ค่าอัตราส่วนทางการเงินที่เรารู้จักกันดีคือ Price-Earning ratio (PER) คือค่าอัตราส่วนราคาต่อกำไร P = Price คือ ราคา ,ส่วน E ย่อมาจาก Earning คือ กำไร เบนจามิน เกรแฮม ปรมาจารย์นักลงทุนสายเน้นคุณค่า (Value Investor) ในตำนานท่านหนึ่งเคยกล่าวถึงอัตราส่วนนี้ว่า อัตราส่วนนี้เป็นเครื่องมือที่ง่ายและเร็วที่สุดในการประเมินคุณค่าและการเติบโตของบริษัท พี่ทุยจะพามาดูว่า “PE Ratio” สามารถติดลบได้หรือไม่ ?
ถ้าหากจะแปลผล PE ratio ง่าย ๆ จะได้ความว่า ถ้าหากถือหุ้นตัวหนึ่งที่ PE เท่านี้อีกกี่ปีจะได้เงินทุนคืนและเริ่มมีกำไรจากการลงทุน เช่น หุ้นตัวหนึ่งมี PE 10 หมายความว่าต้องถือหุ้นตัวนี้อีก 10 ปี ถึงจะได้ทุนคืน
การหาข้อมูล “PE ratio” ของหุ้นแต่ละตัวสามารถหาได้ง่าย ๆ ตาม เว็บไซต์ข้อมูลทางการเงินต่าง ๆ ถ้าเป็นในประเทศไทยสามารถหาข้อมูลดังกล่าวของหุ้นทุกตัวได้ที่เว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คลิก
สำหรับค่า PE ratio นั้นมีได้หลายค่า ตั้งแต่ 0 ไปจนถึงหลัก 100 โดยนักลงทุนหลาย ๆ ท่านแนะนำว่ายิ่งหุ้นตัวไหนมี PER ยิ่งต่ำเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น แต่หลายครั้งที่นักลงทุนเมื่อไปค้นหาข้อมูลส่วนนี้กลับพบว่าหุ้นบางตัวนั้นระบุ PER ว่าเป็น N/A ซึ่งทำให้เกิดความสงสัยว่ามันหมายความว่าอย่างไร N/A หมายความถึง Not available, Not applicable แปลไทยว่า ไม่มีหรือไม่สามารถใช้ได้ ซึ่งถ้าหากเราเจอข้อมูลนี้เราสามารถตีความได้ใน 2 แง่
1. หุ้นตัวดังกล่าวนั้นใหม่มาก และไม่มีข้อมูลเพียงพอสำหรับคำนวณ PER ออกมาได้ ตัวอย่างเช่นหุ้นที่เพิ่งเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) จึงยังไม่มีรายงานทางการเงินที่สามารถนำมาคำนวณได้
2. เมื่อหุ้นตัวนั้นคำนวณออกมาได้ค่าติดลบ ซึ่งเป็นไปได้จากการคำนวณและยังเจอบ่อยเสียด้วย เพื่อหลีกเลี่ยงมุมมองที่ไม่ดีของนักลงทุน จึงเปลี่ยนจากการรายงานค่าที่ติดลบไปเป็น N/A แทน เนื่องจากราคาหุ้นนั้นไม่สามารติดลบได้ ดังนั้นการที่ PER ติดลบจึงมาจากการที่ กำไรต่อหุ้น (Earning per Share หรือ EPS) ของบริษัทนั้นมีค่าติดลบ หรือเรียกได้ว่าบริษัทนั้นอยู่ในสภาวะขาดทุนนั่นเอง
ถ้าหากเราเห็น PER เป็น N/A แล้วเราควรจะรับมืออย่างไรดี ?
ในเบื้องต้น แสดงว่าบริษัทนั้น ๆ อาจจะกำลังขาดทุนและกำลังมีปัญหาอยู่ก็เป็นได้ แต่ก็ไม่เสมอไป ซึ่งบริษัทในอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตสูง (High-growth companies) เช่นบริษัทในกลุ่ม เทคโนโลยีชีวภาพ บริษัทที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ต หรือเพิ่งก่อตั้งและมีลักษณะคล้าย ๆ กับกลุ่ม Start-up ซึ่งบริษัทเหล่านี้ในช่วงแรกจะต้องใช้เงินทุนมหาศาลในการวิจัย ทำการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เป็นจำนวนมาก จึงแสดงออกเป็นกำไรที่ติดลบอย่างมากในช่วงแรก แต่พอช่วงหลังในระยะยาวที่ผลิตภัณฑ์นั้นสามารถตีตลาดได้ก็จะสามารถเติบโตอย่างทะยานไปพร้อมกับราคาได้
ตัวอย่างบริษัทดังกล่าวเช่น Amazon ที่เรารู้จักกันดีนั่นเอง ในช่วงแรก ๆ นั่น Amazon สูญเสียเงินไปจำนวนมากกว่าที่จะกลับมาทำผลงานได้ในระยะยาว ซึ่งก็พิสูจน์ตัวเองเป็นที่เรียบร้อยแล้วทั้งในแง่ราคาหุ้นและมูลค่าตลาดในปัจจุบัน
ปิดท้ายด้วยข้อมูลที่น่าสนใจ
ตัวอย่างหุ้นไทยที่มี PE เป็น N/A เช่น EFORL, RCL, AAV, THAI, BA, NOK, AAV, ALT และ ASIA เป็นต้น
ตัวอย่างหุ้นต่างประเทศ เช่น BYND, CRWD, ALLO, TSLA, UBER, LYFT, PINS, SPOT เป็นต้น
(ข้อมูล ณ ตุลาคม 2562)
ส่วนหุ้นตัวไหนเป็นกลุ่มแรกหรือกลุ่มที่สองนั้นหากพิจารณาจากงบการเงินและลักษณะธุรกิจแล้วก็คงจะตอบได้ไม่ยากเลย
Comment