ทำไม “China Huarong” บริษัทบริหารสินทรัพย์ยักษ์ใหญ่ของจีน มีหนี้ถึง 43,000 ล้านดอลลาร์ ?

ทำไม “China Huarong” บริษัทบริหารสินทรัพย์ยักษ์ใหญ่ของจีน มีหนี้ถึง 43,000 ล้านดอลลาร์ ?

5 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • บริษัท “China Huarong” เป็น 1 ใน 4 บริษัทบริหารสินทรัพย์ขนาดใหญ่ในประเทศจีน ล่าสุดไม่เปิดเผยผลประกอบการปี 2020 ตามกำหนด 
  • จากการที่บริษัท China Huarong ไม่ส่งงบตามกำหนดจึงทำให้นักลงทุนต่างเกิดความกังวล ว่าบริษัทอาจเกิดการผิดนัดชำระหนี้
  • เดือนเมษายนนี้ China Huarong มีหนี้ที่ครบกำหนดชำระกว่า 833 ล้านดอลลาร์ และอีกกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์ ที่จะครบกำหนดภายในปี 2022 ความกังวลส่งผลให้ราคาตราสารหนี้ของ China Huarong ร่วงอย่างหนัก จนตราสารหนี้ที่จะครบอายุกลางปี 2022 มีอัตราผลตอบแทน (yield) พุ่งขึ้นไปที่ 14.3% จากอัตราหน้าตั๋ว 3.375%
  • ล่าสุดหน่วยงานกำกับดูแลภาคการเงินของจีนออกมาเปิดเผยอย่างเป็นทางการว่า China Huarong ยังสามารถดำเนินธุรกิจได้ตามปกติและมีสภาพคล่องเพียงพอ ส่งผลให้ราคาตราสารหนี้ปรับตัวขึ้นมาทันที
  • มีความเป็นไปได้ในการแก้ไขปัญหาอยู่ 2 กรณี นั่นคือบริษัทจำเป็นต้องยุบหน่วยงานที่ไม่มีความจำเป็นหรือไม่สร้างกำไร ส่วนกรณีเลวร้าย ก็คือไม่สามารถเปิดเผยผลประกอบการปี 2020 ซึ่งหุ้นจะถูกระงับการซื้อขายต่อไป และ China Huarong ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ซึ่งนักลงทุนจะกังวลต่อการปรับโครงสร้างและพากันเทขายตราสารหนี้

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

ปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมาบริษัท “China Huarong” ซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ขนาดใหญ่ในประเทศจีน ไม่เปิดเผยผลประกอบการปี 2020 ตามกำหนดการวันสุดท้าย ส่งผลให้นักลงทุนต่างกังวลว่าอาจมีการผิดชำระหนี้ เพราะปัจจุบันบริษัทมีหนี้สินรวมกว่า 43,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งจำนวนหนี้กว่าครึ่งกำลังจะครบกำหนดจ่ายในปี 2022

ความกังวลไม่ได้จำกัดวงอยู่เพียงแค่ในบริษัทแต่ยังกระทบไปถึงตลาดตราสารหนี้ของเอเชียเลยทีเดียว วันนี้พี่ทุยเลยขอพาไปเรื่องราวความเป็นมาของบริษัทนี้ สิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ และผลกระทบที่อาจจะตามมาหลังจากนี้

รู้จักกับ China Huarong Asset Management Co.

China Huarong Asset Management Co. หรือเรียกกันสั้นๆ ว่า China Huarong หรือ หัวหยง ในภาษาไทย ดำเนินธุรกิจบริหารสินทรัพย์ (AMC) ถูกก่อตั้งในปี 1999 เพื่อจัดการกับหนี้เสียหลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในเอเชีย (ต้มยำกุ้ง) เมื่อปี 1997 เป็นรัฐวิสาหกิจ (SOE) ซึ่งถือหุ้นโดยกระทรวงการคลังประมาณ 57.02% มีสินทรัพย์กว่า 264,000 ล้านดอลลาร์ ที่มาที่ไปรวมถึงลักษณะการดำเนินธุรกิจมีความคล้ายคลึงกับ BAM หรือบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

หัวหยง เป็น 1 ใน 4 บริษัทบริหารสินทรัพย์ขนาดใหญ่ในประเทศจีน มีสินทรัพย์รวมกัน 766,765 ล้านดอลลาร์ และครองส่วนแบ่งการตลาด 90% ของธุรกิจบริหารสินทรัพย์ มีการกู้ยืมเงินผ่านการออกตราสารหนี้ในประเทศ (Onshore) ที่เป็นสกุลเงินหยวนรวมกันกว่า 56,587 ล้านดอลลาร์ และผ่านตราสารหนี้สกุลต่างประเทศเป็นจำนวน 49,000 ล้านดอลลาร์

นอกจากธุรกิจบริหารสินทรัพย์ที่ซื้อหนี้เสียแล้วปรับโครงสร้างหนี้เพื่อขาดทอดตลาดซึ่งคิดเป็นกว่าครึ่งของสินทรัพย์ทั้งหมด เมื่อปี 2012 หัวหยงได้ขยายธุรกิจไปสู่ธุรกิจวาณิชธนกิจ หลักทรัพย์ กองทุน และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งรวมกันแล้วคิดเป็นอีกครึ่งหนึ่งของสินทรัพย์ทั้งหมด และก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมการเงินของจีนที่มีขนาดกว่า 54 ล้านล้านดอลลาร์

จนในปี 2015 หัวหยงเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ระดมเงินทุนได้ 2,300 ล้านดอลลาร์ นับตั้งแต่วันแรกที่เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ราคาหุ้นร่วงแล้วกว่า 67%

เกิดอะไรขึ้นกับ “China Huarong” ?

ถ้าหากย้อนกลับไปประมาณ 6-7 ปีที่แล้ว การผิดชำระหนี้เป็นเหตุการณ์ที่หาได้ยากมากในตลาดตราสารหนี้ประเทศจีน เนื่องจากผู้กู้ยืมเงินจากตราสารหนี้ส่วนใหญ่จะได้รับการสนับสนุนด้านการเงินจากภาครัฐ ด้วยอัตราการผิดชำระหนี้ที่ต่ำมากประกอบกับนักลงทุนเชื่อว่าภาครัฐจะให้การสนับสนุนด้านการเงิน ทำให้ได้รับอันดับความน่าเชื่อถือ AAA จากบริษัทจัดอันดับในประเทศจีน ซึ่งส่งผลให้สามารถออกตราสารหนี้เพื่อกู้ยืมเงินด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ ดังนั้นรัฐวิสาหกิจจึงใช้โอกาสนี้กู้ยืมเงินจำนวนมหาศาลมีหนี้กว่า 4.1 ล้านล้านดอลลาร์ 

แต่แล้วหน่วยงานภาครัฐก็เปลี่ยนแนวทางการดำเนินนโยบายไปอย่างสิ้นเชิง โดยเริ่มลดการสนับสนุนด้านการเงินและปล่อยให้รัฐวิสาหกิจที่อ่อนแอผิดชำระหนี้ ซึ่งในระยะสั้นย่อมส่งผลเสียต่อบรรยากาศการลงทุน แต่ในระยะยาวกลับทำให้เกิดการแข่งขัน ตลาดมีการปรับราคาเพื่อรองรับความเสี่ยงที่มากขึ้นซึ่งทำให้ตลาดตราสารหนี้ในประเทศจีนมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในปี 2020 รัฐวิสาหกิจผิดชำระหนี้ตราสารหนี้ในประเทศ 79,500 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 57% ของการผิดชำระหนี้ทั้งหมดในตลาดตราสารหนี้ในประเทศ และเพิ่มขึ้นมามีสัดส่วน 72% ในไตรมาสแรกของปี 2021

ที่ผ่านมาการผิดชำระหนี้ที่ผ่านมาเกิดกับรัฐวิสาหกิจที่เรียกว่าไม่มีความสำคัญต่อระบบการเงิน แต่หัวหยงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบการเงินในประเทศ

ถึงแม้หนี้จะสูงแต่หากสามารถสร้างกำไรได้สูงเช่นกัน ปัญหาก็คงจะไม่เกิดขึ้น ระหว่างปี 2017 ถึง 2019 กำไรของหัวหยงลดลงถึง 95% สินทรัพย์ลดลงกว่า 25,300 ล้านดอลลาร์

นี่อาจเป็นเหตุให้หัวหยงไม่เปิดเผยผลประกอบการปี 2020 ตามกำหนดการวันสุดท้ายเมื่อ 31 มีนาคมที่ผ่านมา สร้างความกังวลว่าอาจเกิดการผิดชำระหนี้ ซึ่งหัวหยง และบริษัทในเครือมีหนี้รวมกว่า 43,000 ล้านดอลลาร์ กว่าครึ่งจะครบกำหนดภายในปี 2022

ในจำนวนดังกล่าว หัวหยงซึ่งเป็นบริษัทในเครือมีตราสารหนี้ในประเทศที่ครบกำหนดชำระหนี้ในวันที่ 18 เมษายนนี้ จำนวน 383 ล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกันหัวหยงก็มีตราสารหนี้นอกประเทศสกุลเงินดอลลาร์สิงคโปร์ ครบกำหนดชำระหนี้วันที่ 27 เมษายน จำนวน 600 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (450 ล้านดอลลาร์) แม้ทั้งสองบริษัทจะออกมายืนยันว่าได้เตรียมสภาพคล่องเพื่อชำระหนี้ไว้แล้ว

ส่วนบริษัทในเครือที่ดูแลกิจการต่างประเทศอย่าง Huarong International มีเงินสด 2,200 ล้านดอลลาร์ แต่มีหนี้ที่ต้องชำระภายในปีนี้ถึง 3,800 ล้านดอลลาร์

ความกังวลจึงเกิดขึ้นและราคาตราสารหนี้ของหัวหยงร่วงอย่างหนัก จนตราสารหนี้ที่จะครบอายุกลางปี 2022 มีอัตราผลตอบแทน (Yield) พุ่งขึ้นไปที่ 14.3% จากอัตราหน้าตั๋ว 3.375% ไม่เพียงเท่านั้นยังส่งผลต่อไปยังราคาตราสารหนี้รัฐวิสาหกิจอื่นและดัชนีตราสารหนี้สกุลเงินของภูมิภาคเอเชีย เหตุการณ์นี้น่าจะเป็นสิ่งสะท้อนระดับความสำคัญของหัวหยงได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังกระทบถึงความน่าเชื่อถือของบริษัทบริหารสินทรัพย์อื่น ทำให้มีแนวโน้มกู้ยืมเงินได้ยากขึ้นและต้นทุนสูงขึ้น

ล่าสุด หัวหยงยังถูกจัดอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ที่ investment grade จากบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกทั้ง Fitch, Moody’s Investors Service และ S&P Global Ratings แม้ว่าทั้งสามบริษัทเปิดเผยว่าจะทบทวนอันดับความน่าเชื่อถือโดยมีแนวโน้มปรับลดลง

หลังจากนี้หัวหยงจะเป็นยังไง ?

ล่าสุดหน่วยงานกำกับดูแลภาคการเงินของจีนออกมาเปิดเผยอย่างเป็นทางการ ว่าหัวหยงยังสามารถดำเนินธุรกิจได้ตามปกติและมีสภาพคล่องเพียงพอ แม้แถลงการณ์จะแทบไม่กล่าวถึงการสนับสนุนทางการเงินจากภาครัฐเลย แต่ก็เพียงพอที่จะส่งผลให้ราคาตราสารหนี้ที่ร่วงแตะระดับต่ำสุดไปก่อนหน้านี้ปรับตัวขึ้นมาทันที สะท้อนนักลงทุนลดความกังวลต่อการผิดชำระหนี้

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมานักลงทุนต่างทราบอย่างทั่วถึงแล้วว่าหน่วยงานภาครัฐของจีนเริ่มลดการสนับสนุนด้านการเงินต่อรัฐวิสาหกิจ ดังนั้นช่วงเวลาต่อจากนี้นักลงทุนต่างรอคำตอบจากทางการว่าจะเข้ามาสนับสนุนเงินทุนเพื่อชำระหนี้หรือไม่ และเรายังต้องติดตามกันต่อไปว่าทางหัวหยงจะสามารถชำระหนี้ก่อนที่เหลืออีก 600 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ในวันที่ 27 เมษายน ได้หรือเปล่า

โดยนักวิเคราะห์มองว่าในกรณีทั่วไป บริษัทและหน่วยงานกำกับดูแลเห็นพ้องว่าบริษัทสามารถฟื้นฟูความสามารถทำกำไรได้โดยไม่จำเป็นต้องสร้างผลกระทบต่อเจ้าหนี้ (ผู้ถือตราสารหนี้) ซึ่งบริษัทจำเป็นต้องยุบหน่วยงานที่ไม่มีความจำเป็นหรือไม่สร้างกำไร ส่วนกรณีเลวร้าย ก็คือไม่สามารถเปิดเผยผลประกอบการปี 2020 ซึ่งหุ้นจะถูกระงับการซื้อขายต่อไป และ หัวหยงไม่สามารถชำระหนี้ได้ ซึ่งนักลงทุนจะกังวลต่อการปรับโครงสร้างและพากันเทขายตราสารหนี้ แน่นอนว่าจะสร้างแรงกระเพื่อมอย่างรุนแรงในตลาดตราสารหนี้ทั้งในประเทศจีนและเอเชียมากกว่าที่เคยเกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา

ดังนั้นช่วงเวลาต่อจากนี้จึงขึ้นอยู่กับหน่วยงานภาครัฐของจีนจะมอง ว่าหัวหยงมีความสำคัญต่อระบบการเงินมากเพียงใด และแม้อาจไม่มีการสนับสนุนด้านการเงินอย่างเต็มจำนวน แต่หากมีมาตรการแก้ปัญหาที่ช่วยลดความกังวลออกมาอย่างต่อเนื่อง ก็จะเป็นผลดีต่อทั้งหัวหยงและเจ้าหนี้ เช่น โอนหัวหยงไปยังหน่วยงานของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติที่สามารถจัดการกับปัญหาหนี้สิน ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ก็จะช่วยสร้างมาตรฐานใหม่ให้ตลาดตราสารหนี้ในประเทศอย่างที่ภาครัฐต้องการให้เป็นมาตลอด

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile