ในแวดวง Startup ชื่อของ “Softbank” โด่งดังในฐานะผู้ใหญ่ใจดีจากญี่ปุ่นที่คอยให้เงินสตาร์ทอัพไปทำธุรกิจ ซึ่ง Startup หลายชื่อที่ Softbank เข้าไปลงทุนต่างเป็นที่คุ้นหูกันดี เช่น Grab และ Uber
แต่พี่ทุยรู้ คนไทยรู้ และโลกก็รู้ว่าการลงทุนย่อมมีความเสี่ยงและยิ่งเสี่ยงขึ้นไปอีกถ้าเป็นการลงทุนใน Startup ดินแดนที่ถูกกล่าวขานกันว่า ธุรกิจ 80-90% ไปไม่รอด
การที่เข้าไปผจญความเสี่ยงในสตาร์ทอัพนี้เองที่กลายเป็นแรงขับเคลื่อนให้ Softbank ต้องเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นครั้งใหญ่จนได้รับฉายา ‘วาฬแห่ง Nasdaq’ หรือผู้เล่นรายใหญ่ขนาดมโหฬารแห่งตลาดหุ้นธุรกิจเทคโนโลยีของสหรัฐฯ
Vision Fund ทำให้ “Softbank” ขาดทุนมหาศาล
Vision Fund คือ ชื่อกองทุนวงเงิน 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ซอฟต์แบงก์ตั้งขึ้นเพื่อเข้าลงทุนในสตาร์ทอัพ และกองทุนนี้เองที่ทำให้ต้องขาดทุนจากการดำเนินการมากถึง 1.36 ล้านล้านเยน หรือตีเป็นเงินไทยกว่า 4 แสนล้านบาท ในปีงบประมาณที่แล้ว
ส่วนยอดขาดทุนสุทธิของซอฟต์แบงก์เมื่อปีงบประมาณที่แล้วอยู่ที่ เกือบ 1 ล้านล้านเยน ซึ่งเป็นการขาดทุนที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ 39 ปีของบริษัท
เมื่อเจาะลึกเข้าไปในการขาดทุนของซอฟต์แบงก์ มาจากการขาดทุนเพราะ Uber 5,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และขาดทุนจาก WeWork ธุรกิจ Co-Working Space อีก 4,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับส่วนที่เหลืออีก 7,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐเกิดจากการลงทุนในบริษัทอื่น ๆ มากกว่า 80 บริษัท
ไม่นานหลังการเปิดเผยผลประกอบการของบริษัท Jack Ma นักธุรกิจชาวจีนชื่อดังผู้ก่อตั้งอาลีบาบาก็ลาออกจากการเป็นบอร์ดบริหารซอฟต์แบงก์ แม้จะอยู่ในบอร์ดมายาวนาน 13 ปี ตามหลัง “Tadashi Yanai” ผู้ก่อตั้ง Fast Retailing เจ้าของแบรนด์ “ยูนิโคล่” ที่ลาออกไปเมื่อปี 2019
จุดเริ่มต้นของการก้าวเข้าสู่ยุค “วาฬแห่ง Nasdaq”
การขาดทุนที่เกิดขึ้นทำให้ซอฟต์แบงก์ต้องเร่งขายสินทรัพย์ออกเพื่อลดการขาดทุน โดยวางแผนที่จะหาเงินจากการขายสินทรัพย์ให้ได้ 4.5 ล้านล้านเยน หรือคิดเป็นเงินไทยมากกว่า 1.35 ล้านล้านบาท
ซอฟต์แบงก์ประกาศขายหุ้นที่ถืออยู่ในบริษัทโทรคมนาคมของสหรัฐอย่าง Sprint และ T-Mobile ไปแล้วประมาณ 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ รวมถึงประกาศขายหุ้นมูลค่า 1.47 ล้านล้านเยนของซอฟต์แบงก์ ซึ่งเป็นกิจการด้านโทรคมนาคมของบริษัท
ไม่เพียงเท่านั้น เพื่อลดการขาดทุนนี้ซอฟต์แบงก์ส่งกองทุน Vision Fund ไปหากำไรจากการซื้อหุ้นของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐฯ
เรื่องนี้กลายเป็นข่าวดังหลัง Financial Times สื่อชื่อดังจากเกาะอังกฤษเอามาเปิดเผยว่าซอฟต์แบงก์อยู่เบื้องหลังการซื้อ Call Options หรือสัญญาซื้อหุ้นมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยแม้จะไม่มีตัวเลขที่เปิดเผยออกมาอย่างแน่ชัด แต่คงไม่น้อยกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพราะ Wall Street Journal รายงานด้วยว่า ซอฟต์แบงก์ เข้าซื้อ Call Options จากบริษัทดัง ๆ อย่าง Amazon, Microsoft, Netflix และ Tesla วงเงินไม่ต่ำกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
การซื้อจำนวนมากกลายเป็นการส่งสัญญานบอกตลาดกลาย ๆ ว่า ราคาหุ้นกำลังจะปรับขึ้น ทำให้เกิดการแห่เข้าซื้อหุ้นจนเมื่อเดือนสิงหาคม 2563 ที่ผ่านมา หุ้นของ Tesla ปรับขึ้นถึง 74% ขณะที่ Apple พุ่งขึ้นไปถึง 21% ก่อนที่จะโดนเทขายในเดือนต่อมา
แค่หุ้นของบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ ๆ ขยับเพียงนิดเดียว ดัชนี S&P 500 ก็พาขยับขึ้นตามไปด้วย เพราะแค่ 4 บริษัทประกอบไปด้วย Apple, Amazon, Microsoft, Facebook และ Google ก็มีมูลค่าเทียบเท่ากับ 1 ใน 4 ของมูลค่าทั้งตลาด S&P 500
ความสามารถในการขยับตลาดขึ้นลงของ ซอฟต์แบงก์ นี้เองที่ทำให้ได้ฉายา ‘วาฬแห่ง Nasdaq’ ซึ่ง Nasdaq เป็นตลาดศูนย์รวมบริษัทเทคโนโลยีในตลาดสหรัฐเอาไว้
หลังการถอดหน้ากากนักลงทุนปริศนา ทำให้บรรดาผู้ถือหุ้นต่างกดดันให้ซอฟต์แบงก์ให้คำตอบกรณีนี้ เพราะผู้ถือหุ้นมองว่าซอฟต์แบงก์กำลังเดินทางที่เสี่ยงมากเกินไปในช่วงที่หุ้นกำลังผันผวน ซึ่งซอฟต์แบงก์ ยังไม่ตอบคำถามเรื่องนี้ใด ๆ นอกจากแอบเปิดเผยกับ Financial Times ว่า Masayoshi Son CEO ของซอฟต์แบงก์ ก็อยู่ในคณะกรรมการการลงทุนรอบนี้ด้วย
ขณะที่แหล่งข่าวอีกคนบอกกับ Financial Times ว่า บรรดาผู้ถือหุ้นของซอฟต์แบงก์ ต่างรู้ดีว่าการได้เข้ามาลงทุนในบริษัทที่ควบคุมโดย Masayoshi Son และคนที่ไม่สบายใจกับการตัดสินใจของ Masayoshi Son ก็ไม่ควรเข้ามาลงทุนตั้งแต่แรก ซึ่งอันนี้พี่ทุยเห็นด้วยนะ เราเป็นนักลงทุนถ้าเราไม่เชื่อมั่นก็สามารถขายสินทรัพย์ดังกล่าวออกมาได้ แล้วก็หาแหล่งลงทุนอย่างอื่นต่อแทน
มูลค่าตลาดของซอฟต์แบงก์หายไปถึง 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในเวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์ภายหลังการเปิดเผยของ Financial Times โดยร่วงลงจากราคาหุ้นละ 6,544 เยน เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 63 ในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว เหลือแค่ 5,677 เยน ในวันที่ 9 ก.ย. 63 ก่อนจะรีบาวด์กลับมาอยู่ที่ 6,164 เยน เมื่อวันที่ 25 ก.ย. 63 ขณะที่หุ้นของ Softbank Corp. ที่ดูแลธุรกิจโทรคมนาคม ก็ลงจากระดับ 1,382 เยนมาอยู่ที่ 1,245 เยนในปัจจุบัน
ในระหว่างที่หุ้นกำลังร่วงลงนั้นเอง หลายสำนักข่าวรายงานอ้างแหล่งข่าวว่า Masayoshi Son และบรรดาผู้บริหารซอฟต์แบงก์กำลังพูดคุยกันเงียบ ๆ เพื่อเอาบริษัทออกจากตลาด เพราะไม่พอใจที่ราคาหุ้นกำลังร่วงลงอย่างหนัก โดยเฉพาะหุ้นของ Softbank Corp. ที่อยู่ระดับต่ำกว่าหุ้นเสนอขายครั้งแรก (IPO) เมื่อปี 2018 ที่ 1,500 เยนเสียอีก
แล้ว ‘วาฬแห่ง Nasdaq’ จะเป็นอย่างไรต่อไป พี่ทุยว่าขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยเหมือนกันนะ แต่ส่วนตัวพี่ทุยเองก็เชื่อว่ามุมมองการลงทุนของ Masayoshi Son ไม่ธรรมดาแน่นอน แล้วถ้าอ้างอิงจากเคสก่อนหน้านี้เมื่อปี 2012 JP Morgan Chase ที่ได้ฉายาว่าเป็น ‘วาฬแห่งลอนดอน’ ก็สูญเงินไปมากกว่า 6,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการลงทุนขนาดใหญ่ แต่ในปีเดียวกันนั้นเอง JP Morgan ก็ทำกำไรไปมากกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากส่วนอื่น ๆ ของธุรกิจขึ้นมาทดแทน เมื่อขึ้นชื่อว่าการลงทุนย่อมมี ‘กำไร’ กับ ‘ขาดทุน’ สุดท้ายแล้วไม่มีใครรู้อนาคต ก็คงต้องรอให้ตลาดเป็นผู้เฉลยเท่านั้น
Comment