เงินเฟ้อจะกลับมา เพราะ “Bond Yield” ดีดแรง จริงหรือ ?

4 min read  

ฉบับย่อ

  • อัตราผลตอบแทนพันธบัตรหรือ Bond Yield ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกดดันสินทรัพย์การเงินทุกชนิด มีสาเหตุจากการปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วของ Breakeven Inflation Rate หรือความคาดหวังอัตราเงินเฟ้อของตลาดการเงิน
  • Personal Consumption Expenditures (PCE) ซึ่งเป็นมาตรวัดอัตราเงินเฟ้อ ยังไม่ได้ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเหมือน Breakeven Inflation Rate เนื่องจากการปิดเมืองทำให้รายได้ของประชาชนยังไม่เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับกับช่วงก่อนการแพร่ระบาด ดังนั้นการเปิดเมืองและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นสื่งที่ต้องติดตามในช่วงเวลาต่อจากนี้

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
Krungsri Asset กองทุนรวม
Krungsri Asset กองทุนรวม

นับตั้งแต่ปลายเดือนก.พ. 64 ที่ผ่านมา ตลาดการเงินทั่วโลกปั่นป่วนมากที่สุดนับตั้งแต่ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่คราวนี้เกิดจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรหรือ “Bond Yield” ที่ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกดดันสินทรัพย์การเงินทุกชนิด

จริงหรือไม่ ที่เหตุการณ์นี้จะทำให้อัตราเงินเฟ้อกำลังพุ่งขึ้น หากไม่จริงแล้วจะมีอะไรที่ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวขึ้นได้อีก ไปค้นหาสาเหตุและผลกระทบไปพร้อม ๆ กับพี่ทุยในบทความนี้กันเลย..

รู้จัก Breakeven Inflation Rate ต้นเหตุ “Bond Yield” พุ่งขึ้นแรง

Breakeven Inflation Ratehttps://fred.stlouisfed.org

ก่อนอื่นพี่ทุยขอแนะนำให้รู้จักกับ Breakeven Inflation Rate หรือความคาดหวังอัตราเงินเฟ้อของตลาดการเงิน ซึ่งสะท้อนมุมมองของตลาดว่าอัตราเงินเฟ้อในอนาคตจะอยู่ที่เท่าไหร่ เช่น 5-Year Breakeven Inflation Rate อยู่ที่ 2.45% ก็หมายความว่าในอนาคตอีก 5 ปี ตลาดคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 2.45%

เมื่อมีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในสหรัฐฯ เมื่อเดือนมี.ค. 63 Breakeven Inflation Rate ก็ร่วงอย่างหนัก เพราะนักลงทุนคาดว่าการปิดเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นส่งผลต่อรายได้และการใช้จ่าย แต่เมื่อสถานการณ์ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด Breakeven Inflation Rate ก็ทยอยปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องและชะลอตัวในเดือนพ.ย. 64

ซึ่งก็เป็นเดือนที่มีจุดเปลี่ยนด้วย 2 ปัจจัยสำคัญ คือ

  • การอนุมัติวัคซีน และ
  • นายโจ ไบเดน ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

เป็นผลให้นักลงทุนคาดว่าการเปิดเมืองกำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า ผู้คนกลับมาใช้จ่ายเป็นปกติ และเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น ดังนั้น 5-Year Breakeven Inflation Rate จึงปรับตัวขึ้นจนแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2008 ไปเรียบร้อยแล้ว ส่วน 10-Year Breakeven Inflation Rate กำลังทดสอบระดับสูงสุดก่อนหน้านี้เช่นกัน

ทำไม “Bond Yield” พุ่งขึ้นแรง

bond yield สหรัฐhttps://www.investing.com

การเคลื่อนไหวของ Bond Yield เกิดจากแรงซื้อขายในตลาดซื้อขายพันธบัตร ถ้ามีความต้องการซื้อพันธบัตรมากกว่าขาย ราคาพันธบัตรก็จะปรับตัวขึ้น ซึ่งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรก็จะปรับตัวลง (ราคากับ Yield เคลื่อนไหวสวนทางกัน)

ดังนั้นการที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวขึ้น ก็หมายความว่ามีความต้องการขายพันธบัตรมากกกว่าความต้องการซื้อ โดยตลาดการเงินมักติดตามจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี

แรงซื้อขายถูกกำหนดด้วยมุมมองต่ออัตราเงินเฟ้อและการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งทั้งหมดนั้นเกี่ยวข้องกับคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจ ถ้าเศรษฐกิจกำลังเติบโต อัตราเงินเฟ้อก็จะเพิ่มขึ้น และถ้าเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็วจนทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นจนร้อนแรงเกินไป ธนาคารกลางก็ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อชะลอความร้อนแรง และพันธบัตรที่กำลังจะออกในอนาคต

ซึ่งอ้างอิงจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ก็จะสูงกว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่กำลังซื้อขายกันในตลาด

ดังนั้นความต้องการซื้อในตลาดพันธบัตรจึงลดลง เพราะการที่ Breakeven Inflation Rate พุ่งสูงขึ้น สะท้อนว่านักลงทุนคาดว่าอัตราเงินเฟ้อกำลังเพิ่มขึ้น จนอาจมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และรอซื้อพันธบัตรที่กำลังจะออกมาในอนาคต ที่มี Bond Yield สูงกว่าพันธบัตรที่กำลังซื้อขายกันในปัจจุบัน ซึ่งล่าสุดพี่ทุยตรวจสอบแล้วพบว่านักลงทุนคาดว่าจะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นในปี 2566

นี่เป็นสาเหตุว่าทำไม 5-Year Breakeven Inflation Rate และ 10-Year Breakeven Inflation Rate พุ่งขึ้นแรง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งขึ้น ทำให้มูลค่าสินทรัพย์การเงินลดลง หรือมองในอีกมุมนั่นคือพันธบัตรเริ่มมีความน่าสนใจเมื่อเทียบกับสินทรัพย์อื่น จนมีแรงเทขายออกมาอย่างหนักไม่ว่าจะเป็นหุ้น ทองคำ หรือแม้กระทั่งพันธบัตร

เงินเฟ้อมาแล้ว จริงหรือ ?

Breakeven Inflation Ratehttps://ycharts.com

Breakeven Inflation Rate เป็นเพียง ‘ความคาดหวัง’ อัตราเงินเฟ้อของตลาดการเงิน เลยไม่ใช่เงินเฟ้อที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน พี่ทุยขอแนะนำให้รู้จักกับ Personal Consumption Expenditures (PCE) หรือดัชนีราคาจากรายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล

ซึ่งเป็นมาตรวัดอัตราเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ใช้เพื่อกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งก็เพิ่มขึ้นมาตั้งแต่เดือนมีนาคมปีที่แล้ว แต่ตัวเลขล่าสุดของเดือนมกราคมที่เพิ่งรายงานออกมาอยู่ที่ 1.5% โดยที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ตั้งเป้าให้ PCE ต้องยืนเหนือระดับ 2% ให้ได้ ทำให้สรุปได้ว่า..

สิ่งที่ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวขึ้นกดดันสินทรัพย์การเงินจนปั่นป่วนไปทั่วโลก เป็นเพียงความคาดหวังอัตราเงินเฟ้อ ไม่ใช่อัตราเงินเฟ้อจริง ๆ

ติดตามสัญญาณเงินเฟ้ออย่างไร

สัญญาณเงินเฟ้อhttps://www.bloomberg.com

อัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นเกิดจาก

  • การใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
  • ต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้น

ซึ่งแน่นอนว่าทั้งการใช้จ่ายและต้นทุนสินค้า (ราคาวัตถุดิบ) ต้องเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยที่หนุนให้ต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้น

แต่ถ้าถามว่าจะเพิ่มขึ้นต่อไปได้อีกหรือไม่ คำว่า ‘รายได้’ คือคำตอบ และประโยคที่ว่า

งานคือเงิน เงินคืองาน

เป็นสมการที่ช่วยแก้โจทย์หาคำตอบให้ได้ พี่ทุยได้ไปหาข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ พบว่าตัวเลขผู้มีงานทำ (Total number of jobs) แม้จะเพิ่มขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังห่างไกลจากระดับก่อนการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

อ่านต่อเรื่อง สรุปทิศทาง “การจ้างงาน” ปี 2564 กับ 700,000 ตำแหน่งที่หายไป

ดังนั้นการเปิดเมืองอย่างเต็มที่เป็นจุดที่ต้องหันมาติดตามอัตราเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด และใช้ตัวเลขผู้มีงานทำเป็นสัญญาณชี้นำ (Leading Indicator) โดยในระหว่างที่เมืองยังไม่สามารถเปิดได้อย่างเต็มที่ ก็มีปัจจัยระยะสั้นให้ติดตาม นั่นคือการผ่านร่างมาตรการกระตุ้น 1.9 ล้านล้านดอลลาร์

ซึ่งมีการจ่ายเงินอุดหนุนทดแทนรายได้ที่หายไปให้ผู้ว่างงาน เปรียบเสมือนการนำเงินเข้ามาใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจจริงเพิ่มขึ้น

จากทั้งหมดที่พี่ทุยเล่ามาพบว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวขึ้นจาก Breakeven Inflation Rate หรือความคาดหวังอัตราเงินเฟ้อของตลาดการเงิน ไม่ได้เกิดจากอัตราเงินเฟ้อที่วัดจาก Personal Consumption Expenditures (PCE) หรือดัชนีราคาจากรายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล ที่ไม่ได้ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเหมือนความคาดหวังอัตราเงินเฟ้อ

ดังนั้นมาตรการกระตุ้น การเปิดเมือง ต่างเป็นสิ่งที่ต้องติดตาม เพราะจะทำให้อัตราเงินเฟ้อ (PCE) เพิ่มขึ้น จากนั้นนักลงทุนในตลาดอาจกังวลว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งเป็นแรงกดดันต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรและสินทรัพย์การเงินทั่วโลกอย่างแท้จริง..

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"ลงทุนหุ้น" ภายใน 30 วัน
"ลงทุนหุ้น" ภายใน 30 วัน
error: