บาท ซึ่งหลายคนคงมองว่าค่อนข้างแพงในตอนนั้น​ แต่เจ้าสัวเจริญ​กลับทำการตลาดโดยการรวมร่างระหว่าง​ ​Oishi​ และเครื่องดื่มเสริมสุข​ โดยการเปิดตัว​ “โออิชิขวดแก้ว” ส่งให้ราคาหุ้นพุ่งสูงขึ้นถึง​ 300​ ​บาท​ คิดเป็นผล​ตอบแทน​กว่า​ 700% ในระยะเวลาเพียงปีกว่าเท่านั้น

ผลตอบแทน​ที่ดีขนาดนั้นไม่ใช่เรื่องของ​ “ดวงดี” แต่เป็นเรื่อง​ของการ “ดูอย่างดี”

ถ้าลองเลื่อนขึ้นไปสังเกตรายการกิจการที่เจ้าสัวเจริญ​เทคโอเวอร์​จะพบว่ากิจการส่วนใหญ่ที่ท่านเข้าซื้อมักจะเป็นกิจการในกลุ่มของเครื่องดื่ม​และอาหาร​ นอกจากนี้ถ้าซูมเข้าไป​ดูจะพบว่ากิจการในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม​เหล่านี้​ เป็นเหล้าเบียร์​ซึ่งเป็นตลาดที่คุ้นเคยของทางไทยเบฟฯอยู่แล้ว​ จะเห็นได้ว่า​ เจ้าสัวเจริญ​ไม่ได้เลือกช็อปปิ้งกิจการเข้าตระกร้าแล้วเดินไปจ่ายตังค์​มั่วๆ​ แต่เลือกซื้อกิจการที่ท่านชำนาญและรู้ทางดีอยู่แล้ว​

เรือจะแล่นได้ดีและสวยงามที่สุดในน่านน้ำที่คุ้นเคย​ และเราจะไม่มีทางขับรถหลงเลย​ ​ในเส้นทางที่ขับอยู่เป็นประจำ เพราะฉะนั้นถ้าเราจะมองว่าการที่มหาเศรษฐี​หลายคนเค้าร่ำรวยเพราะโชคดี​ คงจะไม่ถูกต้องนัก​ ในเมื่อเราไม่ได้เห็นตอนที่เค้าติดตั้งเสากระโดงเรืออย่างยากลำบาก​ เช็คสภาพอากาศก่อนออกเรือ​ รวมถึงการหมั่นเช็คสภาพรถว่าพร้อมเดินทางต่อมั้ย

สรุปก็คือ​ ทุกคนย่อมมีเส้นทางของตัวเอง​ พี่ทุยเอาใจช่วยอยู่นะจ๊ะ​ ถึงโชคจะไม่มา​ เราก็มีชีวิตที่ดีได้​ โดยอาศัยสมองและสองมือของเราไงล่ะ

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply