นอกเหนือจากเทคโนโลยีที่เป็นสิ่งที่คนยุคใหม่ขาดไม่ได้แล้ว สิ่งสำคัญที่สุดของมนุษย์ทุกยุคทุกสมัย คงเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากปัจจัยสี่ที่ประกอบไปด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัยและยารักษาโรค และธุรกิจที่พี่ทุยจะพูดถึงในวันนี้ก็คือ ธุรกิจที่ทำถึงสามส่วนในปัจจัยสี่นั้น เค้าก็กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างมากเป็นธุรกิจครอบจักรวาลที่ว่านี้คือ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด(มหาชน) ซึ่งเพิ่งเข้าซื้อไก่ทอด “Bonchon”นั่นเอง
หลายคนอาจจะไม่ค่อยคุ้นหูกับบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด(มหาชน)เท่าไหร่นัก แต่ถ้าพูดถึงชื่อตัวย่อหุ้นของเค้า รับรองว่าร้องอ๋อกันยาวทีเดียว เพราะเค้าคือหุ้น “MINT” ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์นั่นเอง MINT เป็นกิจการที่เเข็งแกร่งมั่นคงและมีมูลค่าตลาดสูงเป็นอันดับที่ 21 ของประเทศ(ข้อมูลเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2561) อาณาจักรธุรกิจในเครือของ MINT กว้างขวางและขยายไปทั่วโลกกว่า 41 แบรนด์ แบ่งเป็น หมวดโรงแรมและรีสอร์ท 17 แบรนด์ 520 แห่ง หมวดอาหาร 12 แบรนด์ กว่า 2,200 สาขา และหมวดไลฟ์สไตล์ (พวกเสื้อผ้า-ของใช้แฟชั่น) 12 แบรนด์ กว่า 550 แห่ง
– หมวดร้านอาหารที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เช่น Swensen’s, Pizza hut, Sizzler, Dairy Queen, Burger King ซึ่งถือว่าเป็นขาใหญ่ในวงการเบอร์เกอร์เลย นอกจากนี้เวลาไปต่างประเทศก็ยังมีร้านอาหารไทย Thai express ด้วย แค่ในประเทศที่มีเนื้อที่ไม่มากนักอย่างสิงคโปร์ ก็มีร้านนี้ปาไปกว่า 30 สาขาแล้ว
– หมวดธุรกิจด้านแฟชั่น พวกเสื้อผ้า กระเป๋าหรือรองเท้า เช่น ESPRIT, Charles & Keith หรือแบรนด์กระเป๋ายอดฮิตของวัยรุ่นอย่าง Anello ก็เป็นของเค้านะ
– หมวดธุรกิจด้านรีสอร์ทและโรงแรม มีกระจายไปในหลายประเทศ ในไทยเราก็อย่างเช่น อนันตราและโฟร์ซีซั่น และยังมีในมัลดีฟส์ จีน ยุโรป ออสเตรเลียและเอเชียประเทศอื่น ๆ อีกเพียบ
ร้านอาหารในเครือของเค้าอาจจะติดหูหลายคนมากกว่า แต่จริง ๆ แล้วถ้าคิดเป็นสัดส่วน รายได้หลักของ MINT มาจากธุรกิจด้านรีสอร์ทและโรงแรม โดยในปี 2561 เค้ามีรายได้จากธุรกิจด้านโรงแรม 64% รายได้จากธุรกิจด้านอาหาร 30% และรายได้จากธุรกิจไลฟ์สไตล์ 6% ซึ่งธุรกิจด้านโรงแรมที่เป็นเรือธงของเค้าเนี่ยตะกุกตะกักนิดหน่อย เพราะปีที่แล้วไปเข้าซื้อ NH Hotel ที่ยุโรปแล้วเศรษฐกิจยุโรปดันชะลอตัวน่ะสิ ในไตรมาสที่ 1 โรงแรมนี้ขาดทุนไปถึง 1,000 ล้านบาท นี่อาจจะเป็นสาเหตุนึงที่เค้าหันมาเข้าซื้อกิจการด้านอาหารก็ได้นะ
และถ้าพูดถึงร้านอาหารที่น่าสนใจ ไก่ทอด “Bonchon” คงอยู่ในรายชื่อแน่นอน ด้วยความน่าสนใจหลายอย่าง ที่ไม่ใช่เพียงแต่รายได้และกำไรแล้ว แต่เรื่องของการโฆษณาก็น้อยด้วย ถ้าเทียบกับคู่เเข่งโดยตรงที่เป็นไก่ทอดเหมือนกันอย่าง “ไก่ทอดKFC” เราคงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ไก่ทอด Bonchon มีการโฆษณาน้อยกว่ามาก เพราะไม่ได้จ่ายเงินค่าโฆษณานาทีละหกถึงเจ็ดหลักให้กับทีวี แต่โฆษณาฟรีแบบบอกกันปากต่อปากแบบ Word of Mouth Marketing ไก่ทอด Bonchon จึงมีอัตรากำไรสุทธิสูง
งบการเงินที่ Bonchon นำส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระหว่างปี 2557 -2561 เป็นอย่างนี้
ถึงแม้อัตรากำไรจะดูลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปี 2559 แต่ก็ลดลงไม่มากและยังอยู่ในค่าเฉลี่ย
แล้วการช้อปปิ้งของ MINT ครั้งนี้คุ้มมั้ยเนี่ย?
นี่คงเป็นคำถามที่หลายคนสงสัยอย่างแน่นอน เอาเป็นว่าก่อนจะไปตัดสินตรงนั้น เรามาทำความเข้าใจเรื่องการเข้าซื้อครั้งนี้กันก่อนดีกว่าโดยครั้งนี้ MINT เข้าซื้อไก่ทอด Bonchon เป็นจำนวนเงิน 2,000 ล้าน คิดเป็น EV to EBITDA ที่ประมาณ 10 ถึง 13 เท่า ซึ่งถือเป็นค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมอาหารเนี่ยแหละ
พี่ทุยเชื่อว่าบางคนอาจจะเกาหัวว่า “แล้ว EV TO EBITDA นี่คืออะไร เห็นพูดถึงกันเยอะเหลือเกิน”
อธิบายง่ายๆ ก็คือ EV TO EBITDA นั้นก็คล้าย ๆ กับค่า P/E ratio เนี่ยแหละ แต่เค้าจะละเอียดกว่าในแง่ที่ว่าเอาหนี้สินที่บริษัทนั้น ๆ มีอยู่มาคิดรวมด้วยและคำนึงถึงเรื่องการคิดค่าเสื่อมราคาที่ไม่เหมือนกันในแต่ละบริษัท ถ้าเรามองแต่ตัวเลขกำไรก็อาจจะไม่ยุติธรรมนัก เพราะการที่บางบริษัทมีกำไรที่ดูน้อยกว่าอาจเพราะมีการคิดค่าเสื่อมราคาโหดกว่าก็ได้ (ส่วนของค่าเสื่อมราคาจะจัดเป็นต้นทุน ถ้าคิดค่าเสื่อมราคาโหด ต้นทุนก็มากขึ้น กำไรก็เลยลดลง)
การเปรียบเทียบ EV TO EBITDA จึงแฟร์กว่า เพราะอย่าลืมว่า เมื่อเราซื้อบริษัทมา ไม่ใช่จะได้มาเพียงทรัพย์สินเท่านั้นแต่ได้หนี้ของเค้ามาด้วย เหมือนเวลาจะแต่งงานกับใครสักคน ก็ต้องรับได้ทั้งข้อดีและข้อเสียของเค้าด้วย ในประเด็นนี้จึงสรุปได้ว่า MINT เข้าซื้อกิจการมาในราคาที่เหมาะสมอยู่
ประเด็นต่อมาที่ไก่ทอด Bonchon ชนะ MINT ขาดลอยเลยคือ อัตรากำไรสุทธิที่มากกว่า
ในปี 2557 ไก่ทอดBonchon มีกำไรสุทธิประมาณ 16.93% ส่วน MINT มีกำไรสุทธิ 11.07%
ในปี 2558 ไก่ทอดBonchon มีกำไรสุทธิประมาณ 18.96% ส่วน MINT มีกำไรสุทธิ 14.66%
ในปี 2559 ไก่ทอดBonchon มีกำไรสุทธิประมาณ 33.00% ส่วน MINT มีกำไรสุทธิ 11.56%
ในปี 2560 ไก่ทอดBonchon มีกำไรสุทธิ 28.01% ส่วน MINT มีกำไรสุทธิ 9.23%
ในปี 2561 ไก่ทอดBonchon มีกำไรสุทธิ 26.16% ส่วน MINT มีกำไรสุทธิ 6.86%
ดังนั้นถ้าเป็นในเรื่องกำไร การที่ MINT ได้ Bonchon มาได้ประโยชน์เต็ม ๆ Bonchonจึงน่าจะเสริมกำไรให้เค้าได้ และทำให้ราคาหุ้น MINT กระเตื้องในระยะยาว
แต่เรื่องนึงที่เราต้องคำนึงถึงคือ Bonchon เป็นร้านที่ถูกซื้อลิขสิทธิ์มาจากเกาหลี เพราะฉะนั้นการเติบโตของเค้าจึงค่อนข้างจำกัด เพราะไม่สามารถขยายสาขาไปต่างประเทศเองได้ สำหรับสาขาในไทยตอนนี้มีอยู่ 44 สาขา ซึ่งส่วนมากจะกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพ และมีอยู่น้อยตามต่างจังหวัด ขนาดจังหวัดที่เป็นหัวเมืองที่สำคัญของภาคบางแห่งยังไม่มีเลย หลังจาก MINT เข้ามาซื้อ Bonchon เค้าก็มีแผนจะขยายสาขาเพิ่มขึ้นเป็นร้อยสาขา ดังนั้น ไก่ทอด Bonchon ยังโตได้ดีแหละ แต่ขอขีดเส้นใต้ตรงที่ ตอนนี้เค้าโตได้เฉพาะภายในประเทศนะ
ข้อมูลจาก TradingView
มาดูราคาหุ้น MINT ตอนที่มีข่าวการเข้าซื้อ Bonchon ในช่วงเช้าของวันที่ 18 พฤศจิกายน ราคาหุ้น MINT TIMEFRAME DAY นี้ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยที่ 1.39% ด้วยมูลค่าการซื้อขายประมาณ 300 ล้านบาท ในปริมาณการซื้อขายอยู่ในค่าเฉลี่ย 5 วัน จึงดูเหมือนว่านักลงทุนไม่ได้ตื่นเต้นกับข่าวนี้มากเท่าไหร่นัก ตอนนี้ราคาหุ้นใน TIMEFRAME DAY ยังอยู่ในแนวโน้มขาลงอยู่ มาจับตาดูกันนะว่าข่าวนี้จะทำให้เค้าบินฝ่าไปได้หรือเปล่านะ พี่ทุยคนนึงแหละที่จับเข้า Watchlist แล้ว (อิอิ) ในขณะที่เมื่อครั้งที่ MINT เข้าซื้อ NH Hotel เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2561 นักลงทุนดูจะไม่ชอบอย่างเห็นได้ชัด เพราะราคาหุ้น MINT ถูกเทลงจนทำจุดต่ำสุดในรอบ 52 สัปดาห์เลย
ถึงจะเป็นคนธรรมดา แต่พี่ทุยเองก็ไม่น้อยหน้า MINT นะ MINT ซื้อ Bonchon ด้วยเงิน 2,000 ล้านบาท ส่วนพี่ทุยเดินไปสั่งชุดนึงไม่ถึง 200 บาทด้วยซ้ำก็อิ่มเเล้ว ใครใช้เงินได้มีประสิทธิภาพมากกว่า เอาปากกามาวง (ฮ่า ๆ)
Comment