แม้ซีรีส์ดังอย่างเรื่อง “Crash landing on you” หรือรักปักหมุดนายฉุกเฉินจะจบไปสักพักนึงแล้ว แต่พี่ทุยก็เชื่อว่าหลายคนอาจจะยัง Move on จากสหายผู้กองไปไม่ได้ ฮ่า ๆ นอกจากนักแสดงจะงานดี ฉากที่ใช้ถ่ายทำ เนื้อเรื่อง การแต่งกายของตัวละครทุกตัวก็ล้วนเเล้วเเต่น่าสนใจไปหมด พี่ทุยขอเกริ่นถึงเนื้อเรื่องคร่าว ๆ พอนะว่า ซีรีส์เรื่องนี้เริ่มต้นจากการที่นางเอกซึ่งเป็นนักธุรกิจผู้ร่ำรวยชาวเกาหลีใต้ เกิดอุบัติเหตุตอนเล่นร่มร่อน เนื่องจากกระแสลมแรงผิดปกติ ร่มร่อนของเธอจึงพลักตกมาในเขตเกาหลีเหนือ และได้พบกับทหารเกาหลีเหนือ เรื่องราวก็เป็นอย่างที่เราพอเดากันได้ก็คือทั้งคู่เกิดตกหลุมรักกัน แต่สิ่งที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้น่าติดตามก็คือการดำเนินเรื่องที่เข้มข้น ทั้งการเมืองระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ และการเมืองภายในครอบครัวเศรษฐีชาวเกาหลีใต้ของนางเอกเอง
และประเด็นที่พี่ทุยมองว่าน่าสนใจเป็นพิเศษ ซึ่งสร้างมนต์เสน่ห์ให้กับซีรีส์เรื่องนี้ได้อย่างมากมาย ก็คือ เรื่องของประเทศลึกลับอย่าง “เกาหลีเหนือ” ซึ่งเป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบอบเผด็จการ และไม่ค่อยมีข้อมูลของประเทศนี้ปล่อยออกมาสู่สายตาชาวโลกมากนัก ถึงแม้ว่าเกาหลีเหนือจะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวได้ก็ตาม
ตอนนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาไม่ค่อยสู้ดีนัก จะไปเที่ยวเองก็คงลำบาก เอาเป็นว่ามาเที่ยวเกาหลีเหนือผ่านตัวหนังสือไปกับพี่ทุยดีกว่า!
มาทำความรู้จักเกาหลีเหนือกัน
เกาหลีเหนือมีชื่อประเทศเต็ม ๆ ว่า “สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี” หรือ “Democratic People’s Republic of Korea” เรียกสั้น ๆ ว่า DPRK เมืองหลวง คือ Pyongyang หรือ พยองยาง ถ้าออกเสียงแบบคนเกาหลี แต่คนไทยจะชอบเรียกกันว่าเปียงยาง ในปี พ.ศ. 2559 ประเทศเกาหลีเหนือมีประชากรทั้งสิ้นอยู่ที่ประมาณ 25.3 ล้านคน เค้ามีระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ตามแบบโซเวียต การเมืองและเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือค่อนข้างอิงกับรัสเซีย จึงไม่แปลกที่หลาย ๆ อย่างจะคล้ายคลึงกับรัสเซีย เช่น อุโมงค์ของสถานีรถไฟใต้ดินซึ่งตกแต่งอย่างสวยงามเหมือนอุโมงค์สถานีรถไฟใต้ดินในรัสเซียเลย
จุดเริ่มต้นการแบ่งประเทศออกเป็นเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ เริ่มต้นขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ก่อนหน้านั้น ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 เกาหลีโดนจักรวรรดิญี่ปุ่นครอบครอง และถ้ายังจำกันได้ญี่ปุ่นเป็นฝ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สอง และยอมจำนนในปี ค.ศ. 1945 จึงมีนักปกครองชาวอเมริกันแบ่งเขตในการปลดอาวุธทหารญี่ปุ่นในเกาหลีโดยใช้เส้นขนานที่ 38 ซึ่งจริง ๆ แล้วเส้นนี้เป็นเพียงเส้นที่ถูกกำหนดในแผนที่ ไม่ได้มีอยู่ในภูมิประเทศจริง โดยตกลงกันว่า กองกำลังทหารฝ่ายโซเวียตจะเข้ายึดครองที่บริเวณเหนือเส้นขนานที่ 38 ดังกล่าว ส่วนสหรัฐฯ ก็ยึดครองพื้นที่ใต้เส้นขนานนี้ หลังจากนั้นฝั่งเหนือและใต้ก็คงได้รับอิทธิพลจากทั้งสองประเทศ ซึ่งมีระบอบการปกครองแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ถึงขนาดมีสงครามระหว่างฝั่งเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ในปี ค.ศ. 1950-1953 เลยนะ จนเกิดข้อตกลงสงบศึกขึ้นในปี 1953 หลังจากนั้นอาจเรียกได้ว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศดำเนินไปแบบตบจูบหรือ love-hate relationship ตลอด และที่ผ่านมา เกาหลีเหนือ มีผู้นำอยู่สามคน คือ คิมอิลซอง คิมจองอิล และคิมจองอึนผู้นำคนปัจจุบัน
สภาพความเป็นอยู่ของเกาหลีเหนือ
แม้จะถูกกั้นแบ่งกลางด้วยเส้นขนานในความคิดที่ไม่ได้มีตัวตนจริง ๆ ด้วยซ้ำ แต่ความเป็นอยู่ของประชาชนชาวเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ต่างกันโดยสิ้นเชิงเลย ในขณะที่เกาหลีใต้เป็นประเทศทุนนิยมขั้นสุด อินเทอร์เน็ตมีความเร็วสูงติดอันดับโลก แต่เกาหลีเหนือกลับเป็นประเทศที่ประชาชนถูกจำกัดเสรีภาพ แม้แต่เรื่องทรงผมและการแต่งกายที่จะถูกกำหนดมาจากทางการ โดยผู้ชายจะมีทรงผมให้เลือก 10 ทรง และผู้หญิงจะมี 18 ทรง ถ้าเป็นผู้หญิงที่เเต่งงานเเล้วจะถูกจำกัดให้ตัดผมสั้นเท่านั้น ถ้าใครทำทรงผมผิดระเบียบหรือแต่งกายผิดระเบียบจะถูกเรียกตัว
ชาวเกาหลีเหนือถูกปิดตาจากโลกภายนอก พี่ทุยเคยอ่านเรื่องราวที่ได้รับการเปิดเผยจากครูชาวเกาหลีใต้ที่ไปเป็นครูอยู่ที่เกาหลีเหนือปีนึง เธอเล่าว่านักศึกษาที่นั่นไม่รู้ถึงการมีอยู่ของเทพีสันติภาพและหอไอเฟลด้วยซ้ำ จะพูดคุยอะไรกันก็จะมีทางการคอยดักฟังอยู่ตลอด ไม่มีทั้ง security และ privacy เลย ซึ่งเรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่งในซีรีส์ “Crash landing on you” นอกจากนี้นักศึกษาที่นั่นยังถูกสอนให้เข้าใจว่าภาษาเกาหลีเป็นภาษาสากลที่คนนิยมพูดกัน แต่เรื่องนี้ไม่ได้มีการยืนยันหรือพิสูจน์แน่ชัด จะจริงหรือเปล่าก็ขอให้ใช้วิจารณญาณ พี่ทุยเอามาเล่าให้ฟังสนุก ๆ นะ
เรื่องปากท้องก็ไม่ค่อยดีนัก คนบางกลุ่มต้องอดอยาก มีเพียงชนชั้นนำเท่านั้นที่อยู่ดีกินดี มีไฟฟ้าใช้ตลอดเวลา เดี๋ยวเรื่องนี้พี่ทุยขอไปเพิ่มเติมในเรื่องเศรษฐกิจของเค้าละกัน
และถึงแม้จะเป็นประเทศสังคมนิยมสุดขั้วที่จริง ๆ แล้วพยายามทำให้สังคมเกิดความเท่าเทียมและมีคำสรรพนามเรียกทุกคนว่า “ทงมู” หรือแปลว่าสหายในภาษาไทย ที่ควรจะให้ความรู้สึกเท่าเทียม แต่รู้กันมั้ยว่า ระบบวรรณะไม่ได้มีแค่ในอินเดียเท่านั้น แต่มีในเกาหลีเหนือด้วย และระบบนี้เรียกว่า “ซองบุน”
ระบบการแบ่งชนชั้นวรรณะในเกาหลีเหนือหรือซองบุนคืออะไร
ซองบุนคือระบบที่เเบ่งชาวเกาหลีเหนือออกเป็นกลุ่ม ๆ ตามระดับความจงรักภักดีต่อผู้นำ 51 กลุ่มของบรรพบุรุษที่ผ่านมา เช่น ในตระกูลเคยมีคนแปรพักตร์หรือไม่ เป็นต้น โดยใน 51 กลุ่มนี้สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่กลุ่มแกนนำ (25%) กลุ่มคลุมเครือ (55%) และ กลุ่มปรปักษ์ (20%)
ไม่ต้องอธิบายเจาะลึกในเเต่ละกลุ่มหลักก็คงพอเดากันได้ว่า คนทั้ง 3 กลุ่มนี้ย่อมได้รับอภิสิทธิ์และมีความเป็นอยู่ รวมถึงหน้าที่การงานและการศึกษาต่างกันมาก เช่น ถึงจะเรียนเก่งหรือมีความสามารถแค่ไหนก็ไม่สามารถประสบความสําเร็จในชีวิตสูงกว่าซองบุนของตัวเองได้ คนที่มีเเววเป็นนักดนตรี นักกีฬาที่เก่งมาก ๆ อาจจะต้องทำงานใช้เเรงงานไปจนตาย หากเกิดมาในซองบุนที่ต่ำ
เพราะอาชีพมีเกียรติหลาย ๆ อาชีพหรือผู้ที่ได้เป็นตัวแทนของประเทศในการเเข่งขันต่าง ๆ อย่างการเเข่งขันกีฬา เช่น นักกีฬาหรือทีมผู้นำเชียร์จะถูกกำหนดให้มาจากซองบุนสูง ๆ เท่านั้น พูดง่าย ๆ ว่า มีความสามารถอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีสายเลือดที่ดีด้วย ระบบซองบุนนี้ถ้าเปรียบไปก็เหมือนรหัสพันธุกรรมหรือ DNA ที่อยู่ในสายเลือดตั้งเเต่วันแรกที่คน ๆ นั้นลืมตาดูโลกแล้ว เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้ระบบนี้จึงอ่อนลงค่อนข้างมาก เพราะถูกต่อต้านว่ามันเป็นระบบที่ขีดเส้นกำหนดชีวิตของคนโดยใช้การกระทำของบรรพบุรุษ ซึ่งคงดูไม่ยุติธรรมนัก
เศรษฐกิจของเกาหลีเหนือ
ระบบเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือเป็นแบบสังคมนิยม ซึ่งรัฐเป็นผู้ควบคุมทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศ ทรัพย์สินส่วนบุคคลและวิสาหกิจเอกชนเป็นเรื่องผิดกฏหมาย ช่วง ค.ศ. 1950-1990 เกาหลีเหนือได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากประเทศร่วมอุดมการณ์คือ สหภาพโซเวียตและจีน ว่ากันว่าหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต เกาหลีเหนือก็เลยพยายามพยุงเศรษฐกิจโดยการเปิดประเทศและส่งเสริมการท่องเที่ยวเนี่ยแหละ ซึ่งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่มาเที่ยวในเกาหลีเหนือคือนักท่องเที่ยวจีน
ก่อนการแบ่งแยกประเทศนั้น เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้มีขนาดเศรษฐกิจพอ ๆ กัน แต่ในวันนี้ต่างกันแบบลิบลับไม่เห็นฝุ่นเลยจากข้อมูลในปี 2018
GDP ของเกาหลีเหนืออยู่ที่ 970,000 ล้านบาท
GDP ของเกาหลีใต้อยู่ที่ 49,000,000 ล้านบาท หรือต่างกันมากถึง 50 เท่า
ซึ่ง GDP ของเกาหลีเหนือมาจากสามส่วนคือ อุตสาหกรรม 48% บริการ 20% และเกษตรกรรม 22%
และรายได้ต่อหัวของชาวเกาหลีเหนือก็อยู่ที่ราว 36,000 บาทเท่านั้น ในขณะที่รายได้ต่อหัวของเกาหลีใต้อยู่ที่ประมาณ 950,000 บาท หรือต่างกันมากถึง 26 เท่า
จริง ๆ แล้วนี่คือการที่เศรษฐกิจเติบโตแล้วนะ (แต่ความเติบโตนี่ก็ไม่ได้การันตีถึงการกระจายรายได้) เศรษฐกิจของเกาหลีเหนือภายใต้การปกครองของคิมจองอึนเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือน 30 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือน เป็น 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือน
อุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือ คือการที่เค้าค่อนข้างปิดประเทศ ไม่ค่อยติดต่อกับโลกภายนอก ปัจจุบันมีเพียงสายการบิน AIR China ของจีน และ AIR KORYO ของเกาหลีเหนือเองที่ได้รับอนุญาตให้บินในน่านฟ้าของเกาหลีเหนือ และก็ไม่กี่เส้นทางที่มีเที่ยวบินสม่ำเสมอ อันได้แก่ จีนและรัสเซียนั่นเอง
และถึงสกุลเงินที่ใช้จะเป็นเงินวอนเหมือนกันแต่ไม่ได้มีในตลาดโลก สกุลเงินของเกาหลีเหนือมีหน่วยคือ KPW นักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวจะต้องเอาเงินไปแลกที่เกาหลีเหนือเท่านั้น นอกจากนี้เดินสุ่มสี่สุ่มห้าไปขอซื้อของตามร้านไม่ได้นะ นักท่องเที่ยวต้องซื้อของเฉพาะร้านที่ได้รับอนุญาตอย่างเดียวเท่านั้น
ดอกไม้บางชนิดไม่อาจสวยงามได้อย่างเต็มที่เมื่อถูกกำจัดให้โตได้แต่ในกระถางฉันใด เศรษฐกิจของเกาหลีเหนือที่ถูกขีดเส้นเอาไว้ก็ไม่อาจเติบโตได้อย่างเต็มที่ฉันนั้น พี่ทุยก็ได้แต่ภาวนาให้เจ้าของดอกไม้ดอกนั้นรดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ยให้แข็งแรง ๆ หมั่นกำจัดศัตรูพืชภายในและไม่ดึงดูดปัจจัยภายนอกที่อาจส่งผลร้ายต่อเค้าเข้ามานะ
Comment