หลังจากที่ MAKRO ประกาศปรับโครงสร้าง รับโอนกิจการ Lotus’s จึงทำให้ “New Makro” ขึ้นเป็นผู้นำธุรกิจค้าส่ง- ค้าปลีกอาหารสดและสินค้าอุปโภคในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เหตุผลของการปรับโครงสร้างในครั้งนี้คืออะไร ? มีประเด็นอะไรที่น่าสนใจ? เดี๋ยววันนี้จะได้รู้กัน!
“MAKRO” เตรียมเปิดให้ “จองหุ้น PO” ด้วยล่ะ แต่พี่ทุยแอบกระซิบว่า ค่อนข้างมีจำนวนจำกัดเลยนะ โดยจะเปิดให้จองซื้อวันที่ 4-9 ธ.ค. นี้ ที่ราคาเสนอขาย 43.50 บาทต่อหุ้น
การเสนอขายหุ้นครั้งนี้มีจุดประสงค์ในการนำเงินไปขยายกิจการ คืนเงินกู้ และเป็นเงินทุนหมุนเวียน เรียกได้ว่าเป็นโอกาสดีของนักลงทุนชาวไทยที่จะได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจค้าส่งแบบ B2B และค้าปลีกแบบ B2C ในระดับภูมิภาค
หลังจากช่วงปลายไตรมาส 3 ปี 2564 ที่ผ่านมา หลายคนคงได้ยินข่าวฮือฮาที่นับเป็นประเด็นใหญ่ในรอบปีเลยก็ว่าได้ นั่นก็คือ MAKRO (แม็คโคร) ประกาศปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ โดยเข้ามาถือหุ้น Lotus’s พร้อมทั้งประกาศว่าเตรียมออก “หุ้น PO (Public Offering)” เพื่อเสนอขายให้ประชาชนทั่วไปด้วย
วันนี้พี่ทุยจะมาสรุปให้ฟังกันแบบชัด ๆ และเจาะลึกไปเลยว่าทำไมถึงเกิดการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่แบบนี้
ก่อนอื่นพี่ทุยอยากแนะนำให้รู้จัก “MAKRO โฉมใหม่” หรือ “New Makro” กันก่อนว่าหลังจากที่รับโอนกิจการ Lotus’s แล้ว “โครงสร้างรายได้” เป็นอย่างไรบ้าง
โครงสร้างรายได้ แม็คโคร
ซึ่งการปรับโครงสร้างครั้งนี้ทำให้ “แม็คโคร” จะประกอบรวมทั้งหมด 3 ธุรกิจหลัก
(1) ธุรกิจค้าส่ง
: เป็นธุรกิจค้าส่งที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย มีสาขามากกว่า 145 สาขา แบ่งเป็นในไทย 138 สาขา และต่างประเทศ 7 สาขา ซึ่งมีรายได้รวมกว่า 218,760 ล้านบาทในปี 2563
(2) ธุรกิจค้าปลีก
: จากการรับโอนกิจการ Lotus’s ทำให้ “แม็คโคร” เข้าถึงกลุ่มค้าปลีกอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งถ้านับรวมสาขาทุกรูปแบบทั้งแบบ Hypermarkets, Supermarkets และแบบ Mini-Supermarkets จะมีมากกว่า 2,000 สาขาเลยทีเดียว โดยมีรายได้รวมทั้งจากประเทศไทยและมาเลเซียกว่า 197,460 ล้านบาทในปี 2563
(3) ธุรกิจบริหารพื้นที่เช่าในศูนย์การค้า
: อีกหนึ่งธุรกิจที่ “แม็คโคร” ได้มาด้วยก็คือ “ธุรกิจบริหารพื้นที่เช่าในศูนย์การค้าของ Lotus’s” ที่มีทั่วประเทศไทยและมาเลเซีย และยังถือหน่วยลงทุนในสัดส่วน 25% ของ “กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าโลตัสส์ รีเทล โกรท (LPF)” ที่ลงทุนในศูนย์การค้าของ Lotus’s 23 แห่งทั่วประเทศไทย ซึ่งธุรกิจกลุ่มนี้สามารถสร้างรายได้รวมกว่า 11,188 ล้านบาทในปี 2563
ทำไมต้องมีการปรับโครงสร้างในครั้งนี้
พี่ทุยเลยลองไปส่องและวิเคราะห์มาให้ โดยสามารถสรุปออกมาได้ 5 ประเด็นหลักด้วยกัน คือ
1. มีฐานลูกค้าขนาดใหญ่
ต้องบอกว่าด้วยธุรกิจที่ทั้ง “แม็คโคร” และ Lotus’s ทำอยู่นั้นมีความใกล้เคียงกันทั้งกลุ่มลูกค้า B2B และ B2C โดยจากลูกค้าสมาชิกของ “แม็คโคร” มีจำนวนกว่า 3.6 ล้านราย ในขณะที่สมาชิกคลับการ์ดในของ Lotus’s อีกกว่า 23 ล้านราย เมื่อนำมารวมกันทำให้ “แม็คโคร” สามารถก้าวขึ้นเป็น ‘ผู้นำ’ ของผู้ค้าส่ง-ค้าปลีกอาหารสดและสินค้าอุปโภคในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้อย่างสบาย ๆ
2. มีหน้าร้านที่สามารถดึงดูดลูกค้าได้ทุกรูปแบบ
ด้วยหน้าร้านรูปแบบต่าง ๆ ของ “แม็คโคร” และ “Lotus’s” ที่เรียกว่ามีรูปแบบร้านค้าครอบคลุมทุกรูปแบบ สามารถตอบโจทย์ได้ทุกกลุ่มลูกค้า ทำให้ร้านค้าของทั้งสองนี้เป็นที่นิยมของกลุ่มเป้าหมาย
อีกทั้งด้วยฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของลูกค้า จึงทำให้ “แม็คโคร” มีข้อมูลเชิง “พฤติกรรมของผู้บริโภค” ที่มากพอจะช่วยให้วิเคราะห์ทางการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งเรื่องของการออกสินค้าและบริการใหม่ ไปจนถึงการออกแบบโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย ดังนั้น “แม็คโคร” จึงสามารถดึงดูดลูกค้าได้เป็นอย่างดี
3. ตอบสนองความต้องการของลูกค้าแบบครบวงจรผ่านช่องทางการขายแบบ ‘Omni-Channel’
เดี๋ยวนี้การทำตลาดไม่ได้ถูกแบ่งออกเป็นออฟไลน์และออนไลน์อย่างชัดเจนสักเท่าไหร่ ซึ่งจุดเด่นหนึ่งที่ทำให้การปรับโครงสร้างครั้งนี้น่าสนใจก็คือ “การทำตลาดผ่าน Omni-Channel” ที่ถือว่าเป็นการทำตลาดแบบหลากหลายช่องทาง ทำให้สามารถตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่หลากหลายได้มากขึ้น ซึ่งไม่ใช่ทุกธุรกิจ ทุกแบรนด์จะสามารถทำการตลาดแบบ Omni-Channel ได้นะ เพราะเงื่อนไขสำคัญ คือ “การมีโครงสร้างที่รองรับทั้งรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ไปพร้อม ๆ กัน”
แต่สำหรับ “แม็คโคร” ต้องบอกเลยว่าไม่มีปัญหาแต่อย่างใด ด้วยหน้าร้านที่รองรับทุกไลฟ์สไตล์ แถมในช่วงที่เกิดการระบาดของโควิด-19 ยิ่งกระตุ้นให้ช่องทางออนไลน์เติบโตได้อย่างก้าวกระโดดไปอีก โดยถ้ามองยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์ของ “แม็คโคร” ในช่วงปี 2563 ที่ผ่านมา พบว่า เติบโตมากกว่า 90% เลยทีเดียว
มากไปกว่านั้น “แม็คโคร” ก็มีแผนจะพัฒนาแพลตฟอร์ม “O2O” ที่เป็นการผสมผสานช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ และ e-Commerce เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปในยุคดิจิทัล และสร้าง “Ecosystem” ที่เข้มแข็งเชื่อมโยงทุกภาคส่วนอีกด้วย
4. เกิดการ Synergy อย่างลงตัวช่วยเพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่าย
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พี่ทุยชอบมาก เพราะการปรับโครงสร้างครั้งนี้ช่วยทำให้ “แม็คโคร” และ Lotus’s สามารถใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ระบบต่าง ๆ ของกันและกันได้
ลองจินตนาการว่าเมื่อก่อนอยากทำศูนย์กระจายสินค้าก็ต้องสร้างแยกกัน ระบบขนส่งแต่ละช่องทางก็ต้องทำแยกกัน แต่หลังจากการปรับโครงสร้าง จะช่วยให้สามารถเข้ามาใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์เดิมที่มีอยู่ได้ทันที โดยไม่ต้องลงทุนสร้างใหม่ ซึ่งส่งผลให้เพิ่มประสิทธิภาพและประหยัดค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงาน
และการ Synergy ยังช่วยเพิ่มโอกาสเติบโตในอนาคตได้อีกด้วยเพราะค่าใช้จ่ายที่ลดลงย่อมตามมาด้วยราคาที่สมเหตุสมผลมากขึ้น สินค้าและบริการมีให้เลือกหลากหลายมากขึ้น ทำให้ผู้บริโภคก็อยากจะมาเดินที่ “แม็คโคร” และ Lotus’s มากขึ้นด้วย เพราะมาทีเดียวมีของให้เลือกซื้อเลือกใช้แบบครบวงจรไม่ต้องวนเข้า ๆ ออก ๆ หลายที่
5. ดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และหลักธรรมาภิบาล (ESG)
รู้หรือไม่ว่า “แม็คโคร” เองเขาก็ประกาศอย่างชัดเจนเรื่องการสร้างผลกระทบเชิงบวกให้แก่สังคมและสิ่งแวดล้อม ทั้งเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน พร้อมให้ความสำคัญกับการออกแบบที่นึกถึงความทนทานเพื่อให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้เพื่อช่วย ลดปริมาณขยะที่เกิดขึ้น พร้อมพัฒนาคุณภาพอาหาร ความปลอดภัยในราคาที่ย่อมเยา
นอกจากนี้ “แม็คโคร” ยังช่วยสร้างอาชีพในท้องถิ่นให้เกิดการจ้างงาน และมีการร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับองค์กร ตลอดจนปฏิบัติอย่างเป็นธรรมต่อพนักงานทุกคน
MAKRO กำลังจะเสนอขายหุ้น PO
“แม็คโคร” จะเสนอขายหุ้น PO จำนวนรวมไม่เกิน 1,300,000,000 หุ้น ที่ราคาเสนอขายหุ้นละ 43.50 บาท เปิดให้ผู้ถือหุ้น
เดิมที่ได้รับสิทธิและนักลงทุนรายย่อยจองซื้อในวันที่ 4 – 9 ธ.ค. 2564 ประกอบด้วย
- หุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายโดย “แม็คโคร” จำนวนไม่เกิน 910,000,000 หุ้น
- หุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดย บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) (CPALL) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด (CPH) และบริษัท ซี.พี.เมอร์แชนไดซิง จำกัด (CPM) รวมกันทั้งสิ้นจำนวนไม่เกิน 390,000,000 หุ้น
โดยจะมีการจัดสรรหุ้นสามัญบางส่วนให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทต่าง ๆ ดังนี้
- ผู้ถือหุ้นเดิมของ “แม็คโคร” ในอัตราส่วน 10 หุ้นสามัญของ MAKRO ต่อ 1 หุ้นสามัญของ MAKRO ที่เสนอขาย (ยกเว้น CPALL บริษัทย่อยของ CPALL CPM และ CPH)
- ผู้ถือหุ้นเดิมของ CPALL ในอัตราส่วน 15 หุ้นสามัญของ CPALL ต่อ 1 หุ้นสามัญของ “แม็คโคร” ที่เสนอขาย (ยกเว้นกลุ่ม บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (CPG) ตามแบบ 56-1 ประจำปี 2563 ของ CPALL)
- และผู้ถือหุ้นเดิมของ CPF ในอัตราส่วน 70 หุ้นสามัญของ CPF ต่อ 1 หุ้นสามัญของ “แม็คโคร” ที่เสนอขาย (ยกเว้นกลุ่ม CPG ตามแบบ 56-1 ประจำปี 2563 ของ CPF)
“แม็คโคร” อาจพิจารณาจัดสรรหุ้นส่วนเกินสำหรับ Over-Allotment จำนวนไม่เกิน 130,000,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 10% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดที่เสนอขายให้แก่ประชาชนในครั้งนี้
นักลงทุนทั่วไปสามารถจองซื้อหุ้น PO ของ “แม็คโคร” ที่ตัวแทนจำหน่ายหุ้น (Selling Agents) ดังนี้
- แอปฯ Bangkok Bank Mobile Banking รวมถึงสำนักงานใหญ่และสาขาธนาคารกรุงเทพทั่วประเทศ
- SCB Easy App รวมถึงสำนักงานใหญ่และสาขาธนาคารไทยพาณิชย์ทั่วประเทศ
- TrueMoney Wallet Application โดยบริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน)
ซึ่งจะจัดสรรด้วยวิธี Small Lot First หรือผู้จองซื้อที่จำนวนขั้นต่ำได้รับการจัดสรรก่อน และดำเนินการจัดสรรหุ้นเป็นรอบ ๆ ให้แก่ผู้จองซื้อรายย่อยแต่ละรายจนกว่าหุ้นจะหมด ซึ่งจะดำเนินการโดยระบบคอมพิวเตอร์ของ Settrade
สำหรับการเสนอขายหุ้นสามัญ “แม็คโคร” ต่อผู้ถือหุ้นเดิมของ MAKRO CPALL และ CPF สามารถจองซื้อผ่านตัวแทนรับจองซื้อหุ้น (Subscription Agents) ดังนี้
- แอปฯ Bangkok Bank Mobile Banking รวมถึงสำนักงานใหญ่และสาขาธนาคารกรุงเทพทั่วประเทศ
- SCB Easy App รวมถึงสำนักงานใหญ่และสาขาธนาคารไทยพาณิชย์ทั่วประเทศ
โดยจัดสรรตามสิทธิการถือหุ้นเดิมใน MAKRO CPALL และ CPF ซึ่งจะดำเนินการโดยระบบคอมพิวเตอร์ของ Settrade
ซึ่งทางกลุ่มบริษัทฯ เห็นคุณค่าและให้ความสำคัญกับความเชื่อมั่นที่ผู้ถือหุ้นเดิมของ MAKRO, CPALL และ CPF มีต่อกลุ่มบริษัท จึงเปิดโอกาสให้กลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมนี้ ได้ทำการจองซื้อหุ้น “แม็คโคร” ตามสิทธิการถือหุ้น และเปิดโอกาสให้สามารถจองซื้อเกินกว่าสิทธิการถือหุ้นที่มีอยู่ได้อีกด้วย
สำหรับการกำหนดราคาเสนอขายหุ้น PO ที่ 43.50 บาทต่อหุ้น ถือเป็นราคาที่ไม่แพงและเป็นราคาที่มีความเหมาะสมด้วยเหตุผล 4 ประการ ได้แก่
1) นักลงทุนทุกกลุ่มจะได้จองซื้อในราคาเดียวกัน ทั้งผู้ถือหุ้นเดิมที่มีสิทธิได้รับจัดสรร ผู้จองซื้อรายย่อย นักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนหลักแบบเฉพาะเจาะจง (Cornerstone Investors)
2) ง่ายต่อการสื่อสารและการดำเนินการกับนักลงทุนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะนักลงทุนรายย่อยและผู้ถือหุ้นเดิม ที่มีสิทธิได้รับจัดสรร สามารถชำระเงินจองซื้อด้วยราคาเดียวกัน ทำให้ลดปัญหาเรื่องกระบวนการคืนเงินจองซื้อ
3) นักลงทุนจะได้จองซื้อหุ้นสามัญ “แม็คโคร” ในราคาเดียวกับราคา Swap Price (ราคาแลกเปลี่ยน) ในช่วงที่ บมจ.สยามแม็คโคร ออกหุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจง (PP) เพื่อรับโอนกิจการทั้งหมดของกลุ่มโลตัสส์จากบริษัท ซี.พี. รีเทล โฮลดิ้ง จำกัด เท่ากับเป็นการลงทุนเพื่อเริ่มเติบโตไปพร้อมกับบริษัทฯ
4) ราคาเสนอขาย 43.50 บาทต่อหุ้น ต่ำกว่าราคาหุ้นเฉลี่ยย้อนหลัง 1 สัปดาห์ ซึ่งอยู่ที่หุ้นละ 47 บาท โดยมีส่วนลดประมาณ 7.5% และต่ำกว่าราคาหุ้นเฉลี่ยย้อนหลัง 1 เดือน ซึ่งอยู่ที่หุ้นละ 48 บาท โดยมีส่วนลดประมาณ 9.3%
ทั้งนี้ จำนวนหุ้นที่เสนอขายครั้งนี้ไม่เกิน 1,300 ล้านหุ้น และอาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกินไม่เกิน 130 ล้านหุ้น ซึ่งทางบริษัทฯ พิจารณาแล้วว่าเหมาะสม เนื่องจากหลังสิ้นสุดการเสนอขายหุ้น PO จะมีสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free Float) เกินกว่า 15% ตามเกณฑ์ขั้นต่ำของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และมีผลกระทบต่อสัดส่วนการถือครองหุ้น (Control Dilution) ของผู้ถือหุ้นเดิม และอัตรากำไรสิทธิต่อหุ้นของ “แม็คโคร” (EPS Dilution) น้อยกว่า กรณีที่มี Free Float เป็นจำนวนมากกว่านี้
ส่วนกลุ่มนักลงทุนหลักแบบเฉพาะเจาะจง (Cornerstone Investors) ซึ่งเป็นนักลงทุนสถาบันชั้นนำมีจำนวน 14 ราย ที่ลงนามในสัญญา Cornerstone Placing Agreement รวมทั้งสิ้นประมาณ 423 ล้านหุ้น มูลค่ารวมกว่า 18,000 ล้านบาท
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร 02-090-9191 (ทุกวันเวลา 09.00-18.00 น.)
