[สรุปโพสต์เดียวจบ] "จีนแบนแอป DiDi" แอปเรียกรถที่ใหญ่ที่สุดในจีน

[สรุปโพสต์เดียวจบ] “จีนแบนแอป DiDi” แอปเรียกรถที่ใหญ่ที่สุดในจีน

3 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • DiDi กลายเป็นบริษัทเรียกรถโดยสารขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศจีน หลังเข้าซื้อกิจการในประเทศจีนจาก Uber มีผู้ใช้งานกว่า 500 ล้านคน และคนขับอีก 15 ล้านคน การให้บริการของ DiDi คิดเป็น 88% ของการเรียกใช้รถโดยสารในไตรมาส 4 ปี 2020
  • หน่วยงานกำกับดูแลด้านไซเบอร์ของประเทศจีนสั่งถอดแอปพลิเคชันออกจากทั้ง Apple Store และ Google Play เนื่องจากมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้
  • ก่อนหน้านี้ DiDi มีการ IPO ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ระดมทุนได้กว่า 4,400 ล้านดอลลาร์ ซึ่งการแบนในครั้งนี้ส่งผลต่อ Softbank และ Tencent ในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่
  • ปัจจุบันยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมว่ามีการละเมิดกฎหมายอย่างไรและเมื่อไหร่ แต่คำสั่งดังกล่าวก็ส่งผลกระทบต่อความมั่นใจของนักลงทุนต่างชาติต่ออนาคตของหุ้นเทคโนโลยีจีนที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นต่างประเทศ ซึ่งผลดังกล่าวเห็นได้ชัดเจนจากราคาหุ้นของ Alibaba และ Tencent ที่ปรับตัวลงจากจุดสูงสุดไม่น้อยกว่า 20%

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

หลังจากที่ DiDi แอปพลิเคชันเรียกรถโดยสารที่ใหญ่ที่สุดในจีน เข้า IPO ในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก ที่ระดมทุนได้กว่า 4,400 ล้านดอลลาร์ ได้เพียง 4 วัน ก็เกิดเหตุการณ์ที่ทางการ “จีนแบนแอป DiDi” ไปเป็นที่เรียบร้อย

ทางการจีนที่ว่านี้ คือ หน่วยงานกำกับดูแลด้านไซเบอร์ที่สั่งถอดแอพพลิเคชั่นออกจากทั้ง Apple Store และ Google Play เนื่องจากมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้ 

แม้ผู้ที่ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันมาใช้งานก่อนหน้านี้ยังสามารถใช้งานได้ตามปกติ แต่คำสั่งดังกล่าวก็สร้างความไม่แน่นอนต่อกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีจีนอีกครั้งอย่างที่เกิดขึ้นมาตลอดนับตั้งแต่ปลายปี 2020

พี่ทุยจะพาไปเจาะลึกความเป็นมาของแอปพลิเคชั่น DiDi ความคืบหน้าของสถานการณ์รวมไปถึงผลกระทบจากการตรวจสอบ

DiDi แอปพลิเคชันเรียกรถโดยสารขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศจีน ที่เป็นผู้ชนะเหนือ Uber

DiDi กลายเป็นบริษัทเรียกรถโดยสารขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศจีน ภายหลังเปิดสงครามราคากับแอปพลิเคชันเรียกรถระดับโลกอย่าง Uber ก็เป็นฝั่งของ DiDi ที่เข้าซื้อกิจการของ Uber ในประเทศจีน ทำให้ DiDi ครองสมรภูมินี้อย่างเบ็ดเสร็จ โดยทาง Uber มีการถือหุ้น DiDi อยู่ 12%

การครองตลาดของ DiDi เรียกได้ว่ามีอิทธิพลอย่างมากถึงขนาดที่การให้บริการของ DiDi คิดเป็น 88% ของการเรียกใช้รถโดยสารในไตรมาส 4 ปี 2020 เลยทีเดียว

เวลาผ่านไป 5 ปี DiDi ก็นำหุ้น IPO เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก ซึ่งเป็นการ IPO ของบริษัทจากประเทศจีนในสหรัฐฯ ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ด้วยมูลค่าตามราคาตลาดถึง 68,000 ล้านดอลลาร์ เป็นรองเพียง Alibaba Group Holding

และหากนับรวมสิทธิในการซื้อหุ้น (Stock Options) และหุ้นที่มีเงื่อนไขในการขาย (Restricted Stock units) จะทำให้มีมูลค่าตามราคาตลาดมากกว่า 71,000 ล้านดอลลาร์ แต่ก็ยังต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 100,000 ล้านดอลลาร์ สะท้อนความกังวลด้านมูลค่าและการกำกับดูแลของทางการจีน

“จีนแบนแอป DiDi” ถูกสั่งถอนออกจาก App Store และ Google Play จากประเด็นร้ายแรงเรื่องการเก็บข้อมูลและการใช้ข้อมูลส่วนตัว

เมื่อนำหุ้นเข้าจดทะเบียนซื้อขายได้ 2 วัน ก็มีรายงานว่าหน่วยงานกำกับดูแลด้านไซเบอร์กำลังตรวจสอบบริษัทเกี่ยวกับความปลอดภัยด้านข้อมูล ปกป้องความมั่นคงของชาติ และป้องกันผลประโยชน์สาธารณะ 

ซึ่งหลักจากเข้าจดทะเบียนได้เพียง 4 วัน ก็มีรายงานออกมาว่า DiDi ซึ่งมีผู้ใช้งานกว่า 500 ล้านคน และคนขับอีก 15 ล้านคน ละเมิดกฎหมายอย่างร้ายแรงในการเก็บและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลพร้อมด้วยคำสั่งถอดแอปพลิเคชันออกจากทั้ง App Store และ Google Play ล่าสุดยังไม่มีการระบุว่าการละเมิดเกิดขึ้นอย่างไรและเมื่อไหร่ หรือจะมีบทลงโทษเพิ่มเติมหรือไม่

หนังสือพิมพ์ Global Times ซึ่งเป็นสื่อที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคคอมมิวนิสต์เขียนบทบรรณาธิการว่า DiDi มีข้อมูลการเดินทางของผู้ใช้มากที่สุดในบรรดาบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ และมีความสามารถในการวิเคราะห์ของพฤติกรรมและนิสัยส่วนบุคคล ซึ่งนี่เป็นบทความที่ชี้นำว่า DiDi อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน

ยิ่งไปกว่านั้นการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ การมีผู้ถือหุ้นรายใหญ่เป็นบริษัทต่างชาติถึง 2 บริษัท และมีชาวอเมริกันนั่งในคณะกรรมการบริหาร ล้วนแล้วแต่สร้างความกังวลให้รัฐบาลจีนว่า Didi จะกลายเป็นช่องทางล้วงข้อมูลประชาชนชาวจีน

ข้อมูลที่เปิดเผยจากการ IPO พบว่า Softbank Group เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของบริษัท DiDi ด้วยสัดส่วน 20.2% ตามมาด้วย Uber ที่ 12% และมีบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจึนอย่าง Tencent ถือหุ้นอยู่ 6.4% ดังนั้น เมื่อทางการจีนมีคำสั่งถอนแอปพลิเคชัน ทำให้ราคาหุ้น Softbank และ Tencent ปรับตัวลง 5.39% และ 3.57% ตามลำดับ

การตรวจสอบครั้งนี้ครอบคลุมไปสู่ 2 บริษัท ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์จีน ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ประกอบไปด้วย Full Truck Alliance ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มขนส่งดิจิทัล และ Kanzhun ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มหางานออนไลน์

ทางด้าน Full Truck Alliance แถลงทันทีว่าพร้อมให้ความร่วมมือในการสอบสวนและแก้ปัญหาเพื่อให้เป็นไปตามระเบียบของภาครัฐ ส่วน Kanzhun ยังไม่มีความเคลื่อนไหว

การตรวจสอบครั้งนี้ไม่ได้เป็นเรื่องที่เกินความคาดหมายมากนัก ซึ่งสะท้อนผ่านราคาหุ้นหลัง IPO โดยเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา หน่วยงานกำกับดูแลได้สั่งให้ DiDi และอีก 9 ผู้ให้บริการเรียกรถโดยสารยกเลิกตั้งแต่การปรับขึ้นค่าโดยสารโดยพลการ ไปจนถึงการเอาเปรียบคนขับรถ

DiDi เปิดเผยผลประกอบการปี 2020 พบว่า มีรายได้ทั้งหมด 21,600 ล้านดอลลาร์ และมีผลขาดทุน 1,600 ล้านดอลลาร์ ก่อนจะพลิกฟื้นในไตรมาสแรกของปี 2021 นี้ กลับมามีกำไร 837 ล้านดอลลาร์ โดยการเติบโตของธุรกิจหลักเริ่มชะลอตัว ทำให้บริษัทต้องขยับไปลงทุนขยายธุรกิจอย่างรวดเร็วไม่ว่าจะเป็นบริการซ่อมแซมรถ ไปจนถึงบริการขนส่งสินค้า และยังทุ่มเทพัฒนาด้านเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติ และมีแผนขยายการให้บริการไปยังยุโรปตะวันออก

[สรุปโพสต์เดียวจบ] "จีนแบนแอป DiDi" แอปเรียกรถที่ใหญ่ที่สุดในจีน

การบังคับใช้มาตรการควบคุมกับหุ้นเทคโนโลยีจีนส่งผลกระทบต่อดัชนี Hang Seng Tech อย่างหนัก หุ้น Alibaba ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับกรณี Ant Group และช่องทางจ่ายเงิน Alipay ปรับตัวลงถึง 33% จากจุดสูงสุดเมื่อเดือนตุลาคมปี 2020

ขณะที่ Tencent ซึ่งเป็นอีกบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบมาโดยตลอดก็ปรับตัวลง 28% จากจุดสูงสุดปลายเดือนมกราคม 2021 และมาจนถึงวันนี้ แม้ไม่มีการตรวจสอบเพิ่มเติมแล้ว แต่ความมั่นใจของนักลงทุนก็ยังไม่เพิ่ม ส่งผลให้ราคาหุ้นเคลื่อนไหวในกรอบมาแล้วกว่า 4 เดือน

การถูกควบคุมของ DiDi ครั้งนี้ทำให้ผู้ใช้รายใหม่ไม่สามารถเข้าใช้งานได้ ส่งผลต่อการเติบโตในอนาคตอย่างชัดเจน

ซึ่งแน่นอนว่าจากประเด็นที่เกิดขึ้น ราคาหุ้น DiDi ปรับตัวลงทันทีกว่า 24% หลังจากที่ตลาดทำการ และ ณ ปัจจุบันก็ยังไม่มีแนวโน้มจะฟื้นตัวกลับไปที่ราคาเดิมได้ เนื่องจากการประกาศถอนออกจาก App Store ถึงแม้ผู้ใช้เดิมจะใช้งานต่อไปได้ แต่การไม่มีผู้ใช้บริการรายใหม่เข้ามาก็จะทำให้การเติบโตของรายได้ของ DiDi ลดลงอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ผลกระทบต่อ DiDi โดยตรงแล้ว นักวิเคราะห์หลาย ๆ สำนักก็คาดว่าน่าจะส่งผลต่อความมั่นใจในการจดทะเบียนซื้อขายหุ้นในตลาดต่างประเทศของบริษัทเทคโนโลยีจีน ขณะเดียวกันนักลงทุนในตลาดก็กังวลว่าทางการจีนอาจเพิ่มมาตรการตรวจสอบบริษัทอื่น เรียกได้ว่ากระทบในเชิง Sentiment อย่างหนักต่อหุ้นเทคโนโลยีจีน

พี่ทุยว่าดูแบบผิวเผินแล้วเหมือนเป็นการตรวจสอบแบบธรรมดาทั่วไป แต่ถ้าลองวิเคราะห์ให้ลึกลงไป งานนี้ดูเหมือนจะเป็นเกมการเมืองขนาดย่อมระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกาเลยก็ว่าได้ ยิ่งยุคนี้ “ข้อมูล” มีค่าไม่ต่างจากน้ำมัน ใครที่มีข้อมูลมากกว่าก็ยิ่งช่วยให้ได้เปรียบในยุคนี้มากยิ่งขึ้น แล้วถ้ายิ่งเป็นข้อมูลของคู่แข่งโดยตรงแล้ว มีค่ายิ่งกว่าทองคำซะอีก

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile