วิกฤตหนี้สาธารณะ

ส่องภาพลวงตา “หนี้สาธารณะ” อาจพุ่งสู่วิกฤตโลกครั้งใหม่ !

2 min read  

ฉบับย่อ

  • สัปดาห์ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีรับทราบระดับหนี้สาธารณะไทยของปีงบประมาณ 2563 ที่ 49.3% ซึ่งยังอยู่ในกรอบวิจัยการคลัง แต่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้ามาถึง 8.2% จากวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดจากการระบาดของ COVID-19 และนำไปสู่การกู้เงิน 1 ล้านล้านมาฟื้นฟู
  • แต่หากมองย้อนกลับไป “หนี้สาธารณะต่อ GDP” ในช่วงวิกฤตมักจะเคลื่อนไหวไม่เหมือนกับภาวะปกติ โดยสามารถเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมาก เนื่องจากเศรษฐกิจหรือ GDP หดตัวอย่างรุนแรงและรวดเร็ว จนทำให้สัดส่วนหนี้ฯ เพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องก่อหนี้เพิ่มเลย ประกอบกับความจำเป็นที่ต้องก่อหนี้เพื่ออัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจอีก หนี้สาธารณะต่อ GDP สุดท้ายมักจะพุ่งขึ้นได้ปีละหลัก 10%
  • ตัวอย่างเช่น ในวิกฤตการเงินโลกในปี 2551 สหรัฐฯ หนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มขึ้นรวดเดียวถึง 30.8% ภายในระยะเวลา 3 ปี หรือในสหภาพยุโรปที่ประเทศกลุ่ม PIIGS ระดับหนี้เพิ่มขึ้นตั้งแต่ 16.3% – 87.7%
  • ขณะที่การคาดการณ์หนี้สาธารณะของไทยในปี 2564 สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะให้ข่าวว่าจะเพิ่มขึ้นไปแตะระดับ 57.2% หรือเพิ่มขึ้นอีก 8% จากปีนี้ รวมกัน 2 ปี หนี้สาธารณะต่อ GDP ไทยเพิ่มขึ้นมาก 16% กว่าแล้ว และอาจจะเพิ่มต่อไปหากเศรษฐกิจยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้

 


รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
คอร์สออนไลน์ | สอน "เล่นหุ้น" เชิงเทคนิค (Technical Analysis) สำหรับมือใหม่ แบบ Step by Step จาก 0-100
คอร์สออนไลน์ | สอน "เล่นหุ้น" เชิงเทคนิค (Technical Analysis) สำหรับมือใหม่ แบบ Step by Step จาก 0-100

ในสัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวออกมาจากการประชุมคณะรัฐมนตรีที่พี่ทุยคิดว่าน่าสนใจว่าที่ประชุมรับทราบสถานการณ์ “หนี้สาธารณะ” ของประเทศไทย ณ สิ้นปีงบประมาณ 2563 เพิ่มขึ้นมาแตะระดับ 49.3% ของ GDP หรือเพิ่มขึ้นมาถึง 8.2% จากปีก่อนหน้า แต่ยังอยู่ในกรอบวินัยการคลังของประเทศ โดยส่วนใหญ่เป็นหนี้สาธารณะ ที่เกิดจากการกู้โดยตรงของรัฐบาลเพื่อรับมือกับการระบาดของโควิด-19 ตลอดทั้งปี 

คำถามหนึ่งที่พี่ทุยตั้งข้อสังเกตคือแม้ว่าระดับหนี้สาธารณะจะยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 60% ของ GDP ตามกรอบวินัยการคลังของรัฐบาล

แต่ตัวเลขนี้อาจจะเป็นเพียงภาพลวงตาได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะเมื่อประเทศ (และโลก) กำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่

ทำไม “หนี้สาธารณะ” ถึงอาจเป็นเพียงภาพลวงตา ? 

พี่ทุยขอเล่าแบบนี้ว่าตัวเลข “หนี้สาธารณะต่อ GDP” เป็นสัดส่วนที่ขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัย คือ

  1. ยอดคงค้างของหนี้สาธารณะและมูลค่าของ GDP ซึ่งในภาวะปกติ GDP มักจะเติบโตค่อนข้างคงที่ในแต่ละปี (โดยทั่วไปจะอยู่ที่ 2-3% ต่อปี และมากกว่านั้นในกลุ่มประเทศเกิดใหม่)
  2. มูลค่ามากกว่าหนี้สาธารณะค่อนข้างมาก ดังนั้นการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของหนี้สาธารณะจะไม่ค่อยส่งผลกระทบต่อสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP เท่าไหร่นัก

ภาพดังกล่าวอาจจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤต คือ GDP ของประเทศหดตัวอย่างรุนแรงในประเทศที่ได้รับผลกระทบ นี่ทำให้สัดส่วนสาธารณะต่อ GDP เพิ่มขึ้นทันทีโดยที่ยังไม่ต้องก่อหนี้ใด ๆ เพิ่มด้วยซ้ำ ขณะเดียวกัน ในภาวะวิกฤตที่ต้องก่อหนี้เพิ่มเติมเร่งด่วนเพื่อนำมาใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจหรือพยุงเศรษฐกิจเอาไว้ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ย่อมที่แต่จะเพิ่มขึ้น อาจจะแตะหลัก 10% ต่อปีหรือมากกว่าได้ง่าย ๆ

เกิดอะไรขึ้นบ้างกับ “หนี้สาธารณะ” ในอดีต ?

ในวิกฤตการเงินโลกครั้งล่าสุดที่ผ่านมา นั้นคือวิกฤตการเงินโลกในสหรัฐอเมริกาและวิกฤตหนี้ในยุโรปช่วงปี 2551 – 2552 เริ่มต้นจากสหรัฐอเมริกาที่เป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตครั้งนี้ หนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มขึ้นรวดเดียวถึง 30.8% ภายในระยะเวลา 3 ปีจาก 73.7% ในปี 2551 เป็น 95.4% ในปี 2553

และหลังจากนั้นยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องไปอีก 3 ปีก่อนระดับหนี้ฯ จะเริ่มกลับมานิ่งอีกครั้งที่ประมาณ 104% ของ GDP ในปี 2556 สรุปรวมแล้วหนี้สาธารณะต่อ GDP ของสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ช่วงเริ่มวิกฤตจนถึงจุดที่กลับมายิ่งใหม่ได้เพิ่มขึ้นไป 40% และกินเวลาประมาณ 6 ปีเท่านั้น

ขณะที่ในกลุ่มประเทศยุโรปที่เกิดวิกฤตเรียกรวม ๆ กันว่า “กลุ่มประเทศหมู” หรือ PIIGS 5 ประเทศ ประกอบด้วยโปรตุเกส อิตาลี ไอร์แลนด์ กรีซ สเปน สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกันภายในเวลาเพียง 4 ปีเท่านั้น เริ่มตั้งแต่

  • ไอร์แลนด์ที่เพิ่มขึ้น 87.2% จาก 23.9% ในปี 2551 เป็น 111.1% ในปี 2554
  • กรีซเพิ่มขึ้น 77.5% จาก 109.4% เป็น 180.2%
  • โปรตุเกสเพิ่มขึ้น 43% จาก 71.6% เป็น 111.4%
  • สเปนเพิ่มขึ้น 33.9% จาก 39.4% เป็น 69.5% และ
  • อิตาลีเพิ่มขึ้น 16.3% จาก 106.5% เป็น 120.5%

เช่นเดียวกันกับสหรัฐอเมริกา ทั้ง 5 ประเทศ ระดับหนี้ฯ ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องหลังจาก 4 ปีแรกของวิกฤตไปอีกสักพักก่อนจะเริ่มนิ่งเหมือนกัน โดยมีไอร์แลนด์เท่านั้นที่สามารถลดระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP ลงได้ค่อนข้างมากในช่วงปี 2557 – 2558 (แต่ยังไม่เท่ากับช่วงก่อนวิกฤต) ขณะที่ประเทศอื่น ๆ ระดับหนี้ไม่ได้ลดลงกลับมาที่ระดับเดิมอีกเลย

หนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นไม่ได้เป็นเรื่องเลวร้าย

สิ่งที่พี่ทุยสนใจอีกเรื่องคือหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเรื่องแย่เสมอไป หากเราสามารถบริหารจัดการหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดูอย่างเยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่งที่สุดในยุโรป แต่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนั้น ระดับหนี้ของเยอรมนีเพิ่มขึ้นสูงเช่นเดียวกัน โดยเพิ่มขึ้น 18.3% ในช่วงเวลา 3 ปีจาก 65.5% ในปี 2551 เป็น 82.2% ในปี 2553

แต่หลังจากนั้นเยอรมนีก็บริหารจัดการหนี้สาธารณะจนค่อย ๆ ลดระดับลงมาอย่างต่อเนื่องเท่ากับช่วงก่อนวิกฤตในปี 2560 และต่ำกว่าช่วงก่อนวิกฤตไปแล้วในปี 2561 ที่ผ่านมา (แน่นอนว่าความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจเยอรมนีเองก็อาจจะมีส่วนช่วยค่อนข้างมาก แต่การบริหารจัดการหนี้สาธารณะให้ลดลงทุกปี พี่ทุยคิดว่ามีส่วนสำคัญไม่แพ้กัน)

มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยในอนาคตหรือไม่

พี่ทุยคิดว่าสัญญาณเริ่มปรากฏบ้างแล้ว เพราะจากข่าวล่าสุดแผนบริหารหนี้ของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะที่คาดการณ์หนี้สาธารณะของปี 2564 ระบุว่าประมาณการหนี้สาธารณะต่อ GDP ภายหลังการกู้เงินตามแผนฯ ประจำปีงบประมาณ 2564 จะอยู่ที่ 57.2% หรือเพิ่มขึ้นอีก 8% จากปีก่อนหน้า (รวม 2 ปีเพิ่มขึ้นมาแล้ว 16% กว่า)

ดังนั้นข้อสังเกตนี้ของพี่ทุยดูเหมือนจะไม่ได้เกินความเป็นจริงเท่าไหร่นัก หากในอีกหลายปีข้างหน้าเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวอย่างที่หลายฝ่ายคาดหวังไว้

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
คอร์สออนไลน์ | สอน "เล่นหุ้น" เชิงเทคนิค (Technical Analysis) สำหรับมือใหม่ แบบ Step by Step จาก 0-100
คอร์สออนไลน์ | สอน "เล่นหุ้น" เชิงเทคนิค (Technical Analysis) สำหรับมือใหม่ แบบ Step by Step จาก 0-100
error: