พี่ทุยว่าเรื่องหนึ่งที่ทุกคนน่าจะเห็นพ้องต้องกันโดยที่ไม่ต้องเถียงกันให้วุ่นวาย คือ เรื่องของเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบในการใช้ชีวิตของทุกคนและไม่มีทางที่จะวนกลับมาที่เดิมแน่นอน ซึ่งหนึ่งในเทคโนโลยีที่มีประเด็นที่ให้พูดคุยกันได้เยอะเรื่องหนึ่งเลย คือ รถยนต์ไฟฟ้า (EV Car) ว่าจะสามารถเข้ามาทดแทนรถยนต์พลังสันดาปแบบเดิม ๆ ได้หรือไม่ ถ้าเข้ามาทดแทนแล้ว จะเข้ามาได้เมื่อไหร่
วันนี้พี่ทุยเลยอยากจะชี้ให้เห็นถึง 4 เหตุผลที่จะรถยนต์ไฟฟ้าจะเข้ามาทดแทนรถยนต์ในรูปแบบเดิมได้ ไม่ว่าจะเป็น..
1. รถยนต์ไฟฟ้าใช้พลังงานสะอาด ช่วยลดมลพิษได้มากกว่า
แน่นอนว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะไม่มีเผาไหม้ของพลังงานทำให้ไม่มีการปล่อยก๊าซไอเสียออกมา (Zero Emission) ซึ่งถือว่าเป็นประเด็นที่ทางผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ทางฝั่งยุโรปให้ความสำคัญมาก ถ้าใครขับรถยุโรปจะสังเกตได้เลยว่า รถเครื่องยนต์ดีเซลหลาย ๆ รุ่นของเค้าต้องมีการเติมน้ำยา Adblue เพื่อลดไอเสีย หรือถ้าเป็นรถยนต์เบนซินก็จะมีการจูนเครื่องให้ปล่อยไอเสียลดลงเพื่อให้ระดับการปล่อยไอเสียอยู่ในมาตรฐานที่กำหนด
ถึงแม้จะมีข้อถกเถียงที่ว่ารถยนต์ไฟฟ้าทำให้ใช้พลังงานในการผลิตไฟฟ้ามากขึ้น ซึ่งการผลิตไฟฟ้าโดยส่วนใหญ่ก็ยังใช้พลังงานฟอลซิล ซึ่งปล่อยไอเสียเช่นกัน แต่ถ้าเราลองดูการเติบโตของเทคโนโลยีพลังงานสะอาดก็เติบโตตามมากับการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าเช่นกัน
ในอนาคตพี่ทุยเชื่อว่าน่าจะมีการพัฒนาการผลิตไฟฟ้าจากพลังสะอาดมากขึ้นแน่นอน
2. รถยนต์ไฟฟ้าช่วยประหยัดค่าเชื้อเพลิงได้มากกว่า
โดยเปรียบเทียบแล้วค่าไฟฟ้าสำหรับการชาร์จไฟของรถยนต์ไฟฟ้า เทียบกับค่าน้ำมันที่ต้องเติมกับรถเครื่องยนต์สันดาปแบบเดิม ค่าเชื้อเพลิงต่อ 1 กิโลเมตร รถยนต์ไฟฟ้าประหยัดกว่าแบบไม่ต้องสงสัยเลย จากข้อมูลที่พี่ทุยลองศึกษามาจะอยู่เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 0.8-1.2 บาท (ถ้าชาร์จข้างนอกแต่ถ้าชาร์จไฟบ้านประมาณ 0.6 บาท) บาทต่อกิโลเมตรเท่านั้นเอง และเมื่อเปรียบเทียบกับการใช้รถยนต์แบบสันดาปจะอยู่ที่ 2-6 บาทต่อกิโลเมตร (ขึ้นอยู่กับประเภทของรถยนต์)
3. รถยนต์ไฟฟ้ามีต้นทุนในการผลิตและซ่อมบำรุงต่ำกว่า
เหตุผลนี้เป็นเหตุผลที่ทำให้หลาย ๆ ค่ายผู้ผลิตรถยนต์ตัดสินใจกระโดดลงมาในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า เพราะต้นทุนในการผลิตที่ต่ำกว่า ซึ่งสาเหตุมาจากรถยนต์ไฟฟ้าใช้ชิ้นส่วนในการประกอบเครื่องยนต์น้อยกว่ารถยนต์ในรูปแบบเดิมมาก และแน่นอนว่าเมื่อต้นทุนการผลิตต่ำ ก็จะส่งผลต่อต้นทุนในการซ่อมบำรุงที่ต่ำลงไปด้วย
4. รถยนต์ไฟฟ้ามีอัตราเร่งที่ดี ตอบโจทย์การขับขี่มากกว่า
จุดเด่นอีกเรื่องนึงที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าถูกพูดถึงเสมอ คือ เรื่อง “อัตราเร่ง” ที่ทำได้ดีกว่ารถยนต์แบบเดิม ๆ อย่างมาก ถึงขนาดที่หลายคนนำรถยนต์ไฟฟ้า (EV Car) ไปแข่งกับรถระดับซูเปอร์คาร์ (Supercar) ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมานั้นค่อนข้างสูสีเลยทีเดียว
โดยปกติแล้ว คนขับรถยนต์ทั่วไปจะใช้อัตราเร่งจากความเร็ว 0 ไปถึง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มากกว่าการขับเร่งจากที่ความเร็ว 80 ไปถึง 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยเฉพาะคนที่ขับรถในเมือง ทำให้สมรรถนะในการขับขี่ตอบสนองกับคนใช้รถโดยส่วนใหญ่มากกว่า
พอพูดถึงตรงนี้ หลาย ๆ คนก็อาจจะบอกว่าแบบนี้รถยนต์ไฟฟ้าก็น่าซื้อมากกว่าอย่างชัดเจนเลยหรือเปล่า ตรงนี้พี่ทุยอาจจะยังตอบไม่ได้ เพราะข้อจำกัดของรถยนต์ไฟฟ้า ณ เวลานี้ คือเรื่องของการชาร์จไฟฟ้า
สำหรับใครที่อยู่คอนโดมิเนียม หรือบ้านที่อาจจะไม่สะดวกสำหรับการชาร์จไฟฟ้า ก็น่าจะไม่เหมาะสำหรับการซื้อและใช้รถยนต์ไฟฟ้า เพราะการชาร์จแต่ละครั้งต้องใช้เวลานานอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ไม่เหมือนกับการเติมน้ำมันที่ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาทีก็สามารถไปต่อได้ทันที
หรือใครที่ต้องเดินทางไกลทุกวันแล้วการชาร์จ 1 ครั้ง อาจจะไม่สามารถวิ่งไปและกลับได้ก็อาจจะไม่เหมาะเท่าไหร่ และถ้าเรามองไปที่ “สถานีชาร์จไฟฟ้า” ณ ปัจจุบัน โดยเฉพาะในประเทศไทยเราก็ต้องบอกว่ายังมีอยู่ไม่มากนัก
แต่ข่าวดีก็คือ ตอนนี้มีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งสร้างสถานีชาร์จไฟฟ้านอกบ้าน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับคนที่อยากใช้รถยนต์ไฟฟ้ากันอยู่อย่างต่อเนื่อง
แน่นอนว่าเรื่องรถยนต์ไฟฟ้า จะให้เราเชื่อมั่นหน่วยงานไหนไปไม่ได้ นอกจากองค์กรที่เหมือนเป็นเสาหลักด้านการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยอย่าง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
ซึ่ง ณ ตอนนี้ กฟผ. ได้มีการเปิดตัว EleX By EGAT สถานีอัดประจุไฟฟ้าแบบเร็ว (Ultra Fast Charging Station) ที่ใช้เครื่องอัดประจุแบบใหม่ล่าสุด จ่ายกำลังไฟได้สูงถึง 120 kW และในอนาคตอาจจะมีพัฒนาต่อยอดในไปถึงระดับ 350 kW และแรงดันสูงสุดถึง 920 VDC ซึ่งแรงกว่าไฟบ้านเกือบ 5 เท่าตัว
ถ้าเป็นการชาร์จแบบกระแสตรง (DC Charger) จะช่วยทำให้การชาร์จไฟจากแบตเตอรี่ที่เหลือ 0% ไปเต็ม 100% ใช้เวลาเพียงแค่ 20 นาทีเท่านั้น แต่ถ้าเป็นการชาร์จแบบกระแสสลับที่เหมาะกับการติดตั้งที่บ้าน ออฟฟิศ โรงแรมหรือตามคอมมูนิตี้มอลล์ต่าง ๆ ก็ยังต้องใช้เวลาชาร์จ 4-8 ชั่วโมง
ปัจจุบัน EleX by EGAT ติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าในพื้นที่ กฟผ. ตามโรงไฟฟ้า 9 แห่ง ได้แก่
- สำนักงานกลาง กฟผ. จ.นนทบุรี
- ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง จ.นนทบุรี
- โรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ. ลำปาง
- โรงไฟฟ้าวังน้อย จ. พระนครศรีอยุธยา
- โรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา จ. นครราชสีมา
- โรงไฟฟ้าน้ำพอง จ. ขอนแก่น
- เขื่อนสิรินธร จ. อุบลราชธานี
- โรงไฟฟ้าบางปะกง จ. ฉะเชิงเทรา
- โรงไฟฟ้าจะนะ จ. สงขลา
และร่วมกับปั้มน้ำมัน PT รวม 5 สาขา ได้แก่
- ปั้ม PT สาขาปากช่อง 3 จังหวัดนครราชสีมา
- ปั้ม PT สาขาเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี
- ปั้ม PT สาขาพยุหะคีรี 2 จังหวัดนครสวรรค์
- ปั้ม PT สาขาบางพระ จังหวัดชลบุรี
- ปั้ม PT สาขาบ้านใต้ จังหวัดกาญจนบุรี
และในอนาคตทาง กฟผ. มีแผนจะขยาย EleX by EGAT ต่อไปเรื่อย ๆ ตามสาขาของปั๊มน้ำมัน PT อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากปั๊มน้ำมัน PT มีมากกว่า 2,100 สาขาทั่วประเทศ และถือเป็นปั๊มน้ำมันที่มีสาขามากที่สุดในประเทศ ครอบคลุมทุกพื้นที่อยู่แล้ว
รวมถึงมีแผนการติดตั้งเพิ่มเติมตามโรงแรม ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ หรือแม้แต่ในโรงพยาบาล เพื่อรองรับการเติบโตของผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตด้วย
พี่ทุยเชื่อว่าถ้าปัญหาเรื่องการหาสถานีชาร์จไฟฟ้าถูกแก้ไขและพัฒนามากขึ้นเรื่อย ๆ แนวโน้มการใช้รถยนต์ไฟฟ้าก็จะยิ่งมีมากขึ้นแน่นอน ซึ่งตอนนี้ทาง กฟผ. ก็ได้มีแผนเร่งพัฒนาขยายสาขาของ EleX by EGAT ให้ครอบคลุมทั่วประเทศโดยเร็วที่สุด และแน่นอนว่าผลประโยชน์ก็จะตกอยู่กับผู้บริโภคที่หันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ากันแบบเต็ม ๆ
