การกระหน่ำช็อปปิ้งของแบรนด์เนมหรือไปเที่ยวในทริปสุดหรูอาจจะดูจืดและเอ้าท์ไปสำหรับมหาเศรษฐีบางคน แน่นอนว่ามหาเศรษฐีที่พี่ทุยจะพูดถึงวันนี้ คงเป็นใครไปใม่ได้ นอกจาก เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี แห่งบริษัท “ไทยเบฟฯ” เจ้าพ่อเทคโอเวอร์ที่เข้าซื้อกิจการหลายอย่าง เช่น
โออิชิ กรุ๊ป (หุ้น OSIHI)
แผ่นดินทอง พร๊อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเมนท์ (หุ้น GOLD)
เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC)
และล่าสุดที่เป็นข่าวร้อนในตอนนี้ ก็คือการขอเทคโอเวอร์ร้านกาแฟ Starbucks สาขาประเทศไทยมาด้วยราคากว่า 500 เหรียญสหรัฐ หรือ คิดเป็น 16,000 ล้านบาทไทย
หลายคนคงคุ้นหูกันดีอยู่แล้วว่ามหาเศรษฐีคนนี้คือใคร และคงไม่ใช่แต่คนไทยที่รู้จักเขาคนนี้ เพราะข้อมูลจากนิตยสาร Forbes ประจำปี2562 ได้จัดอันดับให้เจ้าสัวเจริญเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 2 ของไทย ด้วยทรัพย์สินมูลค่า 14,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 4.6 แสนล้านบาท อีกทั้งยังได้ขึ้นแท่นเป็นมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดอันดับที่ 87 ของโลก ในไทยจะเป็นรองก็เพียงแค่เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์หรือที่เราชอบเรียกกันว่า เจ้าสัวซีพีเท่านั้น
เจาะลึกเรื่องดีลของ “ไทยเบฟฯ” และ ”Starbucks”
เมื่อวานนี้ (วันที่ 23 พฤษภาคม) Starbucks Coffee Company ได้ประกาศให้สิทธิ์บริหารร้านจำนวน 372 สาขาในไทยให้กลุ่มไทยเบฟฯ ของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ภายใต้ชื่อ Coffee Concepts Thailand ซึ่งเป็นธุรกิจร่วมทุนระหว่างบริษัท Maxim’s Caterers และ F&N Retail Connection และดีลนี้จะสรุปผลเรียบร้อยในปลายเดือนพฤษภานี้แหละ
มาลองดูกันว่าเมื่อ Starbucks Thailand เปลี่ยนไปเป็นลูกหม้อของเจ้าสัวเจริญแล้วจะเป็นยังไงต่อไป เพราะถึงแม้ว่า Starbucks จะเป็นร้านกาแฟระดับโลก แต่ในตลาดร้านกาแฟ เค้าก็แพ้ให้กับกาแฟเจ้าบ้านอย่าง Amazon ของปั๊ม ปตท. เมื่อหลายปีก่อนหน้านี้ Starbucks ครองส่วนแบ่งการตลาดร้านกาแฟสูงสุดเป็นอันดับ 1 มาตลอด จนกระทั่งตั้งแต่ปี 2558 นี้ กาแฟ Amazon ก็มาแย่งบัลลังก์ไป ในปี 2560 Amazon มีส่วนแบ่งการตลาดในตลาดร้านกาแฟอยู่ 40% ส่วน Starbucks มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 30%
จริงๆแล้วเรื่องการขายสิทธิ์การบริหาร Starbucks เกิดขึ้นหลายครั้งแล้วในตลาดที่มีความสำคัญน้อย เช่น ฝรั่งเศสและยุโรปบางประเทศ เพราะ Starbucks ต้องการโฟกัสที่ตลาดที่มีความสำคัญมากอย่างจีนและอเมริกามากกว่า
โดยเฉพาะตลาดกาแฟในจีนที่อาจจะต้องโฟกัสเป็นพิเศษ เพราะเค้าเป็นตลาดใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากอเมริกาของ Starbucks มาตลอด แต่เมื่อเร็วๆนี้ก็มีแบรนด์กาแฟน้องใหม่มาท้าชิง แบรนด์กาแฟน้องใหม่ที่พี่ทุยกำลังพูดถึงนี้ มีชื่อว่า “Luckin Coffee” ซึ่งเพิ่ง IPO เข้าตลาดหุ้นอเมริกา ร้านกาแฟโลโก้กวางนี้ประกาศกร้าวว่าจะโค่น Starbuck ด้วยจำนวนสาขาที่มากกว่าให้ได้ มาจับตาดูกันว่า ศึกครั้งนี้กวางหรือนางเงือกจะชนะกันนะ ถ้าเทียบมูลค่าตลาดจริงๆแล้ว ตลาดจีนใหญ่กว่าบ้านเรามาก เป็นพี่ทุยก็คงวิ่งเข้าตลาดจีนไปก่อนน่าจะดีกว่าอยู่แล้วล่ะ
ทีนี้พอเรารู้ถึงพูดเรื่องการเทคโอเวอร์แล้ว เรามาดูประวัติการช็อปปิ้งกิจการของราชาน้ำเมาแห่งไทยเบฟฯกันหน่อยดีกว่าว่าเป็นยังไงบ้าง บอกได้เลยว่า “ราชาเทคโอเวอร์” ไม่ได้มาเพราะโชคช่วยแน่นอน
ถ้าจะพูดถึงแนวโน้มของหุ้นทุกตัวที่เจ้าสัวเจริญเทคโอเวอร์ไปคงจะไม่พอเนื้อที่บทความแน่ๆ งั้นพี่ทุยขอยกตัวอย่างมาสักตัวสองตัวแทนแล้วกันนะ ตัวแรกก็คือ หุ้น Oishi ที่เจ้าสัวเจริญเข้าเทคโอเวอร์เมื่อปี 2549 ในราคาหุ้นละ 32.50 บาท และบริษัทไทยเบฟฯของเจ้าสัวเจริญก็ยังเป็นผู้ถือหุ้นถือหุ้นใหญ่ถึง 79.66% อยู่ในตอนนี้
แม้ว่าตอนนี้ราคาหุ้น Oishi จะปรับตัวลดลงมาพอสมควร จากปัจจัยต่างๆรวมถึงปัจจัยเฉพาะของสินค้าในกลุ่ม ซึ่งก็คือเรื่องภาษีน้ำตาลในเครื่องดื่ม แต่ถ้าดูราคาต้นทุนที่เจ้าสัวเจริญได้มาและราคาที่หุ้นทำจุดสูงสุดที่ 234 บาทเมื่อปี 2555 แล้ว ก็เท่ากับว่าเจ้าสัวเจริญทำผลตอบแทนได้จากหุ้นตัวนี้ได้กว่า 6 เด้งภายในระยะเวลา 6 ปี หรือคิดเป็น 720% ทีเดียว
อีกเคสหนึ่ง คือเรื่องของหุ้นบริษัทเสริมสุขหรือ SSC ที่เจ้าสัวเจริญได้เข้าซื้อเมื่อปี 2554 ในราคา 42 บาท ซึ่งหลายคนคงมองว่าค่อนข้างแพงในตอนนั้น แต่เจ้าสัวเจริญกลับทำการตลาดโดยการรวมร่างระหว่าง Oishi และเครื่องดื่มเสริมสุข โดยการเปิดตัว “โออิชิขวดแก้ว” ส่งให้ราคาหุ้นพุ่งสูงขึ้นถึง 300 บาท คิดเป็นผลตอบแทนกว่า 700% ในระยะเวลาเพียงปีกว่าเท่านั้น
ผลตอบแทนที่ดีขนาดนั้นไม่ใช่เรื่องของ “ดวงดี” แต่เป็นเรื่องของการ “ดูอย่างดี”
ถ้าลองเลื่อนขึ้นไปสังเกตรายการกิจการที่เจ้าสัวเจริญเทคโอเวอร์จะพบว่ากิจการส่วนใหญ่ที่ท่านเข้าซื้อมักจะเป็นกิจการในกลุ่มของเครื่องดื่มและอาหาร นอกจากนี้ถ้าซูมเข้าไปดูจะพบว่ากิจการในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มเหล่านี้ เป็นเหล้าเบียร์ซึ่งเป็นตลาดที่คุ้นเคยของทางไทยเบฟฯอยู่แล้ว จะเห็นได้ว่า เจ้าสัวเจริญไม่ได้เลือกช็อปปิ้งกิจการเข้าตระกร้าแล้วเดินไปจ่ายตังค์มั่วๆ แต่เลือกซื้อกิจการที่ท่านชำนาญและรู้ทางดีอยู่แล้ว
เรือจะแล่นได้ดีและสวยงามที่สุดในน่านน้ำที่คุ้นเคย และเราจะไม่มีทางขับรถหลงเลย ในเส้นทางที่ขับอยู่เป็นประจำ เพราะฉะนั้นถ้าเราจะมองว่าการที่มหาเศรษฐีหลายคนเค้าร่ำรวยเพราะโชคดี คงจะไม่ถูกต้องนัก ในเมื่อเราไม่ได้เห็นตอนที่เค้าติดตั้งเสากระโดงเรืออย่างยากลำบาก เช็คสภาพอากาศก่อนออกเรือ รวมถึงการหมั่นเช็คสภาพรถว่าพร้อมเดินทางต่อมั้ย
สรุปก็คือ ทุกคนย่อมมีเส้นทางของตัวเอง พี่ทุยเอาใจช่วยอยู่นะจ๊ะ ถึงโชคจะไม่มา เราก็มีชีวิตที่ดีได้ โดยอาศัยสมองและสองมือของเราไงล่ะ
Comment