อัตราดอกเบี้ยทั่วโลก อยู่ในช่วงที่ “ดอกเบี้ยต่ำ” ที่สุดในประวัติศาสตร์ เป็นผลจากเศรษฐกิจถดถอยเป็นเวลานานและประกอบกับวิกฤตเศรษฐกิจ ธนาคารกลางหลายประเทศได้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สำหรับประเทศไทย กนง. คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% ต่อเนื่องถึงปี 2021
“ดอกเบี้ยต่ำ” ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ?
การที่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ทำให้อัตราดอกเบี้ยธนาคารก็จะปรับลดลงตาม ทำให้ลดแรงจูงใจในการฝากเงินเพราะได้ดอกเบี้ยน้อย แต่ให้กู้เงินเพื่อไปลงทุนแทนเพราะต้นทุนทางการเงิน ต่ำลง หมายความว่า กำไรจากการทำธุรกิจมากกว่าการฝากเงินเพื่อรอดอกเบี้ย ขณะเดียวกันอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ต่ำลงก็จะลดแรงจูงใจของประชาชนที่จะนำเงินมาฝากออมไว้กับธนาคาร และอาจนำเงินเหล่านั้นไปจับจ่ายใช้สอยแทน ดังนั้นนโยบายที่ทำให้ดอกเบี้ยต่ำก็เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั่นเอง
ผู้สูงวัยเสียประโยชน์จากดอกเบี้ยต่ำ”
แต่ในอีกด้านก็มีผู้สูงวัยที่ไม่ใช่นักลงทุนที่ใช้ประโยชน์จากภาวะดอกเบี้ยต่ำในการทำธุรกิจ และก็ไม่ใช่ประชาชนที่มีกำลังซื้อไม่จำกัด ผู้สูงอายุที่เกษียณงานมาแล้วก็ใช้จ่ายจากเงินออมและกองทุนบำเหน็จบำนาญ ดังนั้นแล้วดอกเบี้ยจึงเป็นตัวแปรสำคัญเพราะส่งผลต่อผลตอบแทนในการลงทุนสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ (Low-risk) และทรัพย์สินไร้ความเสี่ยง (Risk Free) ลดลง
ธนาคารเพื่อการชำระบัญชีระหว่างประเทศ (BIS) ได้ศึกษา 16 ประเทศที่มีระบบสวัสดิการที่ดีพบว่าในอีก 5 ปีข้างหน้าอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 0% นั่นแปลว่าดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริง (ดอกเบี้ยที่ปรับอัตราเงินเฟ้อ) ได้ติดลบไปแล้ว
แสดงให้เห็นว่าในประเทศที่มีระบบบำนาญดี ก็เจอปัญหาดอกเบี้ยต่ำที่ทำให้การเกษียณอายุอย่างสุขสบายในอนาคตข้างหน้าเป็นเรื่องยากไปอีก
ทั่วโลกกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์
บทเรียนจากต่างประเทศทำให้เรารู้ว่าผู้สูงวัยทั่วโลกยังคงต้องพึ่งพึงกองทุนบำนาญที่หลาย ๆ ประเทศเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Complete aged society) ทำให้ตอนนี้มีผู้รอเงินบำนาญมากกว่าใส่เงินเข้าไปในกองทุนและยังมีปัญหาเรื่องความต่างกันของรายได้ของสมาชิกกองทุนที่คนที่มีรายได้สูงต้องใส่เงินในกองทุนมากกว่าคนที่มีรายได้น้อย
แต่ตอนปันผลไม่ได้ปันส่วนตามรายได้ และสุดท้ายคือประเด็นเรื่องดอกเบี้ยต่ำที่จะยังคงต่ำไปอีกนาน ทำให้การคาดการณ์อัตราผลตอบแทนการลงทุนในระยะยาวจึงต้องปรับลดลงส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในวัยเกษียณที่ไม่สบายอย่างอดีต ทางออก คือ การมองหาการลงทุนอื่นที่มีความเสี่ยงต่ำถึงความเสี่ยงปานกลางที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าการพึ่งพากองทุนบำนาญและการพึ่งพาเงินฝากออมทรัพย์
ธนาคารพาณิชย์ต้องปรับอัตราดอกเบี้ยลดลงอย่างต่อเนื่อง
สภาวะเศรษฐกิจถดถอยทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารพาณิชย์ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง กลุ่มผู้สูงอายุที่พึ่งพิงรายได้จากเงินออมเพียงอย่างเดียวเกิดต้นทุนค่าเสียโอกาสในการนำเงินไปลงทุนผ่านช่องทางอื่น ลองจินตนาการดูว่า
วันนี้เรามีเงินออมในบัญชีออมทรัพย์อยู่ 5,000 บาท อัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์สำหรับบุคคลธรรมดาอยู่ที่ 0.25% ระยะเวลาผ่านไป 5 ปี มูลค่าเงินจะเหลือ 4,375 บาท (ปรับเงินเฟ้อที่ 2.5%) แม้จะได้ดอกเบี้ย 62.5 บาท แต่ก็ยังขาดทุนอยู่ดี เพราะดอกเบี้ยที่แท้จริงหลังปรับเงินเฟ้อติดลบ
ซึ่งในประเทศไทยคนที่ไม่ได้อยู่ในระบบราชการ ส่วนใหญ่จะไม่ได้เข้าถึงการออมในกองทุนบำนาญ การพึ่งพาเงินเก็บออมในบัญชีอย่างเดียวจึงค่อนข้างน่ากังวลเพราะเงินที่เตรียมไว้เพื่อใช้จ่ายต่อเดือน พอถึงเวลาจริงมูลค่าของเงิน ณ เวลานั้นจะลดลง
ควรปรับการลงทุนอย่างไร ?
การลงทุนเพื่อเตรียมเกษียณเป็นการลงทุนระยะยาว การลงทุนในระยะยาวในช่วงที่ดอกเบี้ยต่ำ สิ่งที่เป็นปัญหาคือเงินเฟ้อที่ทำให้มูลค่าเงินลดลง ดังนั้นจึงต้องปรับการลงทุน เลือกสินทรัพย์เสี่ยงต่ำที่ผลตอบแทนสูงกว่ากองทุนบำนาญและเงินฝากออมทรัพย์ได้แก่
- การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งเป็นสินทรัพย์ไม่มีความเสี่ยง (Free Risk) ให้ผลตอบแทน 1.49% ต่อปี จากข้อมูลของสมาคมตราสารหนี้ ปี 2562
- การลงทุนในทองคำ เป็นสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำที่เหมาะกับภาวะเงินเฟ้อ เพราะในขณะที่เงินเฟ้อสูงราคาทองคำมักขึ้นสูงตาเงินเฟ้อ XAU/USD จาก Investing ปี 2562 บอกว่าทองคำให้ผลตอบแทน 18.29% ต่อปี
- การลงทุนในหุ้นกู้เกรด BBB- ขั้นไป ซึ่งจัดเป็นสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำปกติแล้ว หุ้นกู้ที่ได้เกรดตั้งแต่ AAA จนถึง BBB- จะถือว่าเป็นระดับ Investment grade ซึ่งจะมีความน่าเชื่อถือสูง เพราะโอกาสที่บริษัทที่ออกหุ้นกู้จะผิดนัดชำระหนี้อยู่ในระดับต่ำ ข้อมูลสมาคมตราสารหนี้ ปี 2562 บอกว่าหุ้นกู้เกรด BBB- ให้ผลตอบแทน 5.53% ต่อปี
- การลงทุนในเงินฝากประจำ 24 เดือน จากข้อมูลของแบงค์ชาติ ปี 2563 ให้ผลตอบแทน 1.13% ต่อปี
ในประเทศไทยพบว่าการเตรียมตัวก่อนเกษียณที่มีรายได้ในขณะทำงาน 45,000 บาทต่อเดือนขึ้นไปมีช่องทางการลงทุนที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ ประกันชีวิต สลากออมสิน และหุ้นสามัญ ตามลำดับ การลงทุนเหล่านี้จัดอยู่ในผลิตภัณฑ์ทางการเงินระดับความเสี่ยงต่ำถึงปานกลาง
ส่วนตัวพี่ทุยว่าสิ่งที่ประเทศไทยเผชิญไม่ใช่แค่การแค่การเข้าถึงบริการทางการเงินเท่านั้น การลงทุนบัญชีออมทรัพย์ก็ใช่ว่าจะปลอดภัย ปัญหาคือการเข้าถึงแหล่งลงทุนก็มีปัญหาเช่นกัน เพราะแม้แต่การจะซื้อพันธบัตรรัฐบาลหรือหุ้นกู้ที่เป็นสินทรัพย์ไร้ความเสี่ยงและสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ โอกาสเข้าถึงก็ยังไม่มีถ้าไม่ใช่ลูกค้ารายใหญ่
ประกอบกับระบบบำนาญที่ไม่ใช่ผู้สูงวัยทุกคนที่จะเข้าถึงได้ และยังมีปัญหาของดอกเบี้ยต่ำที่ซ้ำเติมให้การลงทุนที่คิดว่าปลอดภัยนั้น ในระยะยาวกลับขาดทุนและปัญหาที่หลาย ๆ ประเทศทั่วโลกที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์จะเป็นปัญหาที่ซับซ้อนขึ้นไปอีก