คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ปี 2563 เป็นเวลาทั้งปีที่ทั่วโลกต้องเผชิญกับวิกฤตอันหนักหน่วงจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ขณะที่สถานการณ์ในปัจจุบันเองก็ยังรุนแรงและน่าเป็นห่วงอยู่ในหลายประเทศ การติดตามความคืบหน้าของพัฒนาการวัคซีน จึงเป็นสิ่งที่ทั่วโลกกำลังรอคอยอย่างใจจดใจจ่อว่าจะถูกนำออกมาใช้เพื่อยับยั้งไวรัสตัวนี้ได้เมื่อไหร่
วิกฤตโควิด-19 ทำให้ระดับหนี้สินรวมทั่วโลกเพิ่มขึ้นสูงสุด
หากย้อนกลับไปในช่วงที่โควิด-19 ระบาดหนัก จนทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลกต้องหยุดชะงักลงอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ภาคธุรกิจและครัวเรือนต่างได้ผลกระทบกันอย่างถ้วนหน้า เป็นผลให้รัฐบาลและธนาคารกลางแทบทุกประเทศต้องออกมาตรการเยียวยา และเร่งอัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่นับไม่ถ้วน เพื่อบรรเทาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้
ขณะที่สถานการณ์ในปัจจุบันยังไม่คลี่คลาย ภาครัฐเองยังต้องอัดฉีดเม็ดเงินและออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจอยู่ต่อเนื่อง ภาคครัวเรือนยังไม่สามารถประคับประคองพาตัวเองไปอยู่ในจุดเดิมเหมือนช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 ได้ ส่งผลให้ภาครัฐต้องกู้เงินมากขึ้นเพื่อชดเชยรายได้ที่ลดลง ประกอบกับภาคธุรกิจและครัวเรือนก็ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องและการผิดชำระหนี้ จนวิกฤตครั้งนี้ทำให้ระดับหนี้สินทั่วโลกเพิ่มขึ้นมากอย่างมหาศาล
ล่าสุดทางสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (IIF) คาดว่า ระดับหนี้สินรวมทั่วโลก (Global debt) จะพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ที่ 277 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในสิ้นปีนี้ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วกว่า 10% โดยคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 365% ของ GDP โลก โดยระดับหนี้สินดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นของประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่ทุ่มเงินกับวิกฤตครั้งนี้ด้วยวงเงินมากที่สุดในโลก รวมทั้งอีกหลายประเทศ เช่น ยุโรป และญี่ปุ่น ที่ต่างอัดฉีดเม็ดเงิน เพื่อต่อสู้กับ “วิกฤตหนี้ทั่วโลก” ครั้งนี้มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ของประเทศด้วยเช่นกัน
ภาครัฐมีกระสุนสำหรับการออกมาตรการช่วยเหลือจำกัดมากขึ้น
พี่ทุยว่าหนึ่งในความหวังสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกกลับมาฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 ได้นั้น คือ จำนวนกระสุนจากมาตรการต่าง ๆ ของภาครัฐ โดยทางกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า รัฐบาลต่าง ๆ ทั่วโลกได้ทุ่มเงินเพื่อเยียวและลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไปแล้วเป็นมูลค่าเกือบ 12 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นประมาณ 12% ของ GDP โลก ทำให้ระดับหนี้สะสมของภาครัฐหรือหนี้สาธารณะ (Public debt) ทั่วโลกเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 100% ของ GDP โลก
แล้วภาครัฐของประเทศทั่วโลกเหลือกระสุนสำหรับการออกมาตรการต่างอีกมากน้อยแค่ไหนนั้น ก็จะดูเทียบสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ของแต่ละประเทศว่าเกินเพดานที่เหมาะสมหรือไม่ โดยระดับเพดานหนี้สาธารณะที่เหมาะสมและมักใช้อ้างอิงกันในระดับสากล นั่นคือ 90% ของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว และ 60% สำหรับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา
ประเทศพัฒนาแล้ว
- ญี่ปุ่น สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP 266%
- อิตาลี สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP 161%
- สิงคโปร์ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP 131%
- สหรัฐอเมริกา สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP 131%
- ฝรั่งเศส สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP 118%
ประเทศกำลังพัฒนา
- บราซิล สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP 266%
- อาร์เจนตินา สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP 161%
- อินเดีย สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP 131%
- อียิปต์ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP 131%
- จีน สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP 118%
Source: IMF
จากสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ของแต่ละประเทศ สะท้อนให้เห็นได้ว่า ในระยะต่อไปการใช้มาตรการทางการคลังหรือการเงินของภาครัฐจะเผชิญกับข้อจำกัดมากขึ้น เพราะระดับหนี้สาธารณะในปัจจุบันเกินระดับเพดานที่เหมาะสมไปแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เปราะบางเป็นทุนเดิมอยู่แล้วต้องจับตาเป็นพิเศษ เช่น บราซิล และอาร์เจนตินา รวมทั้งบางประเทศในภูมิภาคแอฟริกาที่หากภาครัฐกู้ยืมเงินหรืออัดฉีดเม็ดเงินเพิ่มเติม เพื่อผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้ อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะยาวต่อไปได้
อย่างไรก็ตาม การก่อหนี้ของภาครัฐนับว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำเพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจ และประชาชนในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤต ขณะเดียวกัน อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกที่อยู่ในระดับต่ำก็จะเป็นประโยชน์ในการกู้ยืมเงินมาเพื่อลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนด้านระบบสาธารณสุขเป็นสิ่งสำคัญมากในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤต รวมทั้งการลงทุนที่เป็นประโยชน์ต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวด้วย เช่น การลงทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เป็นต้น
ดังนั้นแล้วในยามที่กระสุนมีจำกัด ภาวะเศรษฐกิจและธุรกิจโดยรวมเริ่มกลับมาฟื้นตัวขึ้นได้แล้วบ้าง สิ่งสำคัญคือ มาตรการที่เตรียมจะยิงออกมาต้องถูกเป้าหมาย
Comment